เทคโลยีที่เหมาะสม ใช้โดยคนดี จึงจะพัฒนาแบบยั่งยืน
มีคนบอกผมมาว่า
พระอนุมานราชธน ( ผมจำตำแหน่ง ท่านไม่ได้) เคย บอกว่า การพัฒนา มี สามแบบ
- แบบ แรก เอาชนะธรรมชาติ คือ เทคโนโลยี
- แบบสอง คือ เอาชนะคน คือ management
- แบบสาม คือ เอาชนะใจตนเอง คือ ศาสนา
องค์กร ส่วนใหญ่ สถานศึกษาต่างๆ เน้นไป แบบ เทคโนโลยี + บริหารจัดการ โดยทอดทิ้ง เรื่อง การบริหารใจ
สุดท้าย การ เอาชนะธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม นี่แหละ คือ บริโภคนิยม ----> ธรรมชาติเขาจะเอาเราคืน เพื่อปรับสมดุล เราจะเจอภัยธรรมชาติมากขึ้น สงคราม โรคระบาด ขาดแคลนน้ำและอาหาร --> โลกร้อน น้ำท่วมโลก ยุคน้ำแข็ง
สวัสดีครับอาจารย์
มีคนเคยบอกว่ามนุษย์เรานั้น ตัดสินใจโดยเห็นผลเพียงแค่ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ซึ่งผมเห็นด้วยครับ เพราะการที่เราตัดสินใจกันเพียงแค่หวังผลระยะสั้นแต่ไม่สนผลในระยะยาวนี่แหละครับ ที่ผมคิดว่ามันทำให้เราเกิดการบริโภคนิยมครับ
เหมือนนักการเมืองที่ทำยังไงก็ได้ เพื่อหวังผลทางการเมืองสมัยหน้าหรือเปล่าครับ
สวัสดีครับ
วิศวกร มากมาย ที่ จบออกมาแล้ว ทิ้งเทคโนโลยี หันมา บริหารจัดการ ส่วนเรื่อง ศาสนา ทิ้งมาก่อนสอบ Entrance แล้ว
คนเรียนเก่งมากมาย ชอบ เทคโน และ บริหาร ทอดทิ้งศาสนา ---> ผลออกมา เป็น อะไร ที่ น่ากลัวมากๆ
ถามว่า ระบบการศึกษษ ของเรา มุ่งให้ สมดุล สามอย่างนี้อย่างไร
จริงๆแล้ว ทั้ง เทคโน ฯ และ บริหารจัดการ เป็น ลูกแก้ว ที่ วางอยู่ บน เสาหลัก คือ ศาสนา
ผมอ่านบทความของอาจารย์ แล้วนึกตาม
เห็นจากสิ่งใหญ่มาเล็ก ( ธรรมชาติ => ตัวคน=> ใจตัวเอง )
แต่เมื่อมองย้อนกลับ เห็นจากความยากไปง่าย ( ชนะใจตัวเอง=>ชนะคน=> ชนะธรรมชาติ )
อาจารย์ครับ ศาสนามาก่อน เทคโนโลยี และระบบ Managment ตั้งนานทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมองไม่เห็น หรือเห็นก็เห็นแบบล่างๆครับ
to เสมา
เก่งมาก
กิเลส เป็นตัวทำให้ หลายๆคน มองไม่เห็นความสำคัญ ทางด้านจิตใจ
คนจะเข้านิพพาน มี แค่ สองเขา เทียบกับ ขนวัวทั้งตัว
ขอบคุณครับ อาจารย์
ผมว่าการทำบาป (ตามใจกิเลส) มันทำง่ายเหมือนกินยาหวาน(ที่เอาไว้หรอกเด็ก)
แต่การเอาชนะใจตนเองไม่ให้ไหลไปตามกิเลสนั้นมันค่อนข้างยาก เสมือนกินยาขม แต่ถ้าฝืนกินได้หายป่วยแน่นอน
เรียน ท่านไร้กรอบ
ผมคิดว่ายังไงก็ต้องผสมผสานครับ
ทำแบบผสมไปพร้อมๆกันครับ
อย่างเดียว อาจได้ แต่ทำจริงได้ยากมากครับ
ใช่เลย ผมก็ว่า ต้องแบบ ไร่นาสวนผสม
สลับออกมาใช้ ตามเหตุ ปัจจัย กาลเทศะ เวลา ฯลฯ
"Real Love are not for Love somebody, It for Everybody & Nobody”
การเรียนรู้ของมนุษย์มี 3 ระดับ
0.สัญชาตญาณ การดำรงชีวิต
1.Knowlage
2.Intelligence
3.Wisdom
โดยส่วนมากกระผมจะอยู่ที่ ระดับ 0 เสียส่วนมาก ^^