วันที่ ๒๗ มี.ค. ๕๐   สภามหาวิทยาลัยมหิดลไปเยี่ยมชื่นชมคณะเวชศาสตร์เขตร้อน  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะจำเพาะมาก   เป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่แค่ในประเทศไทย   แต่เป็นหนึ่งเดียวในเอเซีย

          เป็นคณะที่ตั้งขึ้นมาให้เป็น Graduate School  ที่ทำงานวิจัยควบคู่ไปกับงานบัณฑิตศึกษาในระดับ
นานาชาติ เริ่มก่อตั้งปี ๒๕๐๓  โดยคู่สามีภรรยาที่มองการณ์ไกล คือ ศ.นพ.จำลอง และ
ศ.พญ.คุณหญิงตระหนักจิตร  หะริณสุต

          ผมตีความว่า  นี่คือ International Graduate School ด้านเวชศาสตร์เขตร้อน   มีผลงานดีเด่นเรื่อยมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน   ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติสูงมาก   ดังตัวอย่างได้รับแต่งตั้งเป็น WHO Collaborating Center ถึง ๒ ศูนย์   ดูรายละเอียดได้ที่นี่

          จากการเป็นศูนย์วิจัย+บัณฑิตวิทยาลัยด้านโรคเขตร้อน   ทำให้มีนวัตกรรมมากมาย   ทั้งนวัตกรรมด้านการจัดการ และนวัตกรรมด้านผลงาน   ดังตัวอย่าง

  • การจัดการแบบ internationalization มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือ เกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว   และดำรง (เพิ่มพูน) ความเข้มแข็งของเครือข่าย ความร่วมมือนานาชาติมาโดยตลอด   ทำให้ผมมองว่ามหาวิทยาลัยและคณะวิชาที่ต้องการพัฒนาความเป็นนานาชาติ   ควรมาเรียนรู้วิธีคิด วิธีสร้างคน วิธีจัดสิ่งอำนวยความสะดวก  และวิธีจัดการ
    จากที่นี่
  • วิธีการจัดโครงสร้างการทำงานที่มีหน่วยโครงสร้างพื้นฐาน คือ โรงพยาบาลโรคเขตร้อน ศูนย์วิจัยที่สวนผึ้ง แม่สอด แม่ระมาด และความร่วมมือกับโรงพยาบาลต่างจังหวัดตามแนวชายแดน ศูนย์จัดการข้อมูล ฯลฯ  
    เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับคณะวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
  • การทำงานที่สอดประสานเชื่อมโยง ตั้งแต่ระดับอณู (molecule) ไปสู่การวิจัยทางคลินิก (ผู้ป่วย) ไปสู่การวิจัยระดับชุมชน เป็นวิธีคิดที่น่าชื่นชมมาก
  • มีการทำแผนยุทธศาสตร์ ๒๕๕๐-๒๕๕๒ ได้อย่างชัดเจน   จัดพิมพ์เป็นเล่มสวยงาม กระทัดรัด น่าชื่นชม  
    แผนดังกล่าวได้คำนึงถึง threat ขององค์กรไว้อย่างชัดเจน
  • การร่วมมือกับภาคธุรกิจ  คือบริษัท IDD ในการทำธุรกิจรับจ้างทำ clinical trial ให้แก่บริษัทยาต่างประเทศ
  • การใช้ฐานความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์เขตร้อน  เคลื่อนสู่ความเป็นเลิศด้าน Travel Medicine เมื่อโลกมีความต้องการ เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมมาก

          คณะเวชศาสตร์เขตร้อนมีชื่อเสียงมากในวงการต่างประเทศ แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก จึงเป็นจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไข

          Threat ที่สำคัญที่สุดต่อคณะเวชศาสตร์เขตร้อน คือ perception ของผู้ดูแลทรัพยากรของประเทศ   ที่มอง "คุณค่าและมูลค่า" ของคณะไม่ออก   มองแบบ IC-Intellectual Capital ไม่เป็น   ไม่รู้ว่าคณะฯ ได้สร้าง "รายได้" ที่มองไม่เห็นแก่สังคมไทยมากเพียงใด   จึงมองไม่ออกว่า การลงทุนสร้างอาคารใหม่พร้อมครุภัณฑ์ในราคาเพียง ๗๐๐ ล้านบาทนั้น เกินคุ้มค่าต่อสังคมไทยเพียงใด

          คณะเวชศาสตร์เขตร้อน  จะต้องพัฒนาขีดความสามารถในการนำเสนอคุณค่าของตัวเอง ในยุคสังคม Knowledge-based ให้สังคมไทยได้รับรู้

          เราได้ไปเยี่ยมห้องปฏิบัติการเลี้ยงยุง  เลี้ยงหอย  และปลา  ที่เป็น intermediate host ของพยาธิ    และเลี้ยงพยาธิใบไม้   สำหรับห้องปฏิบัติการเลี้ยงหอย ปลา และพยาธิใบไม้ เป็นห้องปฏิบัติการที่เลี้ยงพยาธิใบไม้ครบวงจรชีวิตที่เดียวในโลก

          ผมมีเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนรายการการประชุมมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในตอนบ่าย   จึงได้ลองไปใช้บริการเวชศาสตร์แผนไทย  คือ การนวดด้วยน้ำมัน ฝีมือดีมาก เปิดบริการทุกวันและข้าราชการเบิกค่าบริการได้

วิจารณ์  พานิช
๒๗ มี.ค. ๕๐

๑. ห้องปฏิบัติการเลี้ยงยุง

๒. ห้องปฏิบัติการเลี้ยงปลา intermediatehost ของพยาธิใบไม้

๓. ตู้เลี้ยงหอย intermediatehost ของพยาธิใบไม้

๔. ไหนๆ ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุงอยู่แล้ว พัฒนาครีมทากันยุงขายเสียเลย

๕. เมื่อขันชะเนาะเต็มขา