The Sleeping
Gypsy
ฟังดูชื่อค่อนข้างโรแมนติกหวานแหววดี
ทำให้นึกถึงหนังการ์ตูนที่คุ้นๆหู คือ The Sleeping Beauty
หรือเจ้าหญิงนิทรา อะไรทำนองนั้น
แต่พอมาดูรูปจริงๆเข้า หลายคนกับบ่นพึมพัม เสียงคล้ายหมีกินผึ้งว่า
ดูแล้วงง..งง ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรือเข้าใจดี
จนสามารถบรรยายได้คล่องแคล่วเหมือนกับรูปก่อนๆ
ครับ
อันที่จริงเป็นเจตนาของผม
ที่จะค่อยๆนำเสนอผลงานศิลปะที่มีลักษณะเนื้อหาและรูปแบบที่แตกต่างกัน
เพื่อที่ผู้ชมจะได้เรียนรู้และเกิดความซึมซาบลิ้มรสงานศิลปะแต่ละยุคสมัยให้เกิดสุนทรียารมณ์ที่แตกต่างกัน
งานศิลปะของ
Andrew Wyeth
ที่ผมเคยนำเสนอแต่แรกนั้น เป็นผลงานประเภทเหมือนจริง
Realistic
ที่อาศัยความเป็นจริงของธรรมชาตินำไปสู่แก่นของเนื้อหาภายในใจของจิตรกร
เมื่อเราดูงานศิลปะประเภทนี้ จึงเข้าใจและเกิดการ
“รู้เรื่อง” ได้ง่าย
เพราะคุ้นเคยกับความเป็นจริงด้วยตาเห็นมาก่อน
เรียกได้ว่า มีประสบการณ์เดียวกันหรือเกิดประสบการณ์ร่วม
ที่กล่าวว่า “รู้เรื่อง”นั้น
หมายถึงความคุ้นเคยของผู้ชม
ที่เกิดขึ้นเวลาดูงานศิลปะต้องพยายามค้นหา
“เรื่อง” (subject matter) ให้เข้าใจให้ได้ว่า
มันเป็นเรื่องอะไร เช่น เป็นคนใช่ไหม? กำลังทำอะไร?
ทำไมจึงทำอย่างนั้น? เป็นต้น
เหมือนเด็กอายุ 5 ขวบที่ชอบถามพ่อแม่ว่า “นั่นตัวอาไรคับ?”
เวลาพบเห็นอะไรที่แปลกหูแปลกตา
พอตอบไปแล้วอธิบายอย่างดีนึกว่าจะจบหมดคำถาม
แต่ก็มักจะมีคำถามเพิ่มอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อตอบว่า
“ตัวนั้นเรียกว่าแมวลูก” ก็จะเจอคำถามใหม่ว่า
“แล้ว...ทำมายต้องชื่อแมวล่ะ?”
และ “ทำมายตัวนั้นไม่เรียกว่าแมว?”
และ....และ...และ...
จนบางทีคุณพ่อคุณแม่จนมุม ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ต้องทำเป็นดุไล่ให้ไปนอนซะอย่างนั้น
ภาพบางภาพก็ดูเอาเรื่องได้
เพราะมีเรื่องให้ดูและศิลปินก็เน้นเรื่องราวของภาพ ที่เป็นเนื้อเรื่อง
คือให้เรื่องราวนำไปสู่เนื้อหา(Content) แต่ภาพบางภาพบางประเภท
อาจเน้นรูปแบบไม่เน้นเรื่องราวเท่าใดนัก เช่นงานศิลปะประเภทนามธรรม
(Abstract Art) เป็นต้น
ภาพบางประเภท ก็เน้นทั้งสองอย่าง ทั้งเรื่องราวและรูปแบบ
อย่างภาพ The
Sleeping Gypsy นี้เป็นต้น ภาพนี้ออกแนวกึ่งๆสองโลก
คือโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งความฝัน
ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ได้แก่สิ่งที่เรารู้จักดี เห็นได้ชัดเจน
ไม่มีข้อสงสัย เช่นรูปทรงของคน สัตว์หรือสิ่งของ เช่นยิปซีในภาพ สิงโต
แมนดาลิน โถใส่น้ำ และภูมิทัศน์
แต่ในโลกของความฝัน สิ่งที่เราเห็นนั้น อาจจะพร่ามัว
ดูเลือนรางหรือมีนัยผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
เหมือนเวลาที่ตื่นจากฝัน เรามักจะจำความฝันนั้นได้ไม่ชัดเจน
เมื่อจะเล่าให้ใครฟังได้ไม่ละเอียดนัก
หรือบางครั้งความฝันของเราก็มักจะแปลกประหลาดเกินความเป็นจริงไปหมด
จนไม่สามารถบรรยายหรือเล่าออกมาให้ฟังได้ชัดเจน
ความรู้สึกดังกล่าวนี้ จะปรากฏออกมาในงานศิลปะที่เรียกว่า
ศิลปะเหนือจริง Surrealistic
คำว่าเหนือจริงในที่นี้หมายถึง เหนือจากความเป็นจริงในธรรมชาติ
อาจจะเป็นเรื่องราวหรือเป็นรูปทรงที่เห็นได้ในงานศิลปะชิ้นนั้นๆ
ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายกลับมาดูภาพนี้ใหม่
ด้วยสายตาและมุมมองใหม่ที่เข้าใจโลกทั้งสองใบที่ซ้อนกันอยู่ภายในใจของเรา
เอาล่ะ
อาจารย์จะเริ่มบรรยายให้ฟังก่อน...เชิญล้อมวงเข้ามาและหลับตาฟัง
ณ ราตรีหนึ่ง
คืนวันเพ็ญที่มีจันทร์ทอแสงเย็นตากระจ่างฟ้า
ยิบซีนางหนึ่ง ในอาภรณ์สีสดใสแบบสตรีชาวอารเบี้ยน
นางร่อนเร่พเนจรใช้ชีวิตเยี่ยงคนที่ไร้บ้าน เป็นอนาคาริก
ถือคติความสุขใจที่เกิดจากการมีอิสรภาพ ปลอดจากสิ่งร้อยรัดทั้งปวง
แสวงหาสุขทางใจรื่นรมย์จากการที่ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่จากผู้คนและสถานที่
จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
สิ่งที่นำมาแลกเปลี่ยนเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อประทังชีวิตของนาง
คือศิลปะการเล่นดนตรี ขับร้องเพลงและร่ายรำ
หรือการทำนายทายทักในเรื่องของโชคชะตาราศี
ที่เป็นศิลปวิทยาการอันเลื่องชื่อในหมูชาวยิบซี
บางครั้ง
นางก็จับกลุ่มเดินทางเป็นคาราวานน้อยๆกับชนชาวยิบซีบางกลุ่ม
และในบางครั้งนางก็พึงใจที่จะแยกตัวออกไปแสวงหากลุ่มใหม่ที่มีแนวทางและความคิดเห็นที่ตรงกัน
โลกนี้ยังมีพื้นแผ่นดินที่กว้างใหญ่และท้องฟ้ายังมีอาณาเขตไพศาลยิ่งนัก
เกินกว่าชีวิตหนึ่งจะรอนแรมไปได้
คืนเพ็ญนี้ ท่ามกลางทะเลทรายอันไพศาล
นางแยกตัวออกมาจากหมู่ประสงค์จะอยู่ตามลำพัง
คะนึงถึงชีวิตและความสุขที่ผ่านมา และเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อไป
จะใกล้หรือไกลปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตที่จะลิขิต
นางแค่ดื่มไวน์ที่บรรจุในภาชนะดินเผาที่ขอมาจากหมู่บ้านทางผ่าน
เมื่อดื่มหมดแล้วก็ใช้เป็นที่บรรจุน้ำดื่มไว้ประทังความกระหายกลางทาง
เมื่อเมื่อยล้าเต็มที่นางจึงทรุดกายลงนั่งที่เนินทรายแห่งหนึ่งแสดงความประสงค์จะพักแรม
ณ ที่แห่งนี้
นางปูผ้าที่ติดตัวอยู่เสมอลงบนผืนทรายเพื่อเก็บความอบอุ่นแห่งวันวารไว้พึ่งพิงในคืนที่เยือกเย็นนี้
ความเปลี่ยวอ้างว้างของทะเลทรายในยามค่ำคืนทำให้นางรู้สึกแปลกๆขึ้นมาในใจ
แสงจันทร์ในคืนเพ็ญนั้นเล่า ช่างเปล่งแสงกระจ่างงามนวลตา
ลบความดำอันมืดมิดของรัตติกาลให้กลายเป็นแสงสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่
ดูประหนึ่งเป็นผ้าห่มสีน้ำเงินเข้มแผ่ความนุ่มนวลมาปกคลุมทั่วท้องทุ่งทะเลทราย
เหมือนอ้อมอกอันอบอุ่นและนุ่มของมารดาที่โอบอุ้มเอาราตรีนี้ไว้ในอ้อมแขน
นางทอดสายตาไปรอบๆดูแสงสีเหลืองทองอบอุ่นอันงามตาฉาบทาไปทั่วท้องทะเลทราย
ทำให้สีน้ำตาลของเม็ดทรายอันไร้ค่ากลายเป็นทรายสีทอง
เปล่งแสงสีสะท้อนวิบวับเท่าที่แสงนวลจันทร์จะส่องไปถึง
ทิวเขาที่อยู่ลิบๆนั้นก็แลดูมลัง
มเลืองขึ้นมาในความมืดและแสงสีของจันทร์ทำให้ความแข็งของภูผานั้นกลับดูนุ่มเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าไหมสีนวลของไข่มุก
นางสัมผัสถึงความเย็นของสายลมแรงที่พัดมาต้องกายเป็นระยะๆ
ที่ทำเสียงหวีดหวิวประหนึ่งเสียงขลุ่ยอันไพเราะ
ทำให้นางอดใจไว้ไม่ได้ต้องเผลอใจร้องออกมาเป็นท่วงทำนองเบาๆในลำคอและโยกตัวตามทำนอง
ใจนางเริ่มเคลิบเคลิ้มด้วยอารมณ์อ่อนไหว
ด้วยอำนาจของมนต์เสน่ห์อันลึกลับของทะเลทราย
ทำให้นางหยิบแมนโดลินคู่กายมาบรรเลงเพลงท่วงทำนองใหม่ที่สอดรับกับเสียงลมและแสงจันทร์
พลัน ทั่วท้องทะเลทรายดูเหมือนมีชีวิต
แสงมืดมิดของราตรีมลายไปทันใดเมื่อเสียงเส้นสายแห่งแมนโดลินเปล่งความดัง
สายลมเริ่มพัดมาเป็นจังหวะ ความลึกลับแห่งท้องทุ่ง นางยิบซี ดวงดารา
และจันทร์กระจ่างฟ้า มลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 45pt" class="MsoNormal">นานเท่านาน
เวลาผ่านไปเพียงใดนางไม่รู้สึก
นางรู้แต่ว่าไม่สามารถประคองหนังตาที่เริ่มหนักอึ้งไว้ได้อีกต่อไป
นางวางแมนโดลินไว้ข้างกาย ทอดกายนอนลงบนผ้าที่ปูไว้
สอดมือข้างซ้ายงอพับไว้กับอกสร้างไออุ่นและฟังเสียงเต้นของหัวใจที่ยังบรรเลงเพลงอยู่ไม่คลาย
มือข้างขวาของนางเลื่อนมากุมไม้นำทางตามสัญชาตญาณของนักรอนแรม
ตาทั้งสองของนางปิดสนิทลง
ปากอ้าออกมาเล็กน้อยช่วยระบายลมหายใจในทรวงอก
อกของนางกระเพื่อมขึ้นและลง
ทำให้จังหวะของลมหายใจของนางผสานกับความลึกลับแห่งราตรีเป็นจังหวะเดียวกันอย่างประหลาด
</p>
แสงสว่างของจันทร์เพ็ญอ่อนแสงลง เมื่อราตรีดำเนินไป
นางเข้าสู่ภวังค์แห่งนิทรารมย์และเกิดความฝันอันแปลกประหลาดที่ไม่เคยฝันมาก่อน
ในฝันนั้น นางมองเห็นตนเองนอนหลับอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์
แสงสีนวลทองของจันทร์เพ็ญสร้างประกายสีทองลงบนผิวกายสีดำนิลของนาง
สร้างความแปลกตาให้เกิดรูปลักษณ์ใหม่แก่นาง...............................................................................
