แต่ละสาขาวิชา มันแตกตัวไปจนไกลแสนไกล ลงลึกถึงระดับ ไมโคร นาโน พิโก เฟมโต อัตโต อะไรต่อมิอะไรต่อไปในอนาคต ทั้งๆที่รากของแก่นวิชามาจากรากเดียวกัน
สวัสดีครับทุกท่าน

          ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับพี่ชายอีกท่านครับ ตรงเป้าเลย เรื่องวิชาในโลกนี้มีเพียงวิชาเดียวคือ ปรัชญาที่เกิดขึ้นมาในแรกเริ่มเดิมที แล้วมีการแตกแขนงออกเป็นหลายๆ สาขา ในเวลาต่อมา ดังที่พี่ชายผมได้กล่าวไว้ ดังนี้

P
นายขำ เมื่อ ศ. 06 เม.ย. 2550 @ 08:20 จาก 222.123.169.19 ลบ

อิอิ...กำลังวัดไข้(ใคร่)ใจของตัวเองอยู่ครับ...

ที่จริงทุกวิชามาจากรากเหง้าเดียวกันอ่ะครับ...น้องเม้ง...วิชาปรัชญาของอริสโตเติ้ลอ่ะครับ...

แต่พอแตกแขนงแยกย่อยออกมาเรื่อย ๆ ... คนเรียนกลับหาต้นตอไม่เจอ...ไม่รู้เรียนไปทำไม...80 % ไม่ได้ใช้จริงกับชีวิต...

ที่สำคัญยิ่งเรียนยิ่งเห็นตัวตนเด่นชัดขึ้น...ตัวกูของกูก่อรูปจนหนามากไม่อาจกระทบได้แม้แต่เฉียดเฉี่ยว...55555

พี่เชื่อว่าน้องของพี่เรียนรู้เพื่อรอบรู้...เรียนรู้เพื่อปลดปลง...ปล่อยวาง... แล้วอย่าลืมหันกลับมาช่วยดึงพี่ออกจากวังวนชีวิตด้วยนะครับ...5555555

อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ว่าด้วย ข้อยกเว้น การละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ควรทราบ ตอนอวสาน 

----------------------------------------------------------------------------------

มาถึงตอนนี้ แต่ละสาขาวิชา มันแตกตัวไปจนไกลแสนไกล ลงลึกถึงระดับ ไมโคร นาโน พิโก เฟมโต อัตโต อะไรต่อมิอะไรต่อไปในอนาคต ทั้งๆที่รากของแก่นวิชามาจากรากเดียวกัน

จนมาถึงตอนนี้เรามาเจอกับคำว่า บูรณาการ หลังจากที่ลืมรากเหง้าที่มาของต้นตอเดิม จนแทนจะทำงานร่วมกันระหว่างสาขา สหสาขา กันแทบจะไม่ได้ คุยกันคนละภาษา เกิดกำแพงระหว่างกัน ยิ่งพูดกันถกกัน ก็ยิ่งทำให้แพงงอกสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตัวบูรณาการมันเกิดมาตั้งแต่ตอนแรกอยู่แล้วครับ

แต่ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น หรือปัญหาวิจัย ในสิ่งที่สาขาย่อยทำมันไม่สามารถแก้ได้ด้วยสาขาใดสาขาหนึ่งแล้วซิครับ เอาหล่ะคราวนี้ก็สนุก เพราะสาขานี้ก็ต้องใช้ความรู้ของอีกสาขา จะศึกษาคนเดียวหรือครับ ตัวข่อยของข่อย ศึกษาแต่ข่อย รู้เพียงข่อย ก็ไม่ได้ซิครับ เพราะเป็นไปไม่ได้ เลยต้องหันหน้าเข้าหาคำว่าบูรณาการอยู่ดีครับ

อย่างมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ตอนนี้ มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก อายุก็ 620 กว่าปีแล้ว นานมาเลยทีเดียวครับ ตอนแรกคณะพวกวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก็ไปอยู่ในคณะปรัชญาหมดเลยครับ เพิ่งมาดังแยกวงตอนหลังจากที่สาขามันใหญ่ขึ้นและลงรายละเอียดมาขึ้น ทำให้คณะสาขาย่อยมันโตจนต้องแยกออกมา เป็นสาขาย่อย จนคนรุ่นหลังแยกไม่ออกว่าที่มามันมาอย่างไร คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิวทยา ฟิสิกส์  อะไรต่อมิอะไรก็อยู่ในคณะปรัชญาครับ

พอเวลาผ่านไปนาน นับร้อยปี........

คุณคิดลองคิดดูครับว่านักคณิตศาสตร์ที่ขลุกอยู่กับคณิตศาสตร์อย่างเดียว ไปคุยกับนักชีววิทยาที่อยู่กับการทดลองและสิ่งมีชีวิต ที่จะพูดคุยกันได้รู้เรื่องในช่วงเวลาแรกๆ คงยากมากๆ ครับ โดยเฉพาะ นักคณิตศาสตร์ที่เกลียดการท่องจำโดยเฉพาะวิชาชีววิทยา และนักชีววิทยาที่เกลียดคณิตศาสตร์จึงต้องหันไปเรียนวิชานี้ คุณลองจินตนาการดูครับ หากสองคนนี้สองสาขานี้ต้องมาทำงานร่วมกัน นี่ขนาดอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ด้วยกันนะครับ

แล้ววิทยาศาสตร์กับสังคมศาสตร์หล่ะครับ จะมีกำแพงสูงขนาดไหน ดังนั้น หากเป้าหมายของการไปถึงไม่ว่าสาขาไหน มองไปที่ตัวปรัชญาเดียวกันแล้ว ทุกอย่างก็คงง่ายขึ้น แม้ว่าจะมองต่างๆกัน แต่เป้าเดียวกัน ทำวิจัยต่างๆ กันแต่เป้าเดียวกัน ปรับใช้ในส่วนที่เชื่อมโยงกันได้ ให้และรับอย่างสอดคล้อง ไม่ต้องเพิ่มความสูงของกำแพง

ดูตัวอย่างอากาศ ลมร้อน ที่ลอยขึ้นไปจากภาคใต้ กับมาเลย์ หรือไทยกับกัมพูชา ลาว จีน พม่า ที่ลอยสูงขึ้น ในที่สุดมันก็รวมกันอยู่ดี คลุกๆ รวมๆ กันอยู่ดี ไม่เห็นว่ามันจะแบ่งเขตแดนกำแพงแต่อย่างใดเลย

ไฉน คนเราต้องตั้งกำแพงระหว่างกัน (มีเพื่อนบ้านที่ดี (ต่างสาขาวิชา) ไม่ต้องสร้างรั้วบ้าน)

คุณหล่ะครับ ต้องทำงานร่วมกับสาขาต่างๆ ไหมครับ ผมว่าในครอบครัวเราก็คือปรัชญาแล้วครับ สหสาขา บูรณาการกันแล้วครับ

ขอบคุณมากครับ  เชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับผม

สมพร ช่วยอารีย์