สวัสดีครับ

วันนี้มาคุยกันเรื่องสงครามต่อสู้กับความยากจนกันดีกว่านะครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า The End of Poverty เขียนโดย Dr. Jeffery Sachs อาจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการยูเอ็นที่ชื่อว่า โคฟี่ อันนัน และผู้ริเริ่มโครงการ Millennium Developments Goals ซึ่งเป็นโครงการที่พยายามจะกำจัดความยากจนแบบสุดๆ (extreme poverty) ให้หมดโลกไปภายในปี 2025

หนังสือเล่มนี้ผมว่าเป็นไบเบิลเล่มหนึ่งสำหรับคนที่สนใจด้านเศรษฐศาสตร์แบบมหภาค (macroeconomics) Dr. Sachs นั้นได้เอาประสบการณ์การทำงานกว่าสามสิบปีที่มีส่วนช่วยเหลือประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ด้วยวิธีที่เรียกว่า unorthodox หรือวิธีการแบบที่แตกต่างกับชาวบ้านชาวช่องครับ

หนังสือเล่มจากว่าตอนแรกนั้นประเทศทุกประเทศในโลกนั้นจนเท่ากันหมด แล้วอยู่ๆ เมื่อประมาณ 200-300 ปีที่ผ่านมา ความแตกต่างทางเศรษฐกิจก็เริ่มแยกออกจากกัน ประเทศตะวันตกก็เริ่มรวยขึ้น ประเทศที่จนก็จนลง

อ่านแล้วผมก็บอกว่า เพราะการล่าอาณานิคมนี่แหละที่ทำให้ประเทศนั้นจนลงๆ :D ซึ่งพออ่านต่อไปอีกสามหน้า Dr. Sachs นั้นบอกว่าใช่ แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักซะทีเดียวที่ประเทศที่จนก็จนต่อไป และประเทศที่รวยก็รวยขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลสนับสนุนความคิดนี้ก็คือ โลกนั้นสามารถผลิตของได้มากขึ้น ไม่ได้คงที่ เพราะถ้าเกิดจากการล่าอาณานิคมนั้น ความสามารถในการผลิตของโลกนั้นต้องคงที่ เพียงแต่ย้ายถิ่นเท่านั้น

เหตุผลหลักๆที่ประเทศนั้นรวยไปเรื่อยๆ

Dr. Sachs ยกตัวอย่างถึงประเทศอังกฤษที่ทำไม ถึงรวยเร็วกว่าชาวบ้านชาวช่อง

  1. อังกฤษนั้นมีสังคมเปิด อังกฤษนั้นพอปี 1500s ก็ไม่มีระบบศักดินา
  2. มีอิสรภาพและเสรีภาพ เมื่อเป็นลักษณะสังคมเปิด ก็มีอิสรภาพ เสรีภาพ หรือ freedom of speech
  3. เป็นศูนย์กลางความเจริญวิทยาการ (แต่น่าสังเกตนะครับ อังกฤษไม่ค่อยมีนักคณิตศาสตร์เก่งๆครับ นอกจากนิวตัว ส่วนมากนั้นเป็นคนเก่งด้านการประดิษฐ์)
  4. มีลักษณะภูมิประเทศที่ดี เพราะว่าประเทศเป็นเกาะ และมีแม่น้ำไหลไปทั่ว ทำให้ไม่ต้องลงทุนในระบบขนส่งมากนั้น และชาวบ้านเข้าถึงสินค้า และเดินทางแบบไปมาหาสู่กันได้ง่าย
  5. เพราะเป็นเกาะนี่แหละครับ ไม่ค่อยมีใครจะมาบุกรุก
  6. อุดมไปด้วยทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนา เช่นถ่านหิน

จาก 6 ข้อ ถ้าจะสรุป ให้ง่ายๆ ก็คืออังกฤษนั้นมีพร้อมทั้งทางด้านการเมืองและสังคม ภูมิประเทศและทรัพยากร และความสามารถด้านนวัตกรรม

และข้อสรุปแค่สามข้อนี่แหละครับ ที่ Dr. Sachs มองต่อไปว่า แล้วประเทศบางประเทศทำไมถึงจนจัง มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ประเทศนั้นจน

ทำไมถึงจน

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงความเจริญ เรามาดูกันก่อนนะครับว่า แล้วความยากจนมีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วทำไมบางประเทศก็จนแสนจน

