สำนึกว่า ความอดทนของตัวเองน้อยลงไปหน่อยแล้วนะ สมาธิสั้นลง โกรธง่ายขึ้น โทษโน่นโทษนี่ หงุดหงิดง่ายขึ้น เวลามีสิ่งมากระทบ จิตก็ตกง่าย จิตใจของเรา ไม่เข้มแข็งเหมือนเคย วูบที่ได้คิดคือเราต้องเริ่มที่พัฒนาจิตของเราให้มากกว่านี้แล้วนะ...
 
 
 
 
 
 
 

จัดการความรู้ตนเอง เกี่ยวกับเรื่อง การพัฒนาจิต

 
  • เมื่อราวๆเกือบปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาจารย์นพ.นิพัธ หัวหน้ากลุ่มงานของนู๋ทิมได้วานให้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปซ่อมให้ และบอกว่าให้อ่านดูด้วยนะ นู๋ทิมก็เก็บหนังสือของอาจารย์ไว้ในกระเป๋าที่ใช้ไปทำงานทุกวันยังไม่ได้อ่านและยังไม่ได้นำไปซ่อมซักที  จนอาทิตย์ถัดมา อาจารย์มาถามว่าอ่านหรือยัง นู๋ทิมเลยขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ อาจารย์บอกว่าอ่านเสร็จก็ลองทำ Powerpoint เก็บไว้ด้วยนะ จนกระทั่งวันหยุดที่ผ่านมาจึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้  หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณวันชัย ประชาเริงวิทย์  ชื่อหนังสือ กฎแห่งจิต  เมื่อได้อ่านแล้วและลองทำ Power point ไปด้วยปรากฏว่าวางหนังสือไม่ลง เริ่มอ่านตั้งแต่ 21.00จนถึง 03.30น เลยค่ะ
 
  • สิ่งที่คาดหวังไว้ ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้คาดหวังอะไร มากมาย แต่รู้เป็นนัยๆว่าอาจารย์คงต้องการให้เราได้รู้ ได้รับอะไรดีๆแน่ๆจากหนังสือนี้ คิดว่าก็คงเป็นหนังสือธรรมดาที่อ่านเพลินๆ
 
  • สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้
 
  • เนื้อหาของงานเขียนนี้ กล่าวถึงว่า คนเรานั้นประกอบไปด้วยจิตซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือจิตสำนึก ซึ่งเป็นจิตที่ตื่น อยู่ของคนเราและได้รับการปรุงแต่งแล้วตามกระบวนการที่ได้เรียนรู้มา เป็นส่วนที่รับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา เป็นเรื่องของเหตุผล ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี   และอีกส่วนหนึ่งคือจิตใต้สำนึกเป็นจิตที่ไม่ปรุงแต่ง จะโดดเด่นในขณะที่หลับ ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ยังมีความสามารถพิเศษคือ กำหนด ความฝัน ภาพนิมิตร การดลใจ แรงสังหรณ์ พลังผลักดันต่างๆ  ในส่วนของจิตใต้สำนึกนั้น มันจะมีลักษณะพิเศษคือ สามารถคล้อยตามการชี้นำต่างๆ ที่กระทำหรือบอกต่อมัน เพราะว่ามันเป็นจิตที่ปราศจากการปรุงแต่ง มันจึงไม่สงสัยหรือคิดใคร่ครวญหาเหตุผลว่าสิ่งที่บอกมันนั้นดีหรือเลว เป็นไปได้ยากหรือง่าย มันจึงเชื่อลูกเดียว  เราสามารถนำจิตส่วนนี้มาใช้ประโยชน์ได้คือ เราสามารถจะสั่งจิตใต้สำนึกให้ทำอะไรก็ได้ ซึ่ง เราต้องรู้อีกว่า ช่วงที่กำลังตื่นอยู่นั่นจิดสำนึกจะมีพลังอำนาจมากกว่าจิตใต้สำนึก แต่ในทางกลับกัน จิตใต้สำนึกจะส่งอิทธิพลและมีพลังอำนาจมากที่สุดก็ตอนก่อนนอนในช่วงที่กำลังจะหลับ เราจึงใช้ช่วงเวลา และโอกาสนี้ในการสั่ง หรือชี้นำให้จิตใต้สำนึกให้ทำตามคำสั่งได้อย่างวง่ายดาย  ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างเรื่องการสะกดจิต เขากล่าวว่าผู้สะกดจิตก็ใช้วิธีการนี้เช่นกันในการชี้นำต่อจิตใต้สำนึกของผู้ถูกสะกดจิต จึงถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามอิทธิพลของผู้ชี้นำนั่นเอง  
  • ผู้เขียนบอกว่าในขณะที่เราตื่นอยู่นั้น ให้ลองสังเกตุดูว่าจะมีความคิดที่ตรงกันข้ามเป็นคู่ๆนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นตลอดเวลา นั่นเพราะการทำงานของจิตทั้งสองนั่นเอง จิตฝ่ายไหนที่แข็งกว่าก็จะชนะไป  ทำให้เรียนรู้ว่าเราจึงสามารถนำการทำงานของจิตทั้งสองนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างดีทีเดียว โดยการสร้างนิสัยในการคิดแต่เรื่องที่ดีงามเท่านั้น...เช่นก่อนนอนจะหลับลองพูดในใจว่า เราจะกระทำแต่ความดี และสิ่งที่เป็นสิริมงคลเท่านั้น...เมื่อเราพูดบ่อยๆทุกวันมันก็จะซึมลึกลงสู่จิตใต้สำนึก...มันจึงยากที่เราจะไปทำเรื่องไม่ดีในยามตื่นได้ เพราะทันทีที่ความคิดไม่ดีแล่นเข้า จิตใต้สำนึกที่เราฝึกไว้แล้วจะมีความไวในการแสดงอำนาจของมันและเป็นอำนาจที่เหนือกว่าซึ่งจะชนะเสมอ   จะเห็นได้ว่าจิตใต้สำนึกของคนเราจะยอมรับแต่สิ่งที่เด่นกว่า แข็งแกร่งกว่าและมีพลังมากกว่า ระหว่างความคิดสองชนิดที่ตรงข้ามกัน ทำให้นู๋ทิมต้องการที่จะลองมาฝึกจิตใต้สำนึกกับการชี้นำให้มันคิดแต่สิ่งดีๆทำแต่สิ่งดีๆดีกว่า   และนี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตที่ได้จากหนังสือเล่มนี้  นอกจากนี้สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มีดังนี้
 
