ไม่มีใครคิดในสิ่งนี้มาก่อน ไม่ว่านักพัฒนา หรือนักวิชาการ หรือผู้นำต่างๆ แต่ชาวบ้านธรรมดาคนนี้ หรือสหายคนนี้ คิดออกมาได้ ถ้าจะกล่าวว่าสหายธีระเป็นนักคิดค้นพื้นบ้าน สิ่งที่ทำนี้ก็เป็นตัวอย่างยืนยันที่สำคัญ ที่ท่านครูบาตั้งประเด็นว่า "ถ้าขาดแคลนความรู้ ก็ยากที่จะอยู่อย่างพอเพียง"

  

ดงหลวงคือแหล่งผักหวานป่า (ที่กำลังเกิดวิกฤติ)

เมื่อเราพูดถึงการตอนผักหวานป่าที่ดงหลวง ก็ต้องพูดถึง เซียน ที่ชื่อ หมอธีระ เพราะตั้งอกตั้งใจเอาผักหวานป่ามาทดลองในสวน 

มาวันนี้ หมอธีระ เป็นนักประดิษฐ์ คิดค้นเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูงแบบประหยัดขึ้นมาอีกแล้ว

  

    

หมอธีระ ชื่อจริงนายบัวไล เชื้อคำฮด เป็นสหายที่อดีตเป็นหมอป่าคู่กับนายแพทย์แหวง โตจิราการ ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดในศูนย์กลางอำนาจรัฐ  แต่สหายธีระ คือชาวบ้านธรรมดา ที่มีร้านขายของเล็กๆน้อยๆให้ภรรยารับผิดชอบ  ส่วนตัวเองก็ขลุกอย่กับสวนผสมผสานใกล้ๆบ้าน ด้วยมีแรงงาน เพียงคนเดียวจึงทำแต่พอกำลัง วันละเล็กละน้อย  สวนเล็กๆปลูกหลายอย่างที่สำคัญคือ ผักหวานป่าที่ สวนแห่งนี้คือห้องทดลองมานานหลายสิบปี จนพบข้อเท็จจริงในเรื่องการตอนและการดูแลต้นผักหวานป่า

  

   

มาวันนี้สหายธีระแอบซุ่มเงียบทำเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูงด้วยวัสดุที่มีในท้องถิ่นโดยไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว ด้วยเคยไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิพัฒนาอีสานจังหวัดสุรินทร์ เมื่อหลายเดือนก่อน หมอธีระก็เก็บความคิดเงียบไว้เพียงคนเดียวว่าจะทำอย่างไรจึงลดต้นทุนการทำเตาลงได้

 

 เพราะจากแบบที่ศึกษามานั้นต้องซื้อถังขนาด 200 ลิตร 1 ใบราคาประมาณ 200-300 บาท หรือมากกว่านั้น ต้องซื้อท่อใยหินข้องอ และท่อตรงอีกไม่น้อยกว่า 100-200 บาท อิฐบล็อกอีก 5 ก้อน แม้ว่าจะเป็นเงินไม่กี่บาทสำหรับคนในเมืองที่รวมค่าต้นทุนนี้แล้วยังน้อยกว่าค่าเหล้าฝรั่ง 1 ขวดเลย มาวันนี้สหายธีระติดสินใจทำเตาเผาถ่านด้วยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ด้วยเศษไม้ไผ่ กิ่งไม้ที่มีอยู่ในสวน เศษลวดที่ เก็บสะสมเอาไว้ และสังกะสีเก่าๆที่พอหาเอาได้ในบ้านของตนเอง ดินเหนียวที่มีมากมายจะเอาสักเท่าไหร่  สหายธีระเอาประสบการณ์ที่ไปศึกษาดูงานที่สุรินทร์เป็นตัวตั้ง และคิดดัดแปลงเอาตามสภาพท้องถิ่นและกรอบคิดของตนเองว่า อยากจะ "ทดลอง" เป็นเตาแรกว่า