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
อืมมม...เอาอย่างนี้ดีกว่า
เชิญนักเรียนศิลปะทั้งหลาย บรรยายแต่งเติมกันต่อ ดีไหมเอ่ย?
จะได้ฝึกปรือวิทยายุทธ์ดูภาพไป ฝึกเขียนไป
เพื่อเกิดสุนทรียารมณ์ในใจ
ขนมยังมีอยู่...และไม้บรรทัดยังคงรอ...
บอกข่าวดี
อาจารย์ให้เด็กเอาไม้บรรทัดไปชุบกอฮอล์ทำความสะอาดแล้ว...เด็กวิ่งมาบอกว่ากอฮอล์หมดเลยเอาไปชุบ
VSOP แทน :)
เอาก็เอา
เนาะ
โอย...กำลังอ่านเพลินๆอาจารย์เล่นหักมุมจบให้เขียนต่อดื้อๆเลย
ต้องขอเวลาหน่อยนะคะ
จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาว โลกสวยราว เนรมิตรประมวลเมืองแมน..... เพลงชื่ออะไร จำไม่ได้แล้วครับอาจารย์ แต่คาดว่าอาจารย์คงทราบเพราะเป็นเพลงร่วมสมัยของอาจารย์แน่ๆ
วันนี้ไม่ขอส่งการบ้านนะครับ เพราะเริ่มมีขนงอกยาวตามตัวครับ อิอิ อีกอย่างครับ เขียนไปก็สู้อาจารย์ไม่ได้หรอกครับ
ขอบคุณครับ
หนูนา...
กลับมาเขียนต่อไวไวนะ ไม่งั้นอาจารย์ไม่เขียนเรื่องใหม่ด้วย
นักลงทุนเงินน้อย
กลับมาเข้าห้องเรียนซะดีดี...แม้มีข้อหาว่าอาจารย์แก่
แต่จะยกโทษให้ ไม่ตีดอกเพราะอยากอ่านกลอนสำนวนดีของเธอ
เห็นเริ่มแปลงกายเป็นสิงห์โตแล้วนี่...เอาหน่อยเหอะ เนาะ...เนาะ
โอ้โห...อย่างนี้ เขาถึงเรียกว่าปรมาจารย์ด้านศิลปะ อ่านช่างเล่าได้เป็นเรื่องเป็นราว เห็นภาพพจน์และจินตนาการ ... จากภาพๆ เดียว ทำให้เห็นเกือบจะทั้งชีวิตของยิปซีสาวเลยค่ะ....
สงสัยค่ะ...ว่าทราบเรื่องราวได้อย่างไร...หรือเป็นการจินตนาการส่วนบุคคล แล้วจะทำอย่างไร นักเรียน (พวกหนู) จึงจะทำได้อย่างนี้บ้าง....นักเรียนขี้สงสัยค่ะ....อิอิอิ
ส่วนต่อเดิมขอเป็นการบ้านนะค่ะ.....
เอ? หนู Paew จอมขยัน
อาจารย์พึ่งแว่บไปเยี่ยมที่บันทึกหนูมา กลับมาต๊กกะใจ เห็นหนูที่นี้แล้ว
เรื่องราวที่หนูอ่านน่ะ เกิดจากการชมภาพแล้วบวกประสบการณ์ของเราที่รู้จักสิ่งที่เห็นในภาพและบวกกับจินตนาการ
อาจารย์เป็นคนประเภทเคลิบเคลิ้มไปง่ายๆกับสิ่งที่เห็น คิดฝันเอา...แต่อาศัยพื้นฐานข้อมูลจริงนะครับต้องศึกษาชีวิตและผลงานเขามาพอสมควร
หนูต้องเก่งกว่าอาจารย์แน่ๆ ขยันออกอย่างนี้
อาจารย์ครับ
อ่านแล้วอินจริงๆ เป็นมุมมองใหม่ที่ไม่คิดมาก่อนครับเป็นความฝันของยิบซีนี่เอง
ขอตัวไปแต่งต่อก่อนครับ...เผื่อจะได้เก่งเหมือนอาจารย์ แห่ะ...แห่ะ รู้สึกเริ่มจะมีเหาที่หัวแล้ว
อ้าว?.......ฝันเหรอ?
อย่างนี้เมื่อไหร่จาดูภาพเป็น ฮิฮิ
เด็กแพทย์ก็มองเป็นเรื่องสิงโตมากินยิบซีแน่ๆเลย
แต่อ่านเรื่องที่อาจารย์บรรยายก็อินไปด้วย สำนวนหวือหวาโรแมนติกจัง
อยากเป็นยิบซีแฮะ...ไม่อยากเรียนหมอแล้ว
เข้ามาปูเสื่อนั่งรอฟังต่อครับ แบบว่าจิตนาการไม่ถึงจริงๆ ครับ ชอบมากๆ ครับ
อยากฟังว่าเจ้าสิงห์โตมาทำอะไรน้อ หรือมาดมๆ พอได้กลินปลาหมึกย่างที่นางยิปซีอารเบียนขบเคี้ยวก่อนนอนแล้วรู้สึกตุๆ ยังไงชอบกล จึงค่อยๆ ย่องจากไป ?
สนใจVsopชุปไม้บันทัด..แฮะๆขอทดลองเรียนต่อนะคะ...ในฝันนางยิปซีมิได้คิดว่าตนนั้นหลับสนิทอยู่ในความฝันหากแต่เพียงจะเคลิ้มใกล้จะหลับมิหลับแหล่..แล้วนางยิปซีก็พลันต้องทำเป็นนอนแน่นิ่งตัวแข็งให้สนิทดั่งซากศพหรือคนตายด้วยนางเห็นและได้กลิ่นสาปสางของราชสีห์เจ้าป่าที่รอนแรมอยู่ท่ามกลางขุนเขาและท้องทะเลทรายเฉกเช่นกัน
..ยิ่งเมื่อยามราชสีห์เดินย่างก้าวเข้ามาใกล้..สายลมที่พัดมาถูกต้องตัวนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนจากไอแดดที่คลายคืนจากผืนดินหากแต่เย็นเฉียบและบาดลึกในผิวกายเพราะกลิ่นอายแห่งนักล่าผู้มาเยือนนั้นยิ่งชัดเจนขึ้น.นางรู้สึกได้ถึงสายลมแรงด้านทิศเหนือที่ทำให้ขนของสิงโตลู่ชันขึ้นเกือบปกคลุมต้นคอด้านหน้าของมันเลยทีเดียว...นางรู้สึกลังเลใจและวูปหนึ่งนั้นก็มีความคิดโทษตนเองที่ประมาทแยกตนเองออกมาห่างจากกลุ่มที่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อนหน้านี้..แต่นางไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในขณะนี้นอกเสียจากการทำเป็นแกล้งหลับแน่นิ่งเผื่อสิงโตจะได้ไม่รีบเร่งตะปบหรือขบกัดให้นางต้องได้รับความเจ็บปวด
..เดชะบุญอีกอย่างของนางที่ราชสีห์ตัวนี้มันคงเพิ่งกินอาหารจากที่อื่นมาแล้ว,ไม่ได้อดโซจนต้องรีบตะกรุมตะกรามขบกัดเหยื่อ(ก็คือตัวนาง)มันจึงใช้เวลาและสายตาพร้อมทั้งกลิ่นสัมผัสอันเฉียบคมสังเกตถึงสิ่งที่อยู่รอบกายที่ตั้งอยู่ของนางยิปซี สิงโตตัวนี้มาตามเสียงเรียกของแมนโลดินที่นางยิปซีได้บรรเลงและขับกล่อมเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านพ้นมา....เมื่อนางยิปซีซึ่งถือว่าตนเองเป็นเหมือนดังนางเสือแห่งท้องทะเลทรายและราชสีห์แห่งท้องทะเลทรายตัวจริงได้มาอยู่ใกล้กัน...เจ้าราชสีห์นี่ไม่รู้จักว่าแมนโลดินที่ส่งเสียงขับกล่อมและเชื้อเชิญให้มันมาเยือนถึงที่พักของนางยิปซีนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรมันจึงไม่สนใจหรือคาบออกมาศึกษาเครื่องดนตรีนั้น...หากแต่ราชสีห์กำลังให้ความสนใจในกลิ่นประหลาดสองอย่าง..
..นอกเหนือจากกลิ่นกายตัวของสาวยิปซีแล้วก็ยังมีอีกกลิ่นหนึ่งเป็นน้ำสีขุ่นๆอยู่ในคนโทข้างกายของนางยิปซี..เจ้าราชสีห์จึงพยายามค่อยเมียงมองและคิดหาตัดสินใจว่าจะทดลองชิมสิ่งใดก่อนดีระหว่างซากยิปซี(ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นของตายสำหรับสิงโตไปเสียแล้ว)หรือสิ่งที่อยู่คนโทซึ่งมันไม่เคยรู้จักรสชาดของสิ่งนั้นมาก่อนเลย...สิงโตจะตัดสินใจอย่างไรก็ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งตัวของนางยิปซีทั้งนี้เพราะนางรู้สึกกลัวและไม่กล้าเสี่ยงที่จะอดทนรอภัยจากราชสีห์ในฝันนั้นได้อีกต่อไปนางจึงผวาตื่นขึ้นและค้างคาความฝังใจไว้แต่เพียงเท่านี้....เอิ๊ก....
.. ดูภาพแล้วเล่าต่อจนจบได้นี่เป็นเพราะเหล้าองุ่นของนางยิปซีผสมผสานกับVsopชุบไม้บันทัดของอาจารย์แท้ๆเทียว..(เอ๊ะ หรือว่าไม้บันทึกเคลือบVsopดี.)
..ขอจบแบบเมาๆอย่างนี้ล่ะค่ะ
ตามมาอ่านแล้วค่ะ : )
ตอนนี้กำลังเขียน method chapter ของวิทยานิพนธ์อยู่ ต้องเขียนถึงจุดยืน และ มุมมองของตัวเองเรื่อง realism เรื่อง objectivity เรื่องวิธีการได้มาซึ่งความรู้
ู้ยังเขียนไม่จบเลยค่ะ พอมาพักอ่าน blog อ. แล้วทำให้คิดอะไรได้เพิ่ม เป็นการ confirm ว่าคนเราไม่ได้ต้องการแค่ "objective truth" เท่านั้น ไม่ได้ต้องการรู้แค่ว่า ร่างกายเราทำงานยังไง เชื้อโรคทำงานอย่างไร ธรรมชาติมันทำงานยังไง
ประโยชน์จากความรู้แบบอื่นๆมีมากมายเหลือเกิน (เช่น การถ่ายทอดประสบการณ์ การสื่อสารมุมมองและความรู้สึกของคนที่ต่างกัน จินตนาการผ่านศิลปะ)
ขอบคุณอ.มากๆค่ะ และจะรอการบ้านชิ้นต่อไปนะคะ
หนู seangja แต่งมาเป็นคนแรก
ออกสำนวนหมัดเมาไปหน่อยทั้งๆที่ยังไม่ได้คาบไม้บรรทัดของอาจารย์ ...จะให้คาบต่อก็กลัวเมามากไปกว่านี้ ฮะ ฮะ
แต่งมาทั้งหมด 4 พารากราฟ เริ่มต้นด้วยนางฝันว่ายังไม่หลับ พลันได้กลิ่นสิงห์โต
เดชะบุญที่สิงห์โตตัวนั้นมันกินอาหารอิ่มมาจากที่อื่นเสียก่อน(สันนิษฐานว่า...คงกินหนูเข้าไปแล้วอิ่มมากเพราะสังเกตดูจากรูปหนูคงมีsize พอประมาณให้สิงห์โตอิ่มได้สักสองอาทิตย์ ฮะ ฮะ)
เฉลยว่าสิงหฺโตมาเพราะเสียงแมนโดลินและฉงนกับกลิ่นสองกลิ่น คือกลิ่นตัวของยิบซีกับกลิ่นไวน์(ลงท้ายสิงห์โตเมาจนได้)
ขอชมว่า...พล็อตดี จินตนาการก็ดี สำนวนดีมากครับ
การชมงานศิลปะ ต้องอาศัยจินตนาการและความคิดฝัน
คนทำงานศิลปะคือนักเล่าเรื่อง สามารถบรรยายให้คนเชื่อตามไปได้
ฝึกบ่อยๆจะยิ่งเมา... เอ้ย! ยิ่งเก่งครับ :)
สวัสดีหนูมัท
อาจารย์ตามไปดูที่บันทึกหลายครั้ง ขยันเขียนมากและมีแง่คิดดีๆที่หลากหลาย
เรื่อง objective และ subjective เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทักษะชีวิตด้วย ซึ่งรวมโลกทั้งสองด้านไว้ด้วยกัน เช่น กายกับใจ เรากับเขา ความจริงกับความฝัน ผิดกับถูก
แน่นอน ยังมีเรื่องของมิติของทิฏฐิ คือการเข้าใจตนเองและผู้อื่นรวมอยู่ด้วย
ขอบคุณหนูมัทด้วย ขอให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาและในชีวิตส่วนตัว
ตามมาอ่านครั้งแรกค่ะ เพื่อนแนะนำมาเพราะเห็นว่าชอบงานศิลปะ
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วไม่ผิดหวัง ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยคนค่ะ
ยังไม่อาจหาญแต่งต่อ ขอศึกษางานอาจารย์ให้หมดเสียก่อน
ชอบใจสำนวนอารมณ์ขันมาก อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆและพลอยยิ้มไปกับมุขเด็ดๆของสมาชิกลูกศิษย์ด้วยค่ะ :) "____"
ยามอาทิตย์ลับไปไกลไม่ส่องแสง ดวงจันทร์แรมจึงสว่างนภาใส
มองเห็นดาวพราวระยับอยู่ไกลไกล ลมสบายพัดโชยชื่นรื่นอุรา
ในนภาอันมืดมิดจิตสังหรณ์ ตัวอาวรณ์ถึงวันเก่าเล่าความหลัง
ใจดวงน้อยยังคอยเฝ้าไม่เว้นวัน แต่หนหลังยังจำได้ไม่ลืมเลือน
ยามเหนื่อยนักเธอหนุนตกได้พักผ่อน ยามแม้นอนยังงามนักรักอกอุ่น
ยามเธอยิ้มแย้มพราวพรายฉายการุณ ยามเธอหนุนอกอ้ารับอารีย์
แม้ยามนี้ตัวไกลแต่ใกล้จิต คนึงคิดถึงแต่เธออยู่หวั่นหวั่น
เกรงว่าเธอรอนแรมจากยิ่งนานวัน หัวใจนั้นยังรักมั่นเช่นเดิมใย
อาจารย์ครับ อันนี้เป็นจิตนาการความรู้สึกของคนรักของหญฺงสาวยิปซีที่อยู่ที่บ้าน กำลังคิดถึงแฟนที่เดินทางไปไกล รอให้เธอที่กำลังนอนกับสิงห์โตอยู่ข้างบนโน้น ว่าให้กลับมาทำกับข้าวได้แล้ว หิวๆๆๆ
ขำขำนะ อาจารย์อย่าคิดมาก ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณภิชา
ยินดีต้อนรับ ตามกติกา หากอ่านบันทึกเกินสามครั้ง ต้องถือว่าร่วมวงแจมได้เลย...
