"ปัญหาไม่ใช่ความเร็วหรือความช้า แต่อยู่ที่ว่าเราเป็นเหยื่อบริโภคนิยมรึเปล่า"
คุณนามปากกา นิ้วกลม เขียนได้ถูกใจอีกแล้วครับท่าน
บทความนี้อ่านต่อเนื่องจากบันทึก ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ของผู้เขียนได้อย่างดีเลยค่ะ
-----------------------------------------------
ตัดตอนมาจากบทความ รูแห่งความเชื่องช้า คอลัมน์ รูของผู้บริโภค
[ตีพิมพ์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย 2550 นิตยสารโอเพ่น]
<p>การแข่งขันเรื่อง “ความเร็ว” ในงานโฆษณานั้นมีอยู่ในทุกหมวดหมู่ของสินค้าและบริการ หากท่านผู้อ่านไม่กลัวเสียเวลาก็ลองอ่านข้อความในวงเล็บถัดจากนี้เอาเพลิน แต่ถ้าเห็นว่าเวลาของท่านมีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัดก็กรุณาอ่านข้ามข้อความในวงเล็บไปเสีย</p> <p>(ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างเรื่องความเร็ว นอกจากท่านอดีตนายกฯ ที่ชอบกำหนดระยะเวลาประเมินผลลัพธ์ว่า “คนจนจะหมดจากประเทศภายในหกปี” ก็ยังมีบรรดาผลิตภัณฑ์ช่วยจรรโลงให้ใบหน้าขาวอีกอย่างที่ชอบกำหนดระยะเวลาว่า คุณจะขาวขึ้นภายในเจ็ดสัปดาห์ อีกยี่ห้อหนึ่งก็ออกมาข่มว่า ของกูขาวไวกว่า ภายในสามสัปดาห์โว้ย ไม่นานหลังจากนั้น ยี่ห้อแรกก็ออกมาประกาศใหม่ว่าหลังจากไปเข้าแล็บวิจัยแล้ว ได้ผลใหม่ออกมาว่า ขาวขึ้น (นิ้ดนึง) ในสามวัน...)</p> <p>(ยังไม่หมดครับ มีอีกวงเล็บ </p><p>ไหนจะสถาบันสอนภาษา สอนคอมพิวเตอร์ สอนโน่นสอนนี่อีกล่ะที่ยืนยันกับนักเรียนไว้ตัวเบ้อเริ่มในป้ายโฆษณาว่า “ภาษาจีนหลักสูตรเร่งรัดสามวันเห็นผล” (เห็นผลว่า กูยังใบ้เหมือนเดิม) </p><p>ป้ายโฆษณาโฟโต้ฟาสต์ ถ่ายรูปรอรับได้ในสามนาที ร้านข้างๆ ติดป้ายข่ม-หนึ่งนาทีได้รูป!... </p><p>…ยังไม่ต้องนับโฆษณารถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีกมากมายที่ขายแรงม้า และอัตราเร่งอันเร็วรี่ ถ่ายหนังโฆษณาให้หวือหวา ใช้วิธีตัดต่อแบบฉับไว เพื่อให้ภาพ “ความเร็ว” ติดเข้าไปในสมองของผู้บริโภค แม้ว่าในโลกความจริงจะไม่มีถนนให้ซิ่งแบบนั้น แต่ยุคนี้คงไม่มีใครอยากมีรถช้าๆ แพ้เพื่อนข้างบ้านเป็นแน่ เอาตัวอย่างแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เกรงท่านจะเสียเวลา)</p><h2> -----------------------------------------------</h2> <h3>นั่นเอง คือ “รูแห่งความเชื่องช้า” ที่รอให้สินค้าและบริการหยิบยื่น “ความเร็ว” มาเสียบใส่เข้าไปให้สมบูรณ์...</h3> <p>บิลบอร์ดขนาดใหญ่บนทางด่วนเขียนคำโฆษณาตัวโตว่า “ปลาเร็วกินปลาช้า” บิลบอร์ดถัดมาเขียนชื่อโปรโมชั่นลดราคายกห้างฯ “ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน” ถัดไปอีกไม่ถึงหนึ่งนาที เราจะเจออีกบิลบอร์ดโฆษณารถยนต์เขียนเป็นภาษาอังกฤษในความหมายว่า “แฟชั่นมันวิ่งเร็ว คุณต้องวิ่งให้เร็วกว่า”</p> <p>โฆษณาทั้งหมดที่ช่วยกันตอกย้ำซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าได้สร้างค่านิยมและความเชื่ออย่างหนึ่งที่ค่อยๆ ได้รับการยอมรับให้กลายเป็นความจริงไปเสียแล้วว่า “ยิ่งเร็วยิ่งดี”</p><h2> -----------------------------------------------</h2><p>ในทางกลับกัน “ความเร็ว” ก็มีรูของมันเอง</p> <h3 style="background-color: #ffff99">เมื่อผู้บริโภคใช้ชีวิตอยู่กับความเร็วทุกลมหายใจย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา เมื่อได้มีเวลาหายใจยาวๆ จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึง “เวลาว่าง” ที่พวกเขาสามารถทำอะไร “ช้าๆ” ได้บ้าง</h3> <h3 style="background-color: #ffff99">ผลิตภัณฑ์ขายความช้าอันรื่นรมย์อย่าง รีสอร์ต, สปา, โยคะ, เพลงบรรเลงช้าๆ ที่ขายตามสถานีรถไฟฟ้า, ร้านอาหารที่ทำอาหารช้าๆ อยู่ในซอยเล็กๆ เงียบๆ ริมๆ ถนนหรูอย่างทองหล่อ, ฯลฯ ต่างขน “ความช้า” ออกมาขายในมุมกลับ</h3> <h3>ถ้า “ความเร็ว” คือ “ความได้เปรียบ” คือ “เงินทอง”</h3> <h3>“ความช้า” อาจเท่ากับ “ความสุข”</h3> <h3>***และ “ความสุข” ที่ว่านั้นเกิดจากการ “บริโภค” (ซึ่งไม่ได้ต่างจากการบริโภคความเร็วเลย)***</h3> <h3 style="background-color: #ffffff">ยิ่งบริโภคสินค้าและบริการที่เพิ่มความเร็วให้กับชีวิตมากแค่ไหน เราก็ยิ่งหิวโหยสินค้าและบริการที่ช่วยให้ชีวิตเนิบช้าลงมากเท่านั้น</h3> <h3 style="background-color: #ffffff">ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตและพ่อค้าหัวแหลม</h3><p>อ่านบทความเต็มได้ที่นี่้ลยค่ะ (คลิก) </p><p> </p>
ขอบคุณมากค่ะ ยินดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย:
ดีใจค่ะที่ชอบ
มัทไม่ทราบว่าคุณนิ้วกลมผู้เขียนบทความนี้คือใคร แต่จากที่อ่านงานเค้ามา เข้าใจว่าเป็นคนทำโฆษณานี่แหละค่ะ
แปลว่าคนทำโฆษณาที่มีจิตสำนึกดีๆก็มีอยู่ โฆษณาไทยดีๆมีหลายชิ้น แต่ก็ยังคงเป็นชนกลุ่มน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปริมาณโฆษณาทั้งหมด
ถ้ามีคนทำโฆษณาที่คิดอย่างคุณนิ้วกลมมากๆ และมี บริษัทลูกค้าที่หันมาขายของแบบมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นไปกว่านี้อีก ว่าไม๊ค่ะ