ที่ไหนได้ล่ะลูกเอ้ย...พอมันได้มรดกไปแล้วมันไม่มาหายายอีกเลย ปล่อยให้ยายอยู่คนเดียว ยายจะไปมีปัญญาทำอะไรได้เล่าอายุป่านนี้แล้ว ก็กะเตงนกคุ้มมาขายนี่แหละ

หากมีโอกาสผมจะไปเที่ยวตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของไทย พร้อมครอบครัว ทั้งนี้ผมก็เป็นลูกหลานนายดอกนายทองแก้ว นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองเหม็น บรรพบุรุษผู้เสียสละของเรา  ท่านยอมสละชีวิตเหมือนกับทหารหาญปัจจุบันเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ให้เรามีความสุข  หากไม่มีค่ายบางระจันก็ไม่มีประเทศไทยวันนี้ 

นอกจากผมจะใช้โอกาสนั้นรำลึกพระคุณของท่านเหล่านั้นแล้ว  การพาเด็กๆไปด้วยก็จะให้เขาได้เรียนรู้ ได้คิดถึงประวัติศาสตร์ไปด้วย  เรียนแต่หนังสือ แต่ไม่เคยไปสัมผัสส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์  เมื่อพ่อแม่มีโอกาสก็ควรทำหน้าที่แทนคุณครูพาไปให้เขาเห็น ให้เขาสัมผัส  ว่านี่คือรากเหง้าของเรานะ  แม้ว่าลูกสาวผมดูจะมีอนาคตที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้  แต่ครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้งในชีวิตผู้เป็นพ่อแม่ควรจะพาเขาไปรับรู้ความมีอยู่ของประวัติศาสตร์ มิใช่เพียงการบอกเล่าทางหนังสือเท่านั้น  

ผมก้มกราบประติมากรรมของอดีตผู้กล้าของประเทศสยามเราแล้วก็เดินรอบๆ เพื่อซึมซับคราบน้ำตา กลิ่นคาวเลือดและจิตใจที่กล้าหาญของท่าน  จินตนาการสนามรบพุ่ง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้กล้าประกาศก้องว่ามิให้ข้าศึกผู้ใด จากที่ไหนมาครอบครองเอาไป ท่านเหล่านั้นสละแล้วซึ่งชีวิต  อุทิศทุกหยาดเหงื่อเพื่อลูกหลานของเราให้ เป็นไท ต่อไป

สำนึกแห่งสำนึกของเราที่มีต่อท่านมันสร้างสมส่วนลึกในใจของผู้บันทึกว่า เราเป็นแค่เพียงเสี้ยวส่วนของการสร้างชาติเท่านั้น ดั่งธุลีผงที่มิอาจเทียบเทียมท่านเหล่านั้นได้  แต่สำนึกแห่งศรัทธาที่ท่านยอมสละชีวิตนั้นได้กลายมาเป็นภูมิกำกับวงจรชีวิตเราให้ก้าวไปสู่การทำงานเพื่อคนอื่น เท่าที่กำลังสติปัญญาและโอกาสจะมีให้จวบจนวันนี้  นานพอสมควรที่ผมรับรู้ สัมผัสมวลธุลีอากาศรอบกายในที่แห่งนั้น แล้วก็จากมา

เราเดินลงมาจากแท่นเคารพบูชา ผ่านพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นที่วางขายวัตถุประกอบพิธีบูชาท่านผู้กล้าเหล่านั้น ผมมาหยุดอยู่ที่กระจาดใบเก่าๆ 1 ใบในนั้นมีไม้สีมันเลื่อมที่แกะเป็นรูป นกคุ้มคุณยายหลังโก่ง ปากแดงด้วยหมาก หน้าตาเหี่ยวย่นเงยหน้ายิ้มอย่างบริสุทธิ แล้วออกปากว่า  

คุณยาย:  ลูกเอ้ย..นี่นกคุ้ม  คุ้มบ้านคุ้มเมือง เอาไปบูชานะลูก..

ผู้บันทึก:  คุณยายขายเท่าไหร่ครับ 

คุณยาย:  ยายไม่รู้จะคิดเท่าไร  แล้วแต่ลูกจะให้ยายเถอะ..

ผู้บันทึก:  ผมเอาสี่ตัวเลยครับ

คุณยาย:  เออ..ขอบใจนะลูกนะ  ที่อุดหนุนยาย..  

ผู้บันทึก:  หยิบเงินให้คุณยายโดยไม่เอาเงินทอน  แล้วถามคุณยายต่อว่า  คุณ               ยายทำไมมานั่งขายนกคุ้มล่ะครับ ลูกหลานไปไหนหมด ทำไมไม่มา               ช่วยคุณยาย ล่ะครับ.. 

คุณยาย:  เออ..นี่มาใกล้ๆยาย จะเล่าให้ฟัง               ลูกเอ้ย..ถ้ามีลูกมีหลาน แล้วเมื่อแก่ตัวลูกอย่าเพิ่งโอนที่นาที่ไร่ให้เขาไปเชียวนา  ยายน่ะมีลูก 5 คนต่างมีครอบครัวหมดแล้ว ตาก็ตายจากไปหลายปีแล้ว  เมื่อ 3 ปีที่แล้วลูกหลานมาหายายมาขอแบ่งมรดก ยายก็ว่าแก่แล้วจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เลยทำเรื่องโอนให้เขาทุกคน จนหมดสิ้น ก็หวังว่าเขาคงจะเลี้ยงดูยายบ้าง  ที่ไหนได้ล่ะลูกเอ้ย...พอเขาได้มรดกไปแล้วเขาไม่มาหายายอีกเลย  ปล่อยให้ยายอยู่คนเดียว  ยายจะไปมีปัญญาทำอะไรได้เล่า อายุยายก็ปูนนี้แล้ว  ก็กะเตงนกคุ้มมาขายนี่แหละลูก...  ลูกจำไว้เชียวนา อย่าโอนที่ดินให้เขาเชียว เอาไว้จนตายให้เขาทำเรื่องแบ่งกันเอง 

ผู้บันทึก:  รู้สึกหูหนา ตาลาย ตื้นตัน คิดอะไรไม่ออก พาลน้ำตาจะไหลออกมา เลยตัดจังหวะไหว้คุณยายแล้วจูงมือลูกออกมาด้วยความรู้สึกตรงกันข้ามที่ผมมาถึงสถานที่แห่งนี้ใหม่ๆ  

วันสงกรานต์ปีนี้ ผมคิดถึงแม่เป็นที่สุด  ไม่ได้ไปขอแบ่งมรดกหรอกครับ แต่คุณยายท่านนั้นได้สร้างอารมณ์แห่งสำนึกขึ้นมาอย่างสูงส่ง...  จะไปกราบแม่ครับ