ระหว่างการรักษาผู้ป่วยยังต้องปรับตัวกับทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยโดยตรง และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาด้านการเงิน ภาพลักษณ์ตนเองที่เปลี่ยนไป ทำงานได้ไม่เท่าเดิม เป็นต้น
ในแง่ของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยและการรักษา ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในหลายๆ ด้าน เช่น หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เหมือนเดิม  เป็นต้น 

และนอกจากตัวโรคแล้ว ผลข้างเคียงจากการรักษาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ป่วยเช่นกัน เช่น อาการผมร่วง อาเจียน มีผื่น มีไข้ อ่อนเพลีย จากการรับเคมีบำบัด หรือการฉายแสง เป็นต้น ปัญหาอีกประการหนึ่งที่สำคัญแม้ในผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแล้วคือความกังวลกลัวว่าตนเองอาจกลับมาเป็นซ้ำอีก

นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับการส่งตรวจพิเศษ การรักษาด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ยุ่งยากต่อการเข้าใจของผู้ป่วย หรืออาจจะก่อให้เกิดความเจ็บปวด ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ตามมา ยิ่งความเจริญทางการแพทย์มีมากขึ้นเพียงใด ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของเทคโนโลยีในการตรวจรักษาก็มีมากขึ้นเพียงนั้น แม้วิธีตรวจรักษาที่ไม่สลับซับซ้อนบางอย่าง เช่น การเจาะน้ำไขสันหลัง การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ วิธีการเหล่านี้ สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่แล้ว ล้วนทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวลได้ทั้งสิ้น

การสื่อสารที่สำคัญในระยะนี้ ได้แก่การให้ข้อมูลผู้ป่วยด้านอาการ ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจพบได้ในการรักษาแต่ละระยะ  ปัญหาที่พบบ่อยคือเราไม่แน่ใจว่าควรจะบอกผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด เพราะผู้ป่วยบางราย ยิ่งทราบถึงปัญหาต่างๆ มากเพียงใด ก็จะยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น

แนวการให้คำแนะนำในกรณีเช่นนี้จะเป็นเช่นเดียวกับการบอกการวินิจฉัยแก่ผู้ป่วย กล่าวคือ ก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป ควรสอบถามว่าผู้ป่วยคาดหวังต่อการรักษาไว้อย่างไรบ้าง เขากังวลใจเรื่องอะไร เคยทราบเกี่ยวกับการรักษาหรือผลข้างเคียงจากใครมาก่อนหรือไม่  การทราบความเชื่อความคิดเห็นตลอดจนสิ่งที่ผู้ป่วยวิตกกังวล จะทำให้การสื่อสารของเราตรงจุดและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากขึ้น 

ผู้ป่วยที่เราเห็นว่าเป็นคนวิตกกังวลง่าย มักมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ก็อาจบอกข้อมูลเฉพาะที่สำคัญและจำเป็น
ส่วนผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาตัว ยอมปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางร่างกายต่างๆ ให้เหมาะสม พยายามทำความเข้าใจ และหาข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของเขา เราควรบอกข้อมูลตลอดต่างๆ เท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยในการปรับตัวปรับใจเป็นอย่างยิ่ง

การให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยนั้นไม่ควรพูดในเชิงทฤษฎีหรือกล่าวกว้างๆ  หากเป็นไปได้ควรให้ข้อมูลที่ปรับให้ตรงกับภาวะของโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งแม้จะป่วยอยู่ในระยะเดียวกัน แต่แต่ละคนย่อมมีปัจจัยด้านบวกและลบอื่นๆ ที่ทำให้ผลการรักษาแตกต่างกันออกไป ภาษาที่ใช้ควรปรับให้เข้ากับระดับการศึกษาของผู้ป่วย บอกข้อมูลให้ชัดเจน เข้าใจง่าย  หลังการสื่อสารแต่ละครั้งควรสรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบหรือปฏิบัติตนประมาณ 3-4 ข้อ เนื่องจากพบบ่อยๆ ว่าเมื่อเราพูดประเด็นกว้างและหลายเรื่อง ผู้ป่วยก็มักจะเลือกรับประเด็นที่ตนเองเห็นว่าสำคัญหรือที่กำลังกังวลอยู่ จึงทำให้มีการเข้าใจผิดหรือไปสนใจเรื่องเล็กน้อยแทนเรื่องที่แพทย์เห็นว่าสำคัญไป

การนัดพบผู้ป่วยไม่ควรยึดเฉพาะเงื่อนไขทางโรคหรือการรักษาเท่านั้น  ผู้ป่วยที่เราเห็นว่ากังวลค่อนข้างมาก ควรนัดบ่อยขึ้น แม้ว่าภาวะทางกายของเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยชี้แจงผู้ป่วยว่าต้องการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าได้ช่วยดูแลเขาอย่างเต็มที่  ท่าทีที่เอาใจใส่ สนใจซักถามอาการของเรา แม้อาจใช้เวลาไม่มากและไม่ได้เจาะประเด็นลงไปในเรื่องของจิตใจนักก็ตาม จะมีส่งในทางบวกต่อจิตใจผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ป่วยที่การรักษาได้ผลไม่ดีนัก โรคลุกลามมาก หรือมีอาการกลับเป็นซ้ำ มักจะรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่อยากรักษาต่อ  ความรู้สึกเช่นนี้จะก่อความกดดันแก่ผู้รักษา อาจทำให้มีท่าทีต่อผู้ป่วยที่เบี่ยงเบนไป เช่น หงุดหงิด หลีกเลี่ยงการตอบคำถามผู้ป่วย นัดผู้ป่วยห่างขึ้นเพราะรู้สึกว่าช่วยอะไรเขาไม่ได้ เป็นต้น 

ดังนั้น หลักการสำคัญของการสื่อสารในสถานการณ์เช่นนี้คือ ก่อนจะพบผู้ป่วยให้พักชั่วขณะ ทำใจให้สงบ สำรวจความรู้สึกของตนเอง โดยใช้เวลาเพียง 1-2 นาที การสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นไปโดยมีเจตคติว่าเพื่อช่วยเหลือเขาในขณะนั้นๆ ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่มุ่งเน้นที่ตัวโรค หรือมีแนวคิดว่าจะต่อสู้กับโรคหรืออาการของเขา  การที่เรามีท่าทีที่สงบ ผ่อนคลาย จะทำให้ผู้ป่วยคลายความกังวลลง

การสื่อข้อมูลในกรณีนี้จะเลือกพูดความจริงในด้านที่ยังให้ผู้ป่วยคงมีความหวังอยู่ เลือกพูดประเด็นด้านบวกเท่าที่ทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการให้ความหวังที่ไม่เป็นจริง  ข้อคิดคือไม่ว่าเขาจะมีอาการแย่แค่ไหน แต่เขายังประคองชีวิตอยู่ได้ และเราพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่