วันก่อนได้เล่าเรื่องคุณแม่ที่ป่วยเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้ก็เลยต้องวิ่งรอกโรงพยาบาลเป็นประจำ เมื่อวานได้พาแม่ไปอาบน้ำ เตรียมข้าวของเครื่องใช้เสร็จก็มารอที่ด้านนอก สายตาไปปะทะกับคุณลุงผอมๆ เป็นชาวบ้านธรรมดานี่แหละ เดินจูงแขนคุณยายร่างเล้กๆ มาห้องน้ำ ดูท่าทางคุณตาเป็นห่วงคุณยายมากเหลือเกิน แทบจะพาไปส่งในห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำหญิง เราเองยืนอยู่หน้าห้องพอดี เราจึงอาสาพาคุณยายไปส่งในห้องส้วม
ระหว่างที่แม่เราอาบน้ำ และคุณยายทำธุระ จึงได้มีโอกาสพูดคุญกับคุณตา แกเล่าว่า ปกติก็มีลูกหลานมาเฝ้าไข้ แต่วันนี้เป็นวันหยุด ให้ลูกหลานได้พัก แกจึงมาดูแลคุณยายเอง ซึ่งคุณยายเป็นโรคหัวใจ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่าใดนัก เราบอกคุณตาว่า เราเห็นคนป่วยในวันนี้ เราอยากหมดเวรหมดกรรม ตายไปเลยก็ดี ไม่ได้ทุกข์นะ แต่กลัวทุกข์ กลัวเจ็บกลัวป่วย ที่สำคัญกลัวไม่มีใครมาดูแล เพราะว่าเราไม่แต่งงาน คุณตาบอกว่าอย่าคิดอย่างนั้น คนเราก็ต้องมีคนคอยดูแลอยู่นั่นแหละ โดยเฉพาะคนที่เราเรารักและรักเรา ไม่มีลูกก็คงมีหลาน
แล้วคุณยายก็ออกมาจากห้องน้ำ คุณตารีบไปประคองคุณยาย แถมตอนเดินผ่านเรา ยังยกข้อมือคุณยายโชว์ว่า ข้อมือเล็กมาก หนักแค่ 35 กก. อยากให้กินเยอะๆ จะได้มีแรง เราจึงบอกคุณยายว่า ชีวิตคุณยายดีจัง มีคนคอยเป็นห่วง และคอยดูแลอย่างนี้ คุณยายบอกว่า “อย่างนี้แหละเค้าเรียกว่า คู่ชีวิต”
แล้วสองตายายก็ยิ้มให้กัน ประคองกันกับไปที่เตียงผู้ป่วย ส่วนเราน้ำตาซึมตามระเบียบ
อ่านแล้ว น่าประทับใจ แต่แม้ว่าคนโสดอาจจะไม่มีคู่ชีวิต เราก็มีหลาน มีญาติสนิทหรือเพื่อนสนิทที่จะชว่ยดูแลเราได้ สำคัญว่า เราต้องมีน้ำใจและมีไมตรีกับเขาไว้ก่อน เขาก็จะตอบแทนเราด้วยค่ะ
หวังว่าคคงมีใครสักคนอย่างเช่นคุณ sasinanda แสดงความคิดเห็นไว้ สำหรับวันนี้คงต้อง ทำดีกับคนใกล้ตัวให้มากๆ ค่ะ
สวัสดีจ้ะ..พี่ตุ่น
อ่านแล้วก็น้ำตาซึมเหมือนกัน..ว่าแต่ว่า..ชาติเนี้ยพวกเราจะมีกันมั๊ยจ๊ะ..คู่ชีวิตเนี่ย..เฮ้อ..
น้ำตาซึมเป็นรอบที่สามแล้ว