
วันนี้มหาชีวาลัยอีสาน เปิดอบรมเกษตรกรหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน กลุ่มที่1ตำบลสะแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิกทยอยเดินทางมาถึงมหาชีวาลัยอีสานเป็นกลุ่มๆ เพราะมาจากหลายหมู่บ้าน รุ่นนี้เราใช้บริการของสภาตำบลเป็นผู้คัดสรรคนมาให้ เพื่อจะเปรียบเทียบรูปแบบกันว่า ถ้าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการเรื่องคน เขาจะมีวิธีเลือกคนกลุ่มไหนอย่างไรมาอบรม และแล้วก็ไม่ผิดหวังเราได้ตัวแทนคนทั้งตำบล ชุดนี้เรามีตั้งแต่ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกอบต. อาสาสมัครพัฒนาสังคม (อพม.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารองค์กรส่วนตำบล มาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านสะแก บ้านโนนมะงา บ้านมะพริก บ้านพลับ บ้านหนองตาเพ็ง นับเป็นตัวแทนของระดับตำบลได้พอสมควร
น้องออยทำหน้าที่ลงทะเบียน นักศึกษาแจกเอกสารสอบถามความเห็น เมื่อทุกอย่างพร้อม อาจารย์อุทัย อันพิมพ์ ชวนคิดชวนคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคยในระหว่างรอเพื่อน กลุ่มที่มาช้า เพราะว่าวันนี้มีมหากรรมการอบรมชนกันหลายหน่วยงาน เกิดกระแสติ้งอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของหลายๆหน่วยงาน ไล่เลียงกันเข้ามาจนชาวบ้านหัวหมุน แต่ชาวบ้านเขาก็เก่ง บริหารจัดการคนในชุมชนได้อย่างน่าทึ่ง แบ่งกันไปใครจะไปของธกส.ใครจะไปเรื่องภัยแล้งของมหาดไทย ใครจะไปงานสุขภาวะของอสม.ใครจะไปงานศพ แจกแจงกันเสร็จสรรพคนเกือบจะเกลี้ยงหมู่บ้าน กลุ่มสุดท้ายบึ่งมาอบรมที่เรา ชาวบ้านบ่นว่าในแต่วันไม่ต้องทำอะไร แทบจะกลายเป็นนักอบรมอาชีพกันทั้งหมู่บ้าน บางคนสวมหมวกหลายใบ เดือนหนึ่งๆถูกเรียกไปอบรมไม่น้อยกว่า10วัน เอาละสิ จะมีเวลาพอเพียงที่จะเดินสายไปครบโปรแกรมไหมนี่
ชาวบ้านทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทุกคนผ่านสนามการอบรมของหน่วยงานและองค์กรต่างๆมานับสิบๆครั้ง ไปศึกษาดูงานมาแล้วทั่วประเทศ เจอบทเรียน บทเล่น บทพลิกแพลง เรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาไม่ต้องห่วง ได้รู้ได้เห็นได้ฟังจนเบื่อ เจอมาหมดวิทยากรขี้คุยทุกรูปแบบ รู้เห็นการอบรมเก่งจนกลิ้งอยู่บนใบบอนได้
เมื่อวิสัยทัศน์ของชาวบ้านเกี่ยวกับการฝึกอบรมเป็นเช่นนี้ มหาชีวาลัยอีสานจะจัดการกับต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ระดับพื้นที่อย่างไร คนที่มีใจอยากจะมาอบรมเอาความรู้ก็พอมีบ้าง เพราะได้รับข่าวสารว่าที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้มีคนไปเล่าให้ฟัง ระดับผู้นำบางคนเคยมาศึกษาดูงานก็พอมีเชื้อไปคุยให้เพื่อนในกลุ่มฟัง บางคนสมัครเข้ามาเผื่อจะมีของแจกมีเบี้ยเลี้ยงมีโครงการสนับสนุน และอีกส่วนหนึ่งมาตามโคต้าที่แบ่งกันว่าใครจะไปที่ไหนบ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายกรองสถานการณ์ประเมินสภาพของผู้เข้าการอบรมแล้ว เห็นว่าควรจะลดภาคทฤษฎีขี้โม้ลง เรื่องบรรยาย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน เก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน อย่าเพิ่งงัดขึ้นมาเดี๋ยวจะตกม้าตาย ในช่วงเช้าจึงทำความเข้าใจกันว่า ทำไมถึงมีวันนี้ ภายใน3-4วันนี้เราจะทำอะไรกันบ้าง แนะนำตัวแล้วก็พาไปชมโรงเห็ด กลับมารับประทานอาหารกลางวัน ช่วงบ่ายจับขึ้นรถไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ ซึ่งเราไปตระเวนดูล่วงหน้าไว้แล้ว ถ้าให้ชาวบ้านมาที่นี่เราต้องการให้เขาได้แนวคิดอะไรกลับไป