  • ความสามารถไม่พอ เมื่อคนนั้นไม่มีความสามารถที่จะฉุดตัวเองออกมาจากความยากจน คำว่าความสามารถในที่นี่ พูดรวมไปหมดทั้งเงินทุน ความรู้ โอกาส เรียกว่าพอจนแล้ว มันก็เป็นวัฏจักรหมุนเวียนกันอยู่ตรงนี้แหละครับ ทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวงจรนี้ได้
  • ลักษณะภูมิประเทศ  หลายคนอาจจะงงๆซักหน่อยที่ว่าทำไม ลักษณะภูมิประเทศนั้น มีผลต่อเศรษฐกิจ จริงๆแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกครับ ดูอย่างกรุงเทพหรือเมืองหลวงใหญ่ๆของโลกก็ได้ เมืองที่เจริญ มักตั้งอยู่ในทำเลทองทางการค้า คือตั้งอยู่ที่ที่สามารถเดินทางติดต่อได้สะดวก เช่นใกล้แม่น้ำ จริงๆก็ไล่กันดูก็ได้นะครับว่า เมืองหลวงของโลกนั้น ก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเป็นส่วนมาก นอกจากมีผลต่อการสร้างสาธารณูปโภคแล้ว (เช่นที่ลุ่มก็สร้างถนน หรือขุดคลองที่ถูกกว่าสร้างบทภูเขา) ภูมิประเทศ ก็ยังมีผลต่อการเกษตรกรรมอีกด้วย นี่รวมไปถึงภูมิอากาศด้วยครับ
  • งบดุลการเงิน งบการเงินนั้นมีผลต่อความยากจนของประเทศอย่างมาก Dr. Sachs เรียกว่า Fiscal Trap ก็คือกับดักด้านการเงินของประเทศ ก็คิดดูสิครับ ถ้าประเทศนั้นหนี้เยอะ เงินงบประมาณนั้นนั้นก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้หมด หรือว่า งบประมาณที่ตั้ง เป็นงบที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
  • ความล้มเหลวของรัฐบาล อันนี้ชัดเจนกันอยู่ในตัวนะครับ รัฐบาลที่ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ ก็ย่อมจะมีผลทำให้ชาตินั้นจนลงได้เรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้นั้นรวมไปถึงการดำเนินนโยบายผิดพลาด คอรัปชั่น ความไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้
  • วัฒนธรรม หลายคนอาจจะคิดว่าวัฒนธรรมมีผลยังไงต่อความยากจน อันนี้ลองย้อนกลับไปอ่านเรื่องอินเดียดูครับ ในตอนนั้นได้พูดว่า การแบ่งชนชั้นและวรรณะ ทำให้ชนชั้นบางชนชั้นไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ เมื่อเข้าถึงทรัพยากรไม่ได้ หรือเข้าถึงโอกาส ไม่ได้ก็ทำให้ประเทศนั้นจนลงๆได้เรื่อยถูกไหมครับ ก็ในเมื่อคนจน เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี่ครับ
  • การเมืองระหว่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีผลเรื่องการค้าครับ เมื่อไม่มีการค้า การพัฒนาก็ไม่เกิดครับ
  • ขาดนวัตกรรม สิ่งหนึ่งที่ Dr. Sachs ได้พูดไว้ว่า นี่แหละปัจจัยสำคัญเลย ที่ประเทศนั้นไม่เจริญ ก็คือไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะฉุดประเทศให้เจริญต่อไปได้ แต่ Dr. Sachs ก็บอกว่าจริงๆมันก็เป็นกับดับความจน ในเมื่อไม่มีเงิน ไม่มีกินแล้วจะมีนวัตกรรมใหม่ๆได้ยังไง
  • กับดักประชากร จริงๆแล้วการพัฒนาของประเทศนั้นต้องสัมพันธ์กับประชากรครับ ตอนนี้ประเทศเรากำลังก้าวไปข้างหน้า เพราะว่าประชากรยุคเบบี้บูม (ช่วงที่มีคนเกิดเยอะ) นั้นกำลังโตเป็นยุคคนทำงาน แต่ถ้าต่อจากนี้อีกสามสิบปี เป็นยุคที่คนที่เกิดในช่วงเบบี้บูมนั้นเริ่มแก่ลง จะเป็นยังไง หรือว่าอย่างสิงคโปร์ที่ตอนนี้อัตราการเกิดลดลงอย่างน่าใจหาย (ก็ส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาที่สูงขึ้นของคุณผู้หญิง) อีกไม่นานประเทศอาจจะเป็นประเทศคนแก่ก็ได้

ปัจจัยเหล่านี้แหละครับที่มีผลต่อความยากจนทั้งนั้น แล้วความเจริญ มีหน้าตาเป็นยังไง