  • จะสร้างเตาในลักษณะเหมือนเอาถัง 200 ลิตรมาตั้งจะได้ไหม (แบบต้นฉบับนั้นใช้ถัง 200 ลิตรนอน)
  • ขนาดความใหญ่ของเตา น่าจะลองสักเท่าครึ่งของขนาดถัง 200 ลิตรจะพอดีไหม
  • จะใช้ไม้ไผ่และกิ่งไม้ต่างๆในสวนมาเป็นองค์ประกอบเตาเบื้องต้น สหายธีระกล่าวว่า ไม้ที่เป็นโครงร่างต้นแบบหากไหม้ไฟไป ก็เหลือดินเหนี่ยวที่เป็นเตาจริงๆคงอยู่
  • ใช้ลวดเป็นตัวยึดโยงกิ่งไม้นั้นให้เป็นรูปร่างเตา และโครงสร้างภายใน
  • ใช้ดินเหนียวเป็นตัวหลักในการสร้างเตา อัดแน่นตรงกลางแบบ
  • ทางควันออกก็ใช้ไม้ไผ่ ที่จะห่อหุ้มด้วยดินเหนียว
  • ทางติดไฟ หรือหน้าเตาก็ใช้เศษไม้แผ่นที่หุ้มด้วยดินเหนียว
  • ฝาด้านบนปิดด้วยโครงไม้ที่ยึดโยงด้วยลวดเก่าๆที่มีอยู่แล้วและอัดแน่นด้วยดินเหนียว
  • ทำหลังคาสังกะสี ด้วยสังกะสีเก่าๆที่มีอยู่
  • จะทำท่อต่อตรงท่อควันออกเพื่อรองน้ำส้มควันไม้ น้ำส้มควันไม้นี้จะมีคุณภาพแค่ไหน

 

โครงสร้างภายในเตาเผาถ่านนี้ใช้ลวดเก่าๆมาผูกโยงยึดเข้าด้วยกัน  ขอบด้านนอกและในเป็นเศษไม้ที่มีอยู่ เอามาวางเรียงกันแล้วใช้ลวดผูกเข้าด้วยกันพออยู่

ไม่มีใครคิดในสิ่งนี้มาก่อน ไม่ว่านักพัฒนา หรือนักวิชาการ หรือผู้นำต่างๆ แต่ชาวบ้านธรรมดาคนนี้ หรือสหายคนนี้ คิดออกมาได้ ถ้าจะกล่าวว่าสหายธีระเป็นนักคิดค้นพื้นบ้าน สิ่งที่ทำนี้ก็เป็นตัวอย่างยืนยันที่สำคัญ ที่ท่านครูบาตั้งประเด็นว่า "ถ้าขาดแคลนความรู้ ก็ยากที่จะอยู่อย่างพอเพียง" 

อยู่ชนบท โดยเฉพาะดงหลวง ไม้ ไร่เยอะแยะ ก็ประหยัดได้โดยไม่ต้องไปเสียเงินซื้อหาถัง 200 ลิตรให้สิ้นเปลือง ในทางปฏิบัติไม่ใช่เฉพาะราคาค่าถัง ค่าท่อเท่านั้นนะครับ หากจะซื้อต้องออกมาในเมือง เสียค่ารถอีกไม่น้อย

หากการทดลองนี้ใช้ได้ดี คำถามตามมาว่า

  • จะเกิดการยอมรับในชุมชนไหม? (Rural community adoption)
  • หากยอมรับ จะเกิดการขยายไปโดยธรรมชาติเองได้ไหม
  • การพัฒนายกระดับเตาต้นแบบนี้จะมีไหม จะเกิดไหม
  • ในเรื่องอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ จะเกิด นักประดิษฐ์พื้นบ้านอีกบ้างไหม
  • บทบาทงานพัฒนาชุมชนทั้ง "เอกชน" และ "ราชการ" อยู่ตรงไหน ?
  • น้ำส้มควันไม้จากเตานี้จะมีคุณภาพเพียงใด