บังเอิญว่ามีเครือญาติกลุ่มหนึ่ง ประมาณ5-6คน จับมือกันปลูกมะเขือเทศประมาณ 7-8 ไร่ ปลูกข้าวโพด แตงกวา พริก เป็นพืชแซม กลุ่มนี้ส่งคนไปเรียนรู้วิธีทำการเกษตรแบบกึ่งธุรกิจ คือจะต้องผลิตให้ไปปริมาณและคุณภาพที่โรงงานกำหนด สิ่งที่คนกลุ่มนี้สามารถทำได้เพราะสนใจที่จะยกระดับความรู้ จึงเดินทางไปฝึกฝนวิธีการปลูกเพื่อการค้า ซึ่งจะต้องบริหารจัดการเรื่องน้ำ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ การดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อทำแบบมืออาชีพ ผลผลิตก็ออกมาเต็มพรืดไปทั้งพื้นที่
สิ่งที่ค้นพบก็คือ ยังมองเห็นความเป็นอยู่ที่พอเพียง คำนึงถึงการลงทุนที่ประหยัด และจุดดีก็คือชาวบ้านมีการคิดค้นวิธีการใหม่จากสมมุติฐานของตนเอง เช่นการให้น้ำแบบปล่อยให้ไหลไปตามร่อง การเอามูลสัตว์มาเผา การคิดค้นสูตรปุ๋ย และการครุ่นคิดเรื่องตลาด (ไปแอบถามแม่ค้าในตลาดว่าวันนี้มะเขือเทศขายราคากิโลละเท่าไหร่) ได้คำตอบว่าราคาขึ้นลงช่วงนี้อยู่ที่ 15-20 บาท/กก. ถามแม่ค้าว่าถ้าตนเองเอามาส่งเป็นประจำจะซื้อไหม แม่ค้าบอกว่าซื้อสิถ้ามะเขือเทศลูกสวยๆ ราคาเท่าไหร่ละ แม่ค้าบอกว่าจะซื้อกก.ละ3 บาท อ้าว!?? ทำไมซื้อถูกนักละ ผมขายส่งโรงงานยังได้กก.ละ5บาท นี่เก็บมาส่งถึงที่ทำไมซื้อแค่3บาท พูดเล่นรึเปล่า แม่ค้าบอกว่าฉันจะไปพูดเล่นกับแกทำไม ที่ซื้อให้นี่ก็บุญแล้ว แกปลูกมากๆมันกำลังเน่าเต็มสวนใช่ไหมละ ..นักปลูกมะเขือเทศมือใหม่หัวใจฝ่อขี้เกียจคุยต่อ เดินก้มหน้ากลับไปที่นาของแก
ในระหว่างที่แกนั่งกอดเข่าคำนึงถึงอนาคต ทีมงานของเราก็เข้าไปคุยได้ แกดีใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะตั้งแต่มาปักหลักปลูกผักอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครแวะเวียนมาชมฝีมือของแกเลย เมื่อมีคนหน้าตาดีชุดแรกไปคุยด้วย แกจึงดีใจบรรยายให้ฟังอย่างมีชีวิตชีวา.. ปลูกก็ปลูกได้ ผลผลิตและคุณภาพก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าใคร พรุ่งนี้กะว่าจะเก็บรุ่นแรกคงได้ไม่น้อยกว่า2ตัน ขายกก.ละ5บาท จะได้เงิน 10,000 บาท ถ้าทะยอยเก็บขายไปถึงรุ่นที่2 หลังจากรุ่นแรก7วัน คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ6ตัน คิดเป็นเงิน30,000บาท ก็จะคุ้มกับการลงทุน ที่เหลือให้เก็บรุ่นถัดไป ถ้าวิ่งหาตลาดภายนอกได้ และผลผลิตไม่มีภัยทางธรรมชาติมาก่อกวน น่าจะได้เงินเข้ากระเป๋าประมาณแสนเศษ นี่คีอตัวเลขที่นักปลูกมะเขือเทศคาดฝันตุ๊บๆต้อมๆ
หลังจากคณะที่ฝึกอบรมกลับจากไปดูงาน ทีมพี่เลี้ยงประจำกลุ่มก็ชวนคุยในประเด็นที่ว่า เมื่อไปเห็นของจริงเสียงจริงในพื้นที่แล้ว มีความรู้สึกและคิดเห็นกันอย่างไร ปรากฏว่าสมาชิกของเราออกความเห็นกันอย่างคึกคัก เพราะความเจนเวทีและมีภาวะผู้นำในชุมชนหลายระดับ นับตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านสะท้อนคิด ตามมาด้วยนักปลูกผักฝีมือดีในตำบล แม่ค้าผักประจำตำบล และผู้บริหารของสภาตำบล ที่พูดตบท้ายว่า ถ้าตำบลเราจะทำไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนให้กู้ยืม ปัญหาอยู่ที่ว่าคิดดีแล้วหรือยัง
ดังนั้นการที่เราตั้งเป้าเรื่องประเด็นคิดจึงไม่ผิดหวัง ทุกคนเริ่มคิดอย่างจริงจัง จากที่เคยคิดเล่นๆอะไรๆก็ทำไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีไอ้นั้นไอ้นี่ พอมาวันนี้เริ่มที่จะคิดแบบสลายข้อจำกันที่ตนเองตั้งเป็นกำแพงปริศนาไว้ หลังจากเหนื่อยในการโต้ความคิดกัน2ชั่วโมงเศษ เราก็ชวนไปกินข้าวเอาแรง พรุ่งนี้มาว่ากันต่อ ว่าจะคลี่ความคิดออกมาตีแผ่ได้อย่างไร?.
