เทียบการหุงข้าว กับ การอยู่ในระบบนิเวศน์ในโลกของความจริงของเราก็คล้ายๆ กันครับ เพียงแต่ในหม้อข้าวยังไม่มีต้นไม้ แต่ว่าหากหุงแล้วปล่อยไว้ซักอาทิตย์ อาจจะเห็นต้นไม้งอกก็ได้

สวัสดีครับทุกท่าน

          หวังว่าหลายๆ ท่านคงเตรียมสุขใจกับครอบครัวในช่วงสงกรานต์นะครับ คงได้สนุกกันถึงใจในหน้าร้อนนี้ครับ

          เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน หลายๆ คนอาจจะเจอปัญหาการหุงข้าวแล้วมักจะบูดบ่อยๆ ครับ เลยเอาประสบการณ์การหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า มาพูดถึง ในสาระของ KM (เค เอ็ม = เค็ม)

          หม้อหุงข้าวไฟฟ้า คงมีหลายระบบนะครับ แบบอุ่นตลอดเวลา แบบไม่มีสถานะอุ่น หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ (แต่ยังไม่มีหม้อหุงข้าวที่ดูทีวีได้ อิๆๆ เอหรือมีแล้วครับ)

          อยากให้ท่านๆ ลองนึกถึงหม้อข้าว นะครับ คือนึกถึงตอนที่เริ่มหุงนะครับ ในหม้อข้าวก็จะมี

  1. ข้าวสาร (เปรียบเหมือนเม็ดดิน)

  2. น้ำ (เปรียบเหมือนสายน้ำที่ท่วมดินอยู่)

  3. อากาศ (เปรียบเหมือนอากาศในโลกนี้)

  4. ฝาหม้อด้านบนที่ปิดอยู่ (เปรียบเหมือนชั้นเพดานฟ้า)

        นี่ผมจะพูดวิชาอะไรกันเนี่ยครับ เปรียบไปเปรียบมา อิๆ อย่าเพิ่งตกใจนะครับผม มันก็คือเรื่องเดียวกันแต่คนละขนาดความละเอียดครับ

        เรามาดูระบบในหม้อข้าวกันก่อนครับ การให้ความร้อนเข้าไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ น้ำ ข้าวสาร อากาศ เกิดการสั่นของโมเลกุลภายใน ให้เปลี่ยนแปลง ไปตามระบบ การแพร่ ของน้ำเข้าไปในข้าวสาร (น้ำไหลในดิน) น้ำก็ระเหยขึ้นไปบนชั้นอากาศ แล้วลอยขึ้นไป ตกกระทบบนฝาหม้อ ดั่งชนกับชั้นบรรยากาศ กลายเป็นชั้นเมฆ ที่พร้อมจะชนกับระดับที่เหมาะสมแล้วกลั่นตัวเป็นน้ำ ไหลย้อนกลับลงมาสู่ข้าวสาร(แห่งพื้นดินอีกรอบ)

         เมื่อข้าวสุกแล้ว เราเปิดฝาหม้อข้าวปั๊บ ก็จะเจอ กับน้ำที่เกาะอยู่ที่ฝากหม้อ เจอไอควัน ไอน้ำนั่นเองพวยพุ่ง ขึ้นมา แต่น้ำหายไปเยอะ เพราะได้รับพลังงานความร้อน (ดั่งแสงอาทิตย์ช่วยเร่งกระตุ้นให้โมเลกุลน้ำที่ผิวน้ำหลุดกลายเป็นไอ ล่อยลอยขึ้นไปสู่สวรรค์ในชั้นฟ้า ตกกลับมากลายเป็นฝน)

         หลังจากที่ท่านได้ทานอาหารมื้อใดๆ อร่อยเหลือเกิน ข้าวที่เหลืออยู่ในหม้อ นั่นจะบูดหรือไม่ ก็คงขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ปริมาณน้ำ หรือความชื้นในหม้อข้าว ระบบปิดในหม้อข้าว ว่ามีการปลดปล่อยให้ไอน้ำระเหยออกไปได้ไหม หากเป็นระบบปิด น้ำที่ระเหยไป ก็อาจจะไปรวมตัวที่ฝาหม้อด้านบน แล้วตกไหลรวมมาอยู่ในข้าวสวย ก็จะทำให้มีการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ได้จนถึงภาวะการย่อยในระดับหนึ่ง ข้าวหม้อนี้ ก็จะบูด ครับ

         แต่หากระบบนั้นเป็นระบบเปิด หม้อหุงข้าวบางแบบ ท่านอาจจะเห็นที่ฝาหม้อ มีช่องเล็กๆ ไว้ เค้าทำไว้เพื่อช่วยในการระเหยนะครับ ไม่ว่าจะตอนหุง หรืออุ่น หรือปิดฝาปกติ

        ผมอยู่ในเยอรมัน หุงข้าวมานานพอสมควร จะพบว่าหน้าร้อน ข้าวจะเสียบ่อยๆ หากไม่แง้มฝาไว้ซักหน่อย กลับมาตอนเย็นข้าวจะเสียแล้ว หรือบางทีไปเปิดฝากหม้อข้าวทีไร เจอน้ำเต็มเลยครับ (เปิดฝาปั๊บก็ให้หายฝาหม้อทันที ท่านจะได้น้ำหลาย หยุดเลยครับ บางทีเกือบๆ 50CC) ครับ ก็เพราะปริมาณน้ำที่อยู่ในข้าวนั่นหล่ะครับ อุณหภูมิภายนอกหม้อก็มีผลมากๆ เลยนะครับต่อการบูด ส่วนลักษณะของข้าวสารก็เช่นกัน มีผลมากๆ (ข้าวสารที่คุณ ซื้อขายกันอยู่ บางคนพบว่า หุงไปสามสี่วันยังไม่บูดเลย อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ อาจจะมีสารกับบูดให้กินแถมเข้าไปด้วยครับ ดังนั้นก่อนหุงก็ซาวล้างออกซะก่อนนะครับ)

          สำหรับข้าวเก่า(ข้าวมีอายุผลิตมานานแล้ว ไม่ใช่ข้าวผลิตในปีนี้) เวลาหุง ก็อาจจะใช้น้ำมากกว่า ข้าวใหม่ เพราะว่า ปริมาณความชื้นและโครงสร้างของข้าว อาจจะต่างกันในโครงสร้างภายใน ในคุณสมบัติของเมล็ดข้าวครับ

          มองๆ แล้ว เทียบการหุงข้าว กับ การอยู่ในระบบนิเวศน์ในโลกของความจริงของเราก็คล้ายๆ กันครับ เพียงแต่ในหม้อข้าวยังไม่มีต้นไม้ แต่ว่าหากหุงแล้วปล่อยไว้ซักอาทิตย์ อาจจะเห็นต้นไม้งอกก็ได้ครับ แล้วได้กลิ่นมลพิษ จากการย่อยของจุลินทรีย์ด้วยครับ

          อย่าจริงจังมากครับผม บทความนี้ แค่เอาเรื่องใกล้ตัวมาคุ้ยๆ เขี่ยๆ เล่นๆ ครับผม ไว้โอกาสหน้าจะค่อยหาโอกาสมาเล่า ยุคการพัฒนาของการหุงข้าวกันดูครับ เผื่อหลายๆ คนจะได้ร่วมกันต่อยอดครับ แล้วในอนาคตหล่ะครับ เราอาจจะมีทีวีที่หุงข้าวได้ด้วย หรือไม่ก็มือถือที่หุงข้าวได้ด้วยครับ

ขอบคุณมากครับ

สมพร ช่วยอารีย์