  • เรียนรู้ว่าจิตเมื่อเราสั่งให้มันทำอะไรบ่อยๆเสมอๆมันก็จะจำและนำไปใช้จนเป็นนิสัย....ผู้เขียนได้กล่าวถึงนิสัยเป็นคุณสมบัติของจิตของ ว่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่จิตไม่ใช่เรื่องของร่างกาย และนิสัยในจิต นี้สามารถเปลี่ยนกันได้ มีการเสนอแนะให้ทำรายการนิสัยที่อยากได้เป็นเจ้าของมาสักหนึ่งชุดจากนั้นก่อนนอนหลับทุกคืนให้พูดตอกย้ำและอย่างตั้งใจว่าคุณสมบัติหรือนิสัยใดที่คุณอยากได้ครอบครอง และนิสัยอะไรที่อยากทิ้งไป  นู๋ทิมว่าน่าจะลองทำดู  เพราะจิตเมื่อเราสั่งให้มันทำอะไรบ่อยๆเสมอๆมันก็จะจำและนำไปใช้จนเป็นนิสัย    เรารู้ว่ามีมากมายหลากหลายสิ่งนับไม่ถ้วนเลยล่ะกับสิ่งที่อยากจะทำ แต่จะต้องพยายามชี้นำจิตใต้สำนึกในสิ่งที่ดีๆ และเป็นสิริมงคล เราสามารถคัดสรรได้  ถ้าเรารู้ และฉลาดที่จะใช้มัน   จึงจะทำให้เราได้เป็นผู้ที่พัฒนาแล้ว และความสุข สิ่งดีๆทั้งหลายก็จะตามมา  แต่เราต้องทำความเข้าใจและมีความเชื่อว่านิสัยทุกชนิดสามารถสร้างขึ้นมาภายหลังได้ และต้องเชื่อว่าเราสามารถทำได้ เพราะว่ามนุษย์เป็นไปตามความเชื่อและจะแสดงความเชื่อออกมาให้เห็นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  และนี่คือคนเราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เรารู้เรามีสิทธิ์จะเลือก และเลือกความสุข ส่วนคนที่เป็นทุกข์ก็เพราะว่าเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสภาพความทุกข์ไปสู่ความสุขนั่นเอง  ความเชื่อที่อยู่ในจิตใต้สำนึกจะควบคุมและชี้นำการกระทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติไม่ว่าเรากำลังนึกถึงมันอยู่หรือไม่ก็ตาม เรื่องที่เราหมกมุ่นครุ่นคิดจนติดเป็นนิสัยจะถูกซึมซับและบันทึกลงในจิตใต้สำนึก และ ณที่นั้นมันจะก่อตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าเราเลือกเชื่อแต่สิ่งที่ดีงาม ทำสิ่งที่ดีงาม ก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆเสมอ
 