สวัสดีตอนเช้าค่ะพ่อครูฯ
รีบแวะเวียนมากราบพ่อครูฯ ก่อนที่จะรีบเร่งไปจัดกระเป๋า และอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปทำหน้าที่ "คุณลิขิต" ให้กับทีมงานของคณะแพทย์ ม.อ. ค่ะ ไปด้วยจิตอาสาค่ะ พ่อครูฯ
ไว้มีอะไรประทับใจ จะนำมาเล่าให้พ่อครูฯ ฟังนะคะ
ด้วยความเคารพคะ
ขยันจริงนะ ลูกสาวเรา จะรอฟังรายงานการแสดงฝีมือ คุณลิขิต คนเก่ง
อรุณสวัสดิ์ค่ะพ่อครูขา
ตื่นแล้วค่ะ เดี๋ยวคุณนาย(สายเสมอ)จะไปรับพลพรรครักพ่อครูบา อิอิ ^__*
มีอะไรท่านช่วยเสนอแนะด้วยนะครับ จะได้นำมาปรับรวมเป็นประเด็นสะท้อนคิดไปให้ระดับนโยบายต่อไป
พ่อเม้งตามตอนต่อๆไป จะตอบการบ้านที่เสนอมานี้ทั้งหมด ส่วนจะเคลียแค่ไหนค่อยมาดูกันอีกที เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถอุปโหลกเอาได้
ขอขอบคุณ ทองที่ปิดหลังพระอีกแล้ว
รออ่านบันทึกต่อไปค่ะ ... บันทึกนี้อ่านแล้วเห็นใจเกษตรกร...เชื่อว่าหลังจากอบรมคอร์สของครูบาที่สวนป่าแล้ว เกษตรกรน่าจะได้แนวคิดและความรู้ นำไปปฏิบัติ ในทางที่ไม่ต้องเผชิญกับกันหาทางด้านการตลาด และถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า แม่ค้า นายทุนค่ะ......
สาธุ
ตัวความรู้จะทำให้เขาเป็นมืออาชีพได้ แต่ส่วนมากจะรับรู้จึงอยู่ในระดับมือสมัครเล่น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รัฐต้องเอื้ออาทรทั้งทางตรงและทางอ้อม
การที่ผมอบรมเล็กๆน้อยๆแค่นี้ช่วยอะไรเขาได้ไม่มากหรอก ครั้นจะทำต่อยอดนอกเหนือจากนี้เราก็ไม่มีกำลังมีทุนที่จะจัดกระบวนการส่งเสริมให้เกิดผลกว่านี้
ก็ทำเท่าที่ทำได้ ถ้าใครฮึดสู้เพื่อตัวเองก็จะหลุดรอดบ่วง โง่ จน เจ็บ ได้บ้าง คาดว่าอีกไม่นานหรอกเกษตรรายย่อยจะลดลงมาก จะไปโผล่ในรูปอุตสาหกรรมการเกษตร ทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงสู่จุดนี้ เพราะมันมีพลังที่จะแข่งขันคนอื่นได้
ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นความจริง ความเปราะบางของภาคเกษตรชนบท ก็ได้แต่ห่วง เพราะตัวเราเองก็ใช่ว่าจะเอาตัวรอดได้ ยืนแปะกันอยู่ ยังล๊อกแล๊ก เพราะเรายังไม่มีระบบมารองรับ
ปลูกแล้วไปขายที่ตลาดเองจะได้ไหมคะ
ที่เชียงใหม่ถ้าเป็นผักปลอดสารพิษขายดีค่ะ เดี๋ยวนี้คนกินก็จะถามถึงแหล่งที่มาด้วย ถ้าเป็นของคณะเกษตร ผักกางมุ้ง หรือโครงการตามพระราชดำริจะขายดีค่ะ บางร้านอาหารจะขึ้นป้ายว่าใช้ผักปลอดสารพิษด้วย ..กระแสเรื่องพิษมีหน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลเหมือนