กราบสวัสดีงามๆ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้ขอยกประเด็นเรื่องหนักมาหนึ่งเรื่องที่ประกอบไปด้วยเรื่องหนักด้วยกันสองเรื่องครับ นั่นคือการศึกษา และการเมือง คุณคิดว่าการศึกษาไทย กับการเมืองไทย ควรจะบริหารแยกกัน หรือรวมกันดีครับ เพื่อเป้าหมายในการองค์ความรู้และพัฒนาสมองไทยอย่างยั่งยืน
ผมเองขอบอกก่อนว่าไม่มีประสบการณ์อะไรมาก ทุกอย่างที่เขียนต่อไปนี้ จะเป็นการประมวลจากตะกอนในสมองที่พอจะมีเศษดินให้ตกลงมากระทบก้นสมองอยู่เพียงนิดเดียวครับ
ผมจะบอกกับสิ่งที่ผมคาดหวังกับการศึกษานะครับ ส่วนการเมืองผมจะพยายามไปกระทบให้น้อยที่สุดครับ แต่สำหรับความคิดเห็นของท่าน เชิญได้เต็มที่ครับ
สิ่งที่ผมคาดหวังกับการศึกษาไทยคือ
- ไม่ว่าการเมืองจะเสถียรหรือไม่ก็ตาม แต่การศึกษาจะต้องเสถียรและเดินต่อไปได้
- ไม่ว่าการเมืองโดนโค่นล้มไปกี่ครั้งก็ตาม หรือวนเวียนแบบซ้ำหรือไม่ซ้ำกับอดีตก็ตาม แต่การศึกษาจะต้องพัฒนานำไปสู่สิ่งที่ดี ต่อยอดก้าวต่อไป อย่างต่อเนื่อง
- ผมมองว่าการเมืองสามารถที่จะอยู่ในวงการเวียนว่ายตายเกิดได้ แต่การศึกษาน่าจะไปไกลกว่านั้น คือเวียนว่ายตายเกิดแบบหลุดพ้น นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่า
- การเมืองมีวาระในการเกิดดับตามจำนวนปี แต่การศึกษาต้องอยู่ต่อไป ไม่สามารถจะแตกดับได้ ต้องเดินต่อไปแบบไม่ยึดติดกับวาระทางการเมือง
สิ่งที่ผมนั่งคิดไปเล่นๆ ผมกำลังคิดว่า หากเราจะเอาการศึกษาออกมาบริหารแยกต่างๆหากจากการเมือง จะเป็นไปได้ไหม เพื่อจะให้การศึกษามันยั่งยืน โดยที่การเมืองอาจจะหมดไปตามวาระกี่ปี แต่การศึกษาน่าจะต้องต่อเนื่องตลอดไป โดยทีมบริหารการศึกษาน่าจะบริหารไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเมืองเป็นฝ่ายสนับสนุนการศึกษาอยู่อีกทอดหนึ่ง
บทความนี้มีเป้าหมายหลักคือ จะนำพาการศึกษาไทยอย่างไรให้หลุดพ้นและเดินได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ไม่หยุดชะงักในบางช่วงเวลาที่เกิดปัญหาจากทางการเมือง
หากท่านเห็นเป็นประการใด ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าครับ
กราบขอบพระคุณครับ
สมพร ช่วยอารีย์
สวัสดีครับพี่เม้ง
ยังไม่นอนอีกหรอครับพี่ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
มาตอบในฐานะคนที่ไม่ใช่ทั้งนักการเมืองและนักการศึกษาครับ แต่หวังไว้ว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสอยากไปสอนหนังสือเหมือนกันครับ
ก่อนจะตอบคำถามเรื่องการศึกษา ผมว่าเราต้องแยกระดับการศึกษาออกมาก่อนครับ ว่าการศึกษานั้นมีกี่ระดับ และต่างกันอย่างไรบ้าง เช่น อนุบาล ประถม มัธยม อุดมศึกษา อาชีวะ
จากนั้นเราค่อยมาคิดว่าในพอจบการศึกษาในแต่ละระดับเราคาดหวังว่าเด็กนั้นจะสัมฤทธิ์ผลด้านใดบ้าง (เอาแค่ประโยคเดียวนะครับ ขอแค่ตอบมาได้ในประโยคเดียวเท่านั้น)
ผมคิดว่าการศึกษานั้นสมควรจะอิงกับชุมชนมากกว่าส่วนกลางครับ ส่วนกลางนั้นควรจะกำหนดแค่โครงร่างหลักสูตรหลัก เช่น เลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แต่หลักสูตรเสริมเช่น สังคมศึกษา นั้นสมควรกำหนดโดยชุมชนครับ
นั้นพูดในมุมมองของระดับประถม มัธยมนะครับ
ส่วนอุดมศึกษา อาชีวะนั้น ผมคิดว่าวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสมควรที่จะมีสิทธิในการกำหนดหลักสูตรของตัวเองพอสมควรครับ ผมอยากเห็นความหลากลายทางหลักสูตรในสังคมไทยครับ แต่ในขณะเดียวกันส่วนกลางก็สมควรที่จะมีหน่วยกำกับควบคุมหลักสูตรขึ้นมา
ผมมองถึงความมีอิสระของมหาวิทยาลัยในการสร้างหลักสูตร และบริหาร แต่ส่วนกลางทำให้หลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพ จากการควบคุม กำกับและดูแลของส่วนกลางครับ แต่ในขณะเดียวกับก็มีความยืดหยุ่นในตัวเองครับ
เช่นสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เอาแค่วิศวะโยธา อย่างเดียว ปริญญาตรี ก็สามารถแยกออกไปหลายด้านแล้วครับ แต่ตอนผมเรียนนั้น ปริญญาตรีวิศวโยธานั้น ถ้าจะไปขอ กว แล้วให้ได้แบบประเภท ก นั้นต้องจบหลักสูตรวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยที่กำหนดเท่านั้น แต่ถ้าเป็นวิศวกรรมโยธาแต่แยกย่อยออกไปอย่างอื่นก็จะไม่ได้ประเภท ก ครับ จำได้ว่าอาจารย์ที่คณะต้องไปออกแรงกันน่าดูทีเดียว
การเมืองกับการศึกษานั้นผมว่าคงจะแยกออกจากกันยากครับ ผมคิดว่าวิธีการแยกออกมาจากส่วนกลาง ก็คือทำให้ชุมชนมีส่วนกับมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นครับ
สวัสดีครับน้องต้น
สวัสดีครับพี่อัมพร
สวัสดีครับพี่เม้ง
"พี่มองถึงการบริหารนะครับ ว่าจะบริหารแยกส่วนกันได้ไหม เพราะการศึกษามันควรจะต่อเนื่องไม่มีวันหยุดในการพัฒนา ส่วนการเมืองพี่ไม่ถนัดครับ"
ถ้าการบริหารการศึกษาไม่ต้องการเงินจากการเมือง การศึกษากับการเมืองก็จะไม่มายุ่งกันครับ (คำตอบสุดท้ายครับ) :D
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้แยกกัน ก็คงต้องทำให้ระบบการบริหารการศึกษานั้นมีกระเป๋าตังค์เป็นของตัวเอง ไม่ขึ้นกับการเมืองครับ
สวัสดีครับ น้องต้น
เห็นด้วยที่บอกว่าหากคนสร้างระบบให้ระบบดี ไม่ว่าอะไรแยกหรือรวม ก็คงดีทั้งนั้น
ทุกวันนี้ที่มันสับสนวุ่นวายก้อเพราะคนเราเองนี่แหละ
ก้อนะ ชื่อมันก้อบอกความหมายอยู่แล้วว่า “คน” ใครก้อไม่รู้นิยามคำนี้ เหมาะจริงๆ
จะแยกการเมืองออกจากการศึกษา ถ้าเป็นไปได้ก้อเห็นด้วยนะ แบบถึงการเมืองจะเป็นยังงัย แต่ก้อไม่กระทบกับการศึกษา
เพราะการศึกษาเป็นส่วนสำคัญมากตัวหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมืองเราพัฒนาและอยู่รอดได้
แต่ก้อนั้นแหละนะ ถึงแยกออกมาได้ อย่าลืมนะว่าในระบบการศึกษามันก้อยังมีการเมืองภายในของมันแฝงตัวอยู่ดี
แล้วแบบนี้เราจะแยากออกได้งัย จริงไหม
สวัสดีครับ น้องลีย์
สวัสดีค่ะคุณเม้ง..คุณเม้งเป็นห่วงในเรื่องนโยบายการศึกษาที่มักเปลี่ยนไปมาตามนักการเมือง ซึ่งถ้าต้องการให้การศึกษาเติบโตต่อเนื่องจึงไม่ควรอยู่ใต้การเมืองในทุกกรณี..แต่ก็ไม่ขัดข้องถ้าการเมืองจะสนับสนุนเงินให้การศึกษาได้จัดการระบบของตนเอง …ใช่มั้ยคะ..( ถามเพื่อทำประเด็นให้ชัดเจน ^ ^ )ถ้าเราดึงการศึกษาออกมาคืนให้กับชุมชนโดยได้รับงบสนับสนุนจากรัฐที่ไม่ใช่การผ่านอบต.( ลดการควบคุมจากการเมือง )โดยเงินที่ได้นั้นถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้เพื่อการพัฒนา..ส่วนหน่วยงานอื่นๆจะร่วมสนับสนุนด้วยก็ไม่ว่าแต่การศึกษาไม่ขึ้นกับใครนอกจากตัวเอง….ถ้าทำได้ก็น่าสนใจค่ะเพราะระบบรายงานขึ้นไปตามลำดับชั้นจะน้อยลงเยอะงานก็น่าจะเดินได้เร็วและดีขึ้นเพราะมีอิสระในการคิดงาน และมีเงินในการทำงานนอกจากนี้ยังสามารถรายงานผลการทำงานกลับสู่ชุมชนได้อีกด้วยแต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่การจัดสรรเงินเพื่อให้การศึกษาได้ทำงาน..จะจัดสรรอย่างไรให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด และมีงบประมาณเพียงพอ..หรือจะลองแบบนี้ดูรัฐสนับสนุน 60 % และรัฐออกกฎบังคับให้อบต.ต้องให้งบสนับสนุนการศึกษาอีก 40 % ที่เหลือ โดยแบ่งจากรายได้ของ อบต.แต่ละแห่ง ( ถือเป็นหน้าที่ของ อบต. )..จะลงสมัครรับเลือกตั้งมั้ยคะท่าน..เพื่อจะได้ผลักดันได้สะดวก ^ ^..
สวัสดีครับ อ.ลูกหว้า
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
หัวเราะเลย..ถ้าปลูกกล้วยแล้วมีดอกออกด้านข้างได้นะคะ..สิ่งเดียวที่เบิร์ดจะซื้อคือคนที่คิดเทคนิคนี้..มิใช่ต้นกล้วยค่ะ.. อิ อิ..
บางครั้ง "การเมืองก็ไม่ค่อยอยากยุ่งกับการศึกษาเท่าไหร่หรอก" เพราะปวดหัวกับคนในวงการศึกษา
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
สวัสดีครับคุณย่ามแดง
เข้ามาลงชื่อ....
เจริญพรทุกท่าน
สวัสดีครับน้องชาย