  ได้ข้อคิดในการนำมาใช้กับการทำงาน   ทางการแพทย์ยังได้ใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องธรรมชาติของจิตในเชิงชี้นำเช่น ตัวอย่างการใช้ พลาซิโบหรือยาหลอกรักษาผู้ป่วยและบอกว่าเป็นยาที่ดีรักษาให้หายขาดได้ โดย ตัวผู้ทำการรักษาเป็นผู้ชี้นำให้จิตของคนไข้คล้อยตามก็จะเกิดความเชื่อและความศรัทธา  จิตก็จะจำและนำไปใช้    ซึ่งพลาซิโบ เป็นภาษาลาตินที่แปลว่าการปลอบประโลม  และที่สำคัญคือตัวผู้ทำการรักษาคือ พลาซิโบที่สำคัญทีเดียวที่ออกฤทธิ์แรงยิ่งกว่ายาชนิดใดๆเสียอีก  ที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อความศรัทธาว่าสามารถรักษาให้หายได้ อย่าทำให้เกิดความลังเล แล้วความเชื่อ ความศรัทธาจะตามมา….
 
    มีแนวคิดเกี่ยวกับการมองสิ่งต่างๆรอบๆตัวในทางบวก.....ไม่ตั้งตัวเป็นอริกับโลกและสิ่งรอบๆตัวเรา  ไม่โทษสิ่งนอกตัว หรือโลกภายนอก เปลี่ยนตัวเองไปสู่คนใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วโลกจะดีขึ้นเอง  โดยสอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนาที่สอนว่า ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เป็นการประยุกต์ใช้จิตใต้สำนึกที่แท้จริง  ดังนั้นถ้าเราเป็นอริต่อโลก รู้สึกขุ่นใจกับความไม่เข้าท่าของเรื่องราวบางอย่างในสังคม ให้หันหลังกับความคิดนี้เสีย อย่าต่อต้านสังคมจนเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเลย
 
   รู้จักตั้งเป้าประสงค์ของการดำเนินชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่ง ความสุข สุขภาพที่ดี  ความร่ำรวย  ความสำเร็จ  สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรม และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ซึ่งเราสามารถได้มาด้วยความชอบธรรมโดยไม่ไปเบียดเบียนใคร ถือเป็นจิตใจของคนที่ยิ่งใหญ่ เราสามารถเชื่อ เลือกได้ ปรับแต่ง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ โดยการใช้อานุภาพอันมหาศาลของจิตในเชิงบวกซึ่งสามารถทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่มีใครได้รับความเดือดร้อนเล
 
   ทำให้รู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น นั้นเป็นเรื่องไม่ยาก .....ในการใช้กฎแห่งจิตจะได้ผลดีเยี่ยมเมื่อเกิดความเชื่อย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกันถ้าเราตอกย้ำประโยคนี้บ่อยๆ มันก็จะมาอยู่ในใจเราเอง เช่นเดียวกันกับการที่จะนำไประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ เราต้องสร้างสิ่งที่เราต้องการให้อยู่ในจิตสำนึกของเราเสียก่อน
 
   เรียนรู้ว่าเรานั้นมีความสามารถที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยจิตของเราเอง.....จงระวังคำพูดเอาไว้  คำพูดมักสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะภายในจิตใจ เช่นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มักจะออกตัวว่าไม่เก่ง ทำไม่ได้  ไม่กล้าฯลฯซึ่งเป็นคำพูดเชิงลบ คนที่เข้าใจกฎแห่งจิตจะไม่พูดคำพูดเชิงลบนี้พร่ำเพรื่อ ซึ่งคำพูดเหล่านี้จะโยงไปถึงจิตใต้สำนึกของเราด้วย คำว่า สามารถเป็นคำที่มีค่ามากที่สุด ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ ฉะนั้นเราควรระมัดระวังคำพูดของเราเสมอ
   
        ทำให้สำนึกว่ามีอีกหลากหลายที่เราจะต้องทำต่อไป.......ระหว่างเรื่องที่เราสามารถทำ ได้ และเรื่องที่ทำไปแล้ว  กฎของจิตเป็นกฎของความเชื่อ คนที่เขาพูดว่าเขาสามารถทำได้ เขาก็จะสามารถทำได้ไปเรื่อยๆ และถ้าบอกว่าไม่สามารถทำได้ ก็จะทำไม่ได้ไปเรื่อยๆเช่นกัน    เรื่องที่เราสามารถทำได้นั้นยังมีอีกมากมายมหาศาลส่วนเรื่องที่ทำไปแล้วนั้นมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น  สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำให้รีบทำซะโดยการปรึกษากับจิตใจโดยด่วน วางแผนร่วมกับมันว่าจะทำอะไรบ้างกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยจะได้รู้ว่าสำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่  เราสามารถศึกษาจิตใตตนเอง สำรวจจิตใตตนเองคุยกับมันสอนสิ่งดีๆให้กับมัน สิ่งดีๆก็จะเกิดกับตัวเราเอง
 
         เรียนรู้เพื่อไม่ให้กลัวการเปลี่ยนแปลง......ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน  การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอนเพราะมันจะเกิดขึ้นแน่ๆ ต้องรู้จักฉลาดนำการเปลี่ยนแปลงไปใช้ในด้านบวก รู้จักสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในตัวเรา    เหตุผลที่คนเราไม่อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เพราะ
        กลัวโดยไม่มีเหตุผลกลัวว่าจะแย่ไปกว่าเดิม
        เพราะไม่รู้จักการใช้พลังจิตที่มีค่ามหาศาลให้เป็นประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ ก่อนนอนลองพูดว่า พร้อมเสมอสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและวาดหวังว่าจะเกิดสิ่งดีๆขึ้นเสมอ
 
 
  • สิ่งที่ได้เกินความคาดหวังจากหนังสือเล่มนี้
  • หลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบได้อะไรมากมายค่ะ คุ้มค่ากับการที่ต้องอดหลับอดนอนเพื่อที่จะอ่านหนังสือนี้ให้จบ และเหมือนมีพลังผลักดันให้เราเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มากขึ้น เริ่มและต้องการเรียนรู้และพัฒนาจิตของเราให้มากขึ้นค่ะ....เกินความคาดหวังจริงๆค่ะ...
  • สำนึกว่า ความอดทนของตัวเองน้อยลงไปหน่อยแล้วนะ สมาธิสั้นลง โกรธง่ายขึ้น โทษโน่นโทษนี่   หงุดหงิดง่ายขึ้น  เวลามีสิ่งมากระทบ จิตก็ตกง่าย  จิตใจของเรา ไม่เข้มแข็งเหมือนเคย  วูบที่ได้คิดคือเราต้องเริ่มที่พัฒนาจิตของเราให้มากกว่านี้แล้วนะ...
 
  • นำสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ไปทำอะไรบ้าง
 
  • บทส่งท้าย .....บทสรุปที่ได้เพื่อนำไปพัฒนาตน  ทุกอย่างต้องมี และถูกสร้างมาในจิตก่อน  ก่อนที่จะทำให้ให้ปรากฎขึ้นจริงภายหลัง  จิตเป็นขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา  กฎแห่งจิตนั้นคือกฎแห่งความเชื่อ ซึ่งจะก่อขึ้นเป็นความศรัทธา  คัดสรรสิ่งที่จะเชื่อ  เรียนรู้ และฉลาดที่จะชี้นำจิตใต้สำนึกในสิ่งที่ดีๆ และเป็นสิริมงคล  ปรับแต่ง ให้จิตได้คล้อยตาม จดจำและนำไปใช้ จึงจะทำให้เราได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พัฒนาจิตแห่งตนแล้ว และความสุข สุขภาพที่ดี  ความร่ำรวย  ความสำเร็จ ทั้งหลายก็จะตามมา  บอกจิตว่าไมต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น  และยังมีอีกหลากหลายที่เราจะต้องทำต่อไป มองโลกในแง่ดีไม่โทษสิ่งต่างๆ ให้ดูที่ตัวเราและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่คนใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วโลก สิ่งต่างๆรอบตัวเราก็จะดีขึ้นเอง

  • ขอบคุณอาจารย์นพ.นิพัธ ที่ชี้แนะหนังสือเล่มนี้ และ ท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณวันชัย ประชาเริงวิทย์