คราวที่แล้วดิฉันนำกฎหมายน่ารู้สำหรับผู้บริหารมาเล่าให้ฟัง ไปเรื่องหนึ่งแล้ว คือ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ปี พ.ศ. 2539 คราวนี้ มาอีกเรื่องก็น่าสนใจไม่น้อยนะคะ โปรดติดตามได้เลยค่ะ ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร
2. ความโปร่งใสในการปฏิบัติงานตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ
กฎหมายอีกฉบับที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการบริหารงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กฎหมายนี้วางหลักสั้นๆ ง่ายๆ นิ๊ดเดียว คือ ต่อไปนี้ อะไรที่เป็นเรื่องราชการให้เปิดเผย เรื่องนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าทีเดียว
เมื่อก่อนอะไรที่เป็นเรื่องราชการถือว่าเป็นความลับ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องราชการ ก็ให้ตีความได้ทันทีว่าลับ เพราะตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช "ราชการ" แปลว่า งานของพระราชา ย่อมต้องเป็นความลับ ดังนั้น ความคิดนี้จึงติดอยู่ในใจข้าราชการมาโดยตลอด
แต่ตั้งแต่ ปี 2540 เป็นต้นมา เมื่อมี พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งบอกว่า ต่อไปนี้ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องราชการให้เปิดเผย เปิดเผยเป็นหลัก เหตุผลง่ายๆ ก็คือ เรื่องของราชการเป็นเรื่องที่ทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งหมดและใช้ภาษีของประชาชนทุกคน เมื่อเอาเงินของผมไป และเอาไปทำงานที่ผมมีส่วนได้เสียด้วย ก็ต้องเปิดเผยให้ผมรู้ เพราะผมเป็นเจ้าของเงิน แต่แน่นอน ข้อยกเว้นก็มีอยู่บ้าง
กฎหมายนี้บังคับวิธีเปิดเผยด้วยนะครับ โดยบอกว่า อะไรก็ตามที่เป็นกฎ กติกา ที่ใช้บังคับทั่วไปที่จะกระทบบุคคลอื่น เช่น ไม่ทำอย่างนี้จะเสียสิทธิอะไร ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าไม่ประกาศ จะเอามาใช้บังคับในทางที่เป็นโทษกับบุคคลนั้นไม่ได้ ถ้าเป็นคุณละก็ได้ เช่น หลักเกณฑ์ให้ผู้รับเหมาที่จะมีสิทธิเข้ามาประมูลงานของกรมนี้ นี่เป้นหลักเกณฑ์ที่อาจตัดสิทธื์เค้า ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ก็ต้องทำเอกสารเผยแพร่แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องให้มากพอสมควร ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ท่านเอามาบังคับทำให้ผู้อื่นเสียหายไม่ได้
ข้อมูลทางราชการ นอกเหนือจากกฎ ระเบียบ ที่ไม่ได้ใช้บังคับในทางที่เป็นโทษกับบุคคล ก็ต้องเก็บไว้ให้ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง แผนงาน อัตรากำลัง งบประมาณที่ใช้ หลักสูตรที่เปิดสอน จำนวนหนังสือ ฯลฯ ถ้ามีคนมาขอดู ท่านต้องให้เขาดู ถ้ายังไม่มีก็ต้องขอเวลานัดหมายเพื่อจัดหามาให้ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนก็ไม่เกี่ยว แต่ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐท่านต้องเปิดเผย ไม่ว่าคนที่ขอจะเป็นใครก็ตาม มีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ตาม มีสิทธิขอทราบข้อมูลได้ และเป็นหน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องเปิดเผยให้ทราบ
ตัวอย่างเช่น การขอดูคะแนนสอบเข้าคัดเลือกเข้าโรงเรียนของลูก สงสัยว่าทำไมลูกสอบไม่ผ่านทั้งที่ทำได้ อยากดูคะแนนของลูกและของเด็กคนอื่นเพื่อเปรียบเทียบด้วย ในกฎหมายเขียนไว้ด้วยว่า ถ้าใครไปขอดูข้อมูลข่าวสารของราชการแล้วเค้าไม่ให้ ให้มาอุธรณ์ต่อองค์กรกลาง คือสำนักงานข้อมูลข่าวสารของราชการที่ตั้งอยู่ที่สำนักนายก ตามกฎหมายให้มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นรายสาขา เช่น สาขาเศรษฐกิจ สาขาความมั่นคง สาขาการเงิน สาขาการบริหารฯลฯ ถ้าใครไม่พอใจที่ไม่ได้รับข้อมูล โดยพิจารณาแล้วว่า ข้อมูลนั้นไม่เข้าข้อยกเว้นที่เกี่ยวกับความลับของทางราชการที่จะกระทบกับความมั่นคงของประเทศ หรือไม่เข้าข้อยกเว้นที่ว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของใครโดยเฉพาะ ไม่ใช่ข้อมูลที่เปิดเผยแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ฯลฯ ก็อุธรณ์ กรรมการก็จะวินิจฉัย โดยจะเรียกหน่วยงานมาชี้แจง เอาข้อมูลมาดูว่าเสียหายอย่างไร
ดังตัวอย่างข้างต้น กรณีมีผู้ปกครองขอดูคะแนนสอบเข้าคัดเลือกเข้าโรงเรียนของลูก ถ้าโรงเรียนไม่ให้ดู หรือให้ดูแต่เฉพาะของลูก ไม่ยอมให้ดูของเด็กคนอื่นเปรียบเทียบ ก็ไปอุธรณ์ กรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าคะแนนสอบแม้จะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจเป็นผลให้ทราบว่าใครโง่ ใครฉลาดได้ก็จริง แต่ก็เป็นข้อมูลซึ่งนำไปสู่การได้รับบริการจากรัฐ จึงให้เปิดเผย หากข้อมูลที่ปรากฎไม่เป็นไปตามกติกาที่โรงเรียนประกาศแต่ต้น เช่น มีเด็กที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้รับการคัดเลือกด้วย อย่างนี้ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมีสิทธิถูกฟ้องเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้
แม้ว่าช่วงนี้เป็นหน้าร้อน....แต่อ่านบทความนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายท่าน รู้สึกหนาวๆ มั้ยคะ
อ่านแล้วได้ความรู้ ไม่หนาว นอนหลับฝันดีซะอีก
คุณหมอคะ อย่างนี้ ชาวพิษณุโลกอุ่นใจ ไร้กังวลหลับฝันดีไปด้วยแน่ๆ ค่ะ เพราะเรามีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจกฎหมายเป็นอย่างดี คอยปกครองดูแลชาวเมืองพิษณุโลก....คร๊อก..ฟี้..
เรียน อาจารย์มาลินี ธนารุณ
ดิฉันขออนุญาตอ้างอิงบันทึกนี้ของอาจารย์นะคะ
พอดีพบตัวอย่างการใช้ พรบ.ข้อมูลข่าวสาร อีกเรื่องหนึ่งค่ะ
ถ้าอาจารย์สนใจเชิญอ่านได้ที่บันทึกนี้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะอาจารย์