เฮ่อ ต่างก็สร้างสรรคเทคนิคต่างๆมากมายทั้งด้าน กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม ต่างพัฒนาเทคนิคเพื่อให้คนเข้าใจคน มันตลกแบบหัวเราะไม่ออก เมื่อด้านหนึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ก้าวไปสุด สุด แต่คนกลุ่มหนึ่งต้องหันหน้ากลับมาสร้างศาสตร์ให้ “คนเข้าใจคน”

ผมเข้ามากรุงเทพฯ 5 วัน ประชุมระดมสมองพัฒนา Proposal โครงการระยะที่สองกัน ท่ามกลางชาวบ้านนั่งนอนประท้วงอยู่หน้าตึก ผมกระวนกระวายใจเป็นที่สุด ลึกๆคิดเสมอว่า “นี่หรือคือผลงานพัฒนาประเทศ” ที่เราก็มีส่วนอยู่บ้างในทางอ้อม พ่อ แม่พี่น้องต้องมานั่งนอนอย่างไม่เป็นสุข แต่ท่านเหล่านั้นต้องมา ทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะผลของการพัฒนาสังคมของประเทศของเรา ผมมีโอกาสเล็กๆได้คุยกับพี่น้องบ้าง แต่ไม่มากนัก น่าสงสาร ผมไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอก ว่าตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร แต่หดหู่ใจจริงๆครับ

 

วันนี้ผมต้องมาเป็นวิทยากรฝึกอบรมเรื่อง PRA ให้แก่พนักงานบริษัทที่ผมสังกัดอยู่ หลายท่านคงรู้จักคำ PRA นะครับ หากท่านไม่รู้จักขอขออธิบายสั้นๆว่า PRA คือ Participatory Rapid Appraisal เป็นกระบวนการหาความจริงของชุมชนอย่างเร็ว เป็นการพัฒนาวิชาการจากอดีตทางด้านการวิจัยชุมชน มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคณะเกษตรศาสตร์ มข.มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาเครื่องมือนี้ กระบวนการนี้ จนโด่งดังไปทั่วโลก และทุกสถาบัน ตั้งแต่ World Bank ลงมาถึงองค์กรพัฒนาเอกชน ทั่วโลกก็เอากระบวนการนี้ไปใช้กัน

 

ผมฝึกอบรมไปก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า มนุษย์ขี้เหม็น เพศผู้เพศเมียนี่หนา ทำไมต้องมาศึกษา เข้าใจกันเอง แสดงว่าโลกแห่งการพัฒนาที่เรียกกันว่าทันสมัย พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว มันมีข้อบกพร่องมหาศาล ที่คนจะต้องสร้างศาสตร์มาศึกษาทำความเข้าใจกันเอง แสดงว่าโลกพัฒนานั้นมันทำให้คนห่างกัน ทำให้ผมนึกถึงอีกครั้งที่ท่านอาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก กล่าวเมื่อสมัยเรียนโน้นว่า สังคมที่เจริญแล้วเกิดโรคระบาดร้ายแรง คือ “โรคความเหงาหงอย ท่ามกลางฝูงชน” คือ ขับรถไปติดบนถนนในเมืองใหญ่ๆ ยาวเป็นกิโล คนที่นั่งในรถนั้นต่างก็มองกันไป มองกันมา แต่ไม่รู้จักกัน ไม่พูดกัน แถมอาจจะหน้าบึ้งใส่กันอีกต่างหาก และโรคนี้มันระบาดมาถึงเมืองไทยนานแล้ว

 

เครื่องมือ PRA หรือกระบวนการ PRA ก็หาเทคนิคต่างๆมาใช้เพื่อจะเข้าใจชาวบ้าน เข้าใจชุมชน เฮ่อ ต่างก็สร้างสรรคเทคนิคต่างๆมากมายทั้งด้าน กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม ต่างพัฒนาเทคนิคเพื่อให้คนเข้าใจคน มันตลกแบบหัวเราะไม่ออก เมื่อด้านหนึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ก้าวไปสุด สุด แต่คนกลุ่มหนึ่งต้องหันหน้ากลับมาสร้างศาสตร์ให้ “คนเข้าใจคน”