เวลาและวารีไม่ยินดีจะคอยใคร
ความดีนั้นให้รีบทำ...
ดีใจจังครับ คุณ นักลงทุนเงินน้อย
กลับมาพร้อมกลอนอันไพเราะ บรรยายถึงนางยิบซีระลึกถึงความหลัง (แสดงว่าแก่แล้ว) หวลระลึกถึงคนที่นางรัก ไพเราะไม่เบาครับ
เป็นนิราศยิบซีหรือกำศรวลยิบซี
ว่าแต่ คุณนักลงทุนเงินน้อย อาศัยกลอนนี้ส่งไปถึงใครรึปล่าว?...
อัศวินควบม้าตะบึงมาบนผืนทราย
อาชาผงะหงายกับเรื่องราวที่แลเห็น
เจ้าป่ามาข้ามถิ่นหวังลองลิ้มคนเป็นๆ
ย่องดอดเข้าลอบเร้นนาสิกสูดอิสตรี
อัศวินก็ชูดาบแล้วแกว่งกราดหวังโรมรัน
ตะลึงพิศนางแย้มฟันราวจะยั่วพยัคฆี
หรือภาพเป็นเพียงฝันอัศจรรย์ในราตรี
ด้วยหวังปราบไพรีจึงถูกจิตเข้าครอบงำ
อัศวินก็ลดดาบแล้วก้มกราบลงพื้นพลัน
ธรรมชาติแสดงเดชให้รู้เภทและจดจำ
สิ่งเห็นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นมิใช่มัน
หลอนจิตกับภาพนั้นก็คือหลอนด้วยตัวเอง
อิอิ.....
คุณไร้นามครับ
ต้องขอโทษที่ตอบช้า เพราะวุ่นอยู่กับการเตรียมงานรับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ ต้องเป็นประธานหลายงานเลยไม่มีเวลาเข้ามาดูบันทึกครับ
ฮะ ฮะ อ่านกลอนคุณแล้วสนุก เริ่มโดยมีอัศวิน(?)ขี่ม้าเข้ามาเห็นเหตุการณ์...สงสัยเอาหลายเรื่องมาปะติดกัน
แต่ผูกเรื่องผูกกลอนได้ดีมาก กลายเป็นจิตใต้สำนึกเพราะ...
สิ่งเห็น ไม่ใช่เป็น สิ่งที่เป็น มิใช่มัน
หลอนจิต กับภาพนั้น ก็คือหลอนด้วยตัวเอง
สำคัญ สำคัญ... เข้าใจคิดครับ
คุณหมอมาโนชครับ
ต้องขอโทษจริงๆที่ผมคิดว่าได้ตอบคุณหมอไปแล้วนา? สงสัยมีเหตุขัดข้องทางเทคนิคแน่ๆ... จึงหายไป
อย่าเข้ามาปูเสื่อนั่งรอฟังต่อครับอย่างเดียวเลยครับ แบบว่าจิตนาการไม่ถึงจริงๆก็จะถึงได้นาครับ มีเคล็ดลับอยู่ 2 อย่าง คือ
1.ฟังบ่อยๆ 2.เขียนบ่อยๆครับ
เอาแบบที่คุณหมอเขียนว่า เจ้าสิงห์โตมาทำอะไร...มาดมๆ พอได้กลิ่นปลาหมึกย่างที่นางยิปซีอารเบียนขบเคี้ยวก่อนนอนแล้ว...ค่อยๆ ย่องจากไป แนวนี้ก็ดีครับ หักมุมแบบ existanism ก็เข้าท่าดีนะครับ