คาถาแรกของ พุทธอุทาน คือ
ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิโน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา
ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธัมมัง
เมื่อใด ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ต่อพราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
เพราะรู้ว่าธรรมเป็นไปกับด้วยสาเหตุ
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมเลือนหายไป...
ซึ่งผู้เขียนได้ขยายความไปแล้ว... ต่อไปเป็นคาถาที่ ๒ ว่า...
ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิโน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
อถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา
ยะโต ขะยัง ปจฺจะยานัง อเวทิ
เมื่อใด ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ต่อพราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมเลือนหายไป...
ในคาถาที่ ๒ นี้... เนื้อหาทั่วไปก็ไม่ต่างจากคาถาแรก ที่แตกต่างกันก็คือ อาการของความรู้ โดยในคาถาแรก รู้ว่าสิ่งที่มีปรากฏอยู่ภายในใจ หรือสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ภายในใจนั้น เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุ นั่นคือ การที่เรามีความรู้สึก มีความคิด ความยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจ ชอบไม่ชอบ...ซึ่งเกิดภายในใจของเรานั้น ล้วนมีสาเหตุ....
แต่ในคาถาที่ ๒... รู้ว่า ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจที่เป็นไปต่างๆ นานานั้น แปรเปลี่ยนไป ดับไป ก็เพราะความสิ้นไปแห่งปัจจัยซึ่งเป็นตัวหนุนนำนั่นเอง นั่นคือ เมื่อปัจจัยที่หนุนนำให้ความรู้สึกความคิดต่างๆ ภายในใจ หมดสิ้นไปแล้ว ความรู้สึกความคิดต่างๆ ก็จะต้องดับไปด้วย...ทำนองว่า สิ่งใดเกิดแต่เหตุ สิ่งนั้นก็จะต้องดับที่เหตุ..
คาถานี้ เป็นกระบวนการที่ต่อมาจากคาถาแรก กล่าวคือ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่มีปรากฎอยู่ในใจเกิดขึ้นเพราะมีสาเหตุ ความสงสัยก็เลือนหายไป หมดไป...และเมื่อรู้ว่าสิ่งที่มีปรากฎอยู่ในใจแปรเปลี่ยนไปดับไป เพราะความสิ้นไปดับไปของปัจจัย (ตัวหนุนนำที่ก่อให้เกิด) แล้ว.. ความสงสัยก็เลือนหายไป หมดไป เช่นเดียวกัน....
สองคาถาแรกนี้ อาจสรุปได้ว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ภายในใจ เกิดขึ้นเพราะมีสาเหตุ และดับไปเพราะสิ้นสาเหตุ...ประมาณนี้
ส่วนคาถาสุดท้าย ผู้เขียนค่อยนำมาเล่าต่อไป...