คุณพ่อดิฉันบอกว่า ......"มนุษย์ทุกคนต้องมีความเชื่อ แม้แต่คนที่ไม่เชื่ออะไรเลย ก็ยังเชื่อว่าตัวไม่เชื่ออะไรเลย".......
ดิฉันฟังเมื่อสมัยสาวๆก็เห็นเป็นเรื่องขันดี แต่พอแก่ๆเข้าก็ชักจะเห็นจริง แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเชื่อไปอย่างนั้นเป็นที่สนุกสนาน อาทิเช่น
- เชื่อว่าชีวิตผูกพันอยู่กับเลข 13
....คือ ออกจะงงๆเหมือนกันนะคะ แต่ชอบคิดไปเองว่าอะไรๆที่มีส่วนทำให้เกิด หรือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านในชีวิต มักเกี่ยวพันกับเลข 13 เคยคุยและเคยอ่านเรื่องความเชื่อประมาณนี้ ก็ได้เห็นว่ามีอยู่เยอะ เลยรู้สึกว่าไม่ได้ฟุ้งซ่....เอ๊ยไม่ได้จินตนาการอยู่แต่ลำพังคนเดียว ค่อยยังชั่ว
- เชื่อว่าชอบอยู่คนเดียว
ซึ่งเชื่อไปแล้วก็ออกจะขำตัวเอง ดิฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า ที่เขาว่า "มีโลกส่วนตัวสูง" นั้น แปลว่าอะไร เพราะดิฉันเที่ยวได้บอกใครๆว่าเวลาที่มีความสุขมากคือการได้นั่งอ่านหนังสือ ได้คิด ได้เขียน ได้ฟังเพลงเย็นๆ ในห้องนอนเงียบๆ คนเดียว มีการปิดประตู ปิดม่าน แบบว่าช่างเป็นโลกส่วนตัวอะไรเช่นนี้...... ออกจะดูดีเป็นปัจเจกเอกสตรี...
แต่พอได้ยินเสียงว่าหลานน้อยๆอายุสองขวบครึ่งแวะมา .............. ดิฉันก็พร้อมที่จะเปิดม่าน เปิดประตู และเปิดแน่บแล่นถลาออกไปหาเธอ แล้วก็พร้อมจะเนรมิตโลกปัจเจกส่วนตัว(หยกๆเมื่อตะกี้) ให้เป็นแฮ้ปปี้แลนด์แดนเนรมิตรคิตตี้ทาวน์ของหลานๆ
ไม่ว่าเธอจะป่วนตู้โต๊ะเตียงของดิฉันให้ระเนระนาดประมาณใดก็ตาม ดิฉันก็ยังชอบให้หลานน้อยๆเข้ามาสนุกสนานลั้นลันลาในโลกของดิฉันอยู่ดี
- เชื่อว่าชอบเขียน .....มากกว่าชอบพูด....
ดิฉันเชื่อว่า ถ้าให้เขียน ดิฉันพอจะเขียนได้ แต่ถ้าให้พูด ดิฉันลำบากใจ ที่ผ่านมา ดิฉันโดนไปพูดไปแสดงอะไรๆหน้าชั้นตั้งแต่เด็ก ประมาณว่าเพื่อนผลัก ผลักออกไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย ทั้งๆที่ไม่ชอบเลยที่จะต้องพูด ต้องร้องเพลง ต้องแสดงอะไรต่างๆ...... พอผลักได้ทีนึง คราวต่อๆไปเพื่อนก็ผลักเอาๆ
จนวันหนึ่งได้มาเป็นครู ....ต้องมีอาชีพยืนพูดฉอดๆๆๆ (ทั้งที่เคยอยากเป็นคนเขียนบทหนังฝรั่งมากกว่า) ดิฉันก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนยึดอาชีพพูดฉอดๆๆๆๆหน้าชั้น ในวันและเวลาราชการมาจนถึงบัดนี้
อนึ่ง ทั้งที่ดิฉันเพียรพยายามภูมิใจเสนอเขียนนั่นเขียนนี่ไปมากมาย ก็หาผู้สนับสนุนและชักนำเข้าวงการไม่ได้ เขียนอะไรก็ไม่ใคร่รุ่ง จะทำผลงานวิชาการก็ออกจะหนักใจ จะทำวิจัยก็กลุ้มอย่างที่ว่า คือกลัวเขียนออกมาแล้วท่านจะชมว่า "....อ่านไม่รู้เรื่อง".....
จวบจนวันหนึ่งต้องทำงานประชุมอบรมสัมมนา ด้วยจิตวิญญาณของเลเบอร์เอ๊ยเลขาที่ดี วันนั้นพิธีกรไม่มีดิฉันก็ต้องเป็นเสียเอง...
ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ดิฉันก็หนีงานพูดต่อหน้าประชุมชนไม่พ้น งานไหนที่พิธีกรไม่มีหรือโฆษกีไม่มา ท่าน(คือพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆ)ก็จะ(กรุณา)ผลักดิฉันออกไปเป็นพิธีกรตัวสำรอง ดิฉันจะโวยวายอย่างไรก็ไม่มีใครฟัง จนกระทั่งลุกลามไปถึงงานแต่งงาน และการจัดรายการวิทยุ
งานแต่งงาน เป็นพิธีกรรมที่ทำให้ดิฉันทำหน้าที่พิธีกรอย่างสุขสมระทมใจมาก คือสุขใจแทนคู่สมรส แต่เจ็บใจที่ตัวเองไม่มีโอกาสยืนอยู่ในตำแหน่งเจ้าสาว ได้แต่ยืนมองเขามีความสุขกันตาปริบๆ คือดิฉันมีได้มีจิตคิดอิจฉาผู้ใดเลย ... .....แค่เจ็บใจตัวเองนิดๆหน่อยเท่านั้น.....
ส่วนการจัดรายการวิทยุ คือการพูดในห้องคนเดียว ที่มีช่างเทคนิคเพียงคนเดียวที่จ้องหน้าเราผ่านกระจกกั้น ดิฉันไม่กล้าบอกใครว่าดิฉันมีปัญหาอันยิ่งใหญ่ ที่คงไร้สาระในความรู้สึกของเพื่อนๆที่เคารพเช่นเคย......
ทุกครั้งที่ต้องตะเกียกตะกายไปจัดรายการวิทยุ ดิฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักให้เข้าสู่การรบแบบประจันหน้า ... โดยมีข้าศึกที่เรามองไม่เห็น ...นับจำนวนไม่ได้ และประเมินกำลังไม่ถูก ไม่รู้ไผเป็นไผ(ไผเป็นหน่อไม้) ....กำลังประเมินเราอยู่.... โดยที่เราไม่มีทางต่อสู้
และการพูด(กับคนจำนวนมากที่เราไม่เห็นตัวตน) โดยมีคนตัวเป็นๆหนึ่งคนมานั่งจ้องหน้าเรา (ด้วยความบริสุทธิ์ใจ) เช่นนี้ ทำให้คนขี้อายเป็นอันขาดอย่างดิฉัน รู้สึกอึดอัดใจเหลือประมาณ จะไปโวยวายเอากับใครก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะสวนมาให้ได้อายว่า แก่จนเป็นยายแล้ว ยังจะมาอายไม่เข้าเรื่อง
(ดิฉันนึกเถียงสวนไปอยู่ในใจว่า ถึงจะเป็นยาย ก็อายเป็นอ่ะ....)
- เชื่อว่าตัวเองเป็นคนขี้อาย
ข้อสุดท้ายนี้ ว่าไปแล้วดิฉันก็ออกจะแปลกใจตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ยังเชื่อแบบเข้าข้างตัวเองว่ามีเพื่อนร่วมโลกที่มีอาการเบี่ยงเบนไปจากนอร์มเหมือนดิฉันอยู่อีกเยอะ
ดิฉันทานข้าวที่โรงอาหารเวลากลางวันที่มีคนเยอะๆไม่ได้ รู้สึกประหม่าและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อยู่ในที่มีกิจกรรมจำเพาะซึ่งมีคนเยอะๆก็ไม่ใคร่สะดวกใจ เช่น การนั่งร่วมอยู่ในงานแต่งงาน เข้าคิวรอตรวจบัตร หรือ รอเข้าแถวซื้ออาหารในที่ๆมีผู้คนล้านแปดเป็นต้น
ดิฉันอธิบายเพื่อนยาวๆโดยละเอียดดังนี้ เธอก็สรุปสั้นๆแต่ได้ใจความว่า "...ประสาท..." แต่ดิฉันก็มิได้ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด แค่ฝากไว้ก่อนเท่านั้น
อันที่จริงอาการนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาแก่คนผิวสีเข้มอย่างดิฉันมากนัก เพราะไม่ว่าจะอายเท่าไหร่ หน้าก็ไม่เปลี่ยนสี คุณภาพผิวยังคงเข้มดีเหมือนผงไมโลบวกโอวันติน ด้วยเมลามินเข้มข้น (เรียกถูกรึปล่าวก็ไม่รู้)
แต่ปัญหาอยู่ที่ตา คือนึกแล้วก็ออกจะหนักใจ เพราะยายเอ๊ยทันทีที่นึกประหม่าอายขึ้นมา(โดยไร้เหตุผลสิ้นดี) ตาดิฉันก็จะกระพริบ ปริ๊บๆ ปริ๊บๆ ปริ๊บๆ ทำอย่างไรก็ไม่หยุด จนกว่าจะเลิกอาย ถ้าคนที่รู้นิสัยกันก็จะสังเกตเห็นได้ และจะล้อเลียนให้ได้อายหนักขึ้น
ดิฉันจึงใช้วิธี "ย้ายที่อารมณ์" คือเปลี่ยนโฟกัสจากความรู้สึกอายของตัวเอง ไปโฟกัสที่เรื่องงานแทน ทำให้ต้องมีกระดาษปากกาติดตัวอยู่เสมอ พอรู้สึกอายปุ๊บก็จดบันทึกโน่นบันทึกนี่ปั๊บ และภาคภูมิใจว่าช่างเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้
เพื่อนรู้เข้าก็สรุปให้อย่างดีเป็นคำสั้นๆเช่นเคย.... แบบที่ไม่อาจเฉลยในที่นี้ได้ คือคิดว่าปล่อยให้เป็นความลับต่อไปจะประเสริฐกว่าอ่ะค่ะ :-)
ปล. ผศ.ดร.กานดา รุณนะพงศา กรุณาส่ง tag มา ดิฉันก็เพิ่งได้ตอบ (ด้วยความเต็มใจ) แล้วก็ไม่ทราบเป็นอย่างไร ตอบทีไร...ต้องย้าว..ยาวๆ ทู้กทีค่ะ
ถึงแม้จะยาว...แต่อ่านเพลินดีครับ...
ผมว่าเป็นการเขียนที่อ่านแล้วได้อรรถรสครับ ไม่น่าจะไกลเกินฝันครับสำหรับการเป็นนักเขียน...
ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ครับ...
ขอนุญาตินำเข้าแพลนเน็ตนะครับ...
อ่านสนุกค่ะอาจารย์
แต่ยังไม่เชื่อว่าอาจารย์ชอบเขียนมากกว่าพูด
ถ้ามีโอกาส คงได้ฟังอาจารย์พูด (บรรยาย) บ้างนะคะ
สวัสดีค่ะคุณดิเรก
ดิฉันแวะไปอ่านบันทึกของคุณหลายหน และอ่านความคิดเห็นของคุณหลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้าไปเช็คชื่ออ่ะค่ะ ชอบที่คุณพูดสั้นๆแต่ได้ใจความดี (ดิฉันก็เป็นอะไรไม่รู้ชอบเขียนยาวๆ :) )
กะว่ากลับจากเดินทางไกลรอบนี้ จะหาเวลาแวะเวียนไปเยี่ยมบล็อกและสื่อสารกับสมาชิกให้มากขึ้น
ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายและให้กำลังใจนะคะ
ขอบคุณคุณต๊ะติ๊งโหน่งที่แวะมาสื่อสารกันนะคะ... ตั้งชื่อน่ารักจัง เป็นชื่อเล่นจริงๆรึปล่าวคะ?
....เอ่อ... ดิฉันชอบเขียนมากกว่าพูดจริงๆนะคะ แต่สงสัยเป็นเพราะชอบเขียนยาวๆ เลยดูเหมือนคนพูดมาก... คือพอเขียนๆไปแล้วหยุดไม่ได้ จอดไม่ทันอ่ะค่ะ ... (^_^)
อ่านแล้วสนุกดีค่ะ ถ้ามีโอกาส จะเชิญอาจารย์มาเป็นพิธีกรนะค่ะ
เพิ่งเข้ามาอ่านบันทึกจริงๆจังๆครั้งแรก...ก็ชอบและประทับใจมาก...ขอบคุณที่เขียนเรื่องที่อ่านแล้วยิ้มได้ เพลินไปกับเรื่องที่เขียน แล้วจะแวะมาอ่านใหม่นะคะ
สวัสดีค่ะคุณดอกไม้ทะเล
บอกได้คำเดียวว่าชอบค่ะ ชอบทุกเรื่อง นั่งอ่านไปยิ้มไป ราณีก็ชอบเหมือนกันค่ะที่หลาน ๆ จะเข้ามาเล่นกับเรา สุดท้ายตอนจบต้องพาไปซื้อขนมให้ทุกที กับหลาน ๆ ใจอ่อนค่ะ (แอบบอกราณีก็เหมือนเป็นคนขี้อายเหมือนกันค่ะ) มีอะไรชอบเหมือน ๆ กัน ยินดีที่ได้อ่าน ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ราณี
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ผศ.ดร.กานดา ดิฉันดีใจที่ได้เล่าเรื่องนี้นะคะ ต้องขอบพระคุณอาจารย์ด้วยที่ tag มา
เรื่องเป็นพิธีกรนี่ ดิฉันก็นึกขำตัวเองอยู่บ่อยครั้งนะคะ คือหลายๆครั้งก็คล้ายๆกับว่าเขาหันซ้ายหันขวาไม่เห็นใครแล้วก็เอาอันเนี้ยแหละ .... ใกล้มือดี เก๊าะคว้าแขนหมับ...
...ใจหายวาบทุกทีเลยเลยอ่ะค่ะ ....''' ^_^ '''....
ขอบคุณคุณพัชนีนะคะที่อ่านไปยิ้มไป ตอนเขียนดิฉันก็นั่งหัวเราะกิ๊ก ขำตัวเองเหมือนกัน..... (^_^)
เชื่อว่าอาจารย์ต้องเป็นคนเขียนเก่งแน่ๆ เพราะสำนวนอ่านแล้วเพลิดเพลิน อารมณ์ลื่นไหลมากเลยค่ะ
เพียงแต่สะกิดเรื่องความเชื่อว่า ชีวิตเกี่ยวข้องกับเลข 13 น่ะค่ะ ทำให้ฉุกคิดว่า อาจารย์ต้องเป็นคนที่ชอบความลึกลับ ชอบคิดฝัน และมีจินตนาการมากมายแน่เลย เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะคะ ถ้าผิดโปรดอย่างเคือง ^__^
k-jira เองก็ชอบสิ่งลี้ลับค่ะ ไม่ได้หมายถึง ชอบไสยศาสตร์หรือเชื่อโชคลางนะคะ แต่หมายถึง ชอบสิ่งที่มันลึกลับ เพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ชวนให้สนใจ ชวนให้คิดหาคำตอบ และจุดประกายจินตนาการได้ดี
^_________^
ดิฉันชอบเขียนแต่ไม่คิดว่าตัวเองเขียนเก่งเลยค่ะ คุณ k-jira คือดูมีน้ำมากกว่าเนื้อทุกที ประมาณว่าเขียนโดยใช้ความรู้สึกมากกว่าความรู้ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่ไม่ได้เป็นคนขี้โมโหนะคะ
คือเพื่อนบอกว่าจัดอยู่ในประเภทความรู้สึกช้า.... แบบว่าเขาไปถึงปากซอยแล้วถึงได้รู้ตัว :)
เรื่องเลข 13 นี่เป็นความเชื่อแบบสนุกสนานน่ะค่ะ อาทิเช่น จู่ๆก็พบว่าตัวอักษรชื่อนามสกุลตัวเอง นับได้ 13 ตัวพอดี (และที่จริงก็มีคนcaseนี้เป็นล้าน) คือเมื่อเห็นเป็นสถิติหลายครั้งเข้า ก็ลุ้นว่าหนต่อไปจะมีเลข 13 เข้ามาเกี่ยวข้องไหม พอลุ้นออกนอกหน้าก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใคร่ศักดิ์สิทธิ์
ต้องเผลอๆลืมๆไปเดี๋ยวก็โผล่มาใหม่ให้ลุ้น สนุกดีอ่ะค่ะ .....
ผมเกิดวันที่ 13 แถมเป็นคนขี้อายเหมือนอาจารย์ ดอกไม้ทะเล กับ อาจารย์Ranee ครับ แต่ที่แน่ๆเป็นคนไม่ชอบเขียนและไม่ชอบพูดครับ
นานๆจะมีคนชมว่าเขียนเก่ง เลยต้องมารับคำชม ขอบคุณมากครับ อิอิ