หน้าตาความเจริญ

Dr. Sachs มองว่าความเจริญนั้นมีลักษณะต่อไปนี้ครับ

  • ประเทศมีลักษณะ urbanization นั่นหมายความว่าประเทศนั้นมีประชากรมาอยู่ในเมืองมาก ประชากรอยู่ในท้องถิ่นน้อย ก็ในเมื่อประเทศที่เจริญนั้น ลักษณะของเศรษฐกิจ เงินมาจากงานบริการเป็นส่วนมาก ไม่ใช่มาจากการผลิต หรือถ้าเป็นการผลิต ก็มาจากการผลิตของที่มีมูลค่าสูง ทำให้ประชากรนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในชนบท ทำนา อีกต่อไป
  • ลักษณะทางสังคมที่เปลี่ยนไป คนจะมีการย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นไปตามแหล่งงาน ครอบครัวที่เล็กลง เพราะคนมีความรู้มากขึ้น ก็แต่งงานกันช้าลง รู้ว่าการมีลูกน้อย พ่อแม่ก็ให้การศึกษากับลูกได้มากขึ้น
  • เศรษฐกิจมีการแข่งขัน เพราะเมื่อมีการแข่งขันก็จะเกิดการพัฒนา การก้าวหน้าทางเศรษฐกิจต่อไป มีการแบ่งด้านความเชี่ยวชาญด้านแรงงาน ก็ทำให้คนต้องแข่งขันกันเพิ่มขึ้น  

ส่งท้าย 

โดยสรุป Dr. Sachs บอกว่าประเทศที่ยากจนนั้น เนื่องจากไม่สามารถที่จะก้าวเท้าขึ้นมาสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนได้ ในหนังสือใช้คำว่า step on a ladder นะครับ คือขึ้นบันไดไปสู่ความเจริญ

แต่หนังสือนั้นเน้นในมุมมองของ Dr. Sachs เป็นหลักครับ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในหนังสือก็บอกว่า ก็ในเมื่อประเทศนั้นเจริญ คนกินดีอยู่ดี ก็ย่อมที่จะต้องคิดว่า ระบบที่ใช้กับประเทศอื่นนั้นไม่ดีเท่า และต้องการที่จะไปเปลี่ยนแปลงความคิดคนอื่น เพื่อให้คนอื่นเจริญเหมือนตัวเอง

แล้วก็มองต่อไปอีกว่า ถ้าจะทำให้ความยากจนนั้นหมดไปได้ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยกัน

นอกจากนี้ Dr. Sachs ยังบอกต่อไปว่า จริงแล้วการรักษาโรคทางเศรษฐกิจนั้น ต้องทำตัวให้เหมือนหมอรักษาโรคครับ ไม่มียาอะไรก็ตามที่จะแก้โรคได้ทุกโรค และระบบเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนเหมือนร่างกายคนเรานั่นแหละ เช่นเรื่องเงินเฟ้อนั้น ก็อาจจะเหมือนกับคนเป็นไข้ มันไม่ได้หมายความว่า เป็นไข้แล้วจะเป็นหวัดกันทุกคน เงินเฟ้อนั้นก็อาจจะไม่ได้มาจากสาเหตุเดียวกัน

นี่แหละครับที่ทำให้ Dr. Sachs นั้นวิจารณ์ว่า การเรียนเศรษฐศาสตร์แบบไม่เคยเห็นของจริง ไม่เคยลงพื้นที่ และที่สำคัญที่สุด การไม่ศึกษาถึงประวัติศาสตร์พื้นฐาน และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆหรือชุมชนนั้นๆ จะไม่สามารถหาวิธีที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวได้ 

ถ้าอ่านย่อหน้าที่แล้วดีๆ เราจะเห็นภาพของคำว่าเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจพอเพียง ในการต่อสู้กับความยากจน ถึงแม้หนังสือเล่มนี้นั้น พูดถึงเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก โดยมองแต่เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ

แต่ผมคิดว่า เราสามารถประยุกต์ใช้สิ่งที่เขียนในหนังสือกับประเทศได้ โดยมองว่าจังหวัดนั้น เป็นเหมือนประเทศ แล้วลองดูว่าเราจะสามารถจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ยังไง ให้สอดคล้องกับปัญหาของจังหวัดนั้นๆและสภาพพื้นที่ของแต่ละจังหวัด

ยกตัวอย่างง่ายๆครับ อย่างเช่นประเทศโบลิเวีย ที่ Dr. Sachs บอกว่า เพราะความสูงของพื้นที่ และการที่เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล สินค้าที่จะขายนั้น ต้องเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงครับ เพราะไม่งั้น มันไม่คุ้ม กับค่าส่งสินค้าครับ (เรื่องนี้นั้น ไอเอ็มเอฟ หรือเวิลด์แบงค์ ค่อนข้างมองข้ามครับ)

อ่านหนังสือเล่มนี้อ่านไปเรื่อยๆแล้ว รู้สึกว่า Dr. Sachs นั้นเป็นพวกนิยมการยกหนี้ให้ประเทศยากจนครับ :D

ทำไม ไว้เดี๋ยวคราวหน้ามาพูดกันต่อครับ

สวัสดีวันเถลิงศกครับ

ที่มา Sachs, J. D. The end of poverty: Economic possibility of our time, Penguin Books, NY 2006 ISBN 0-14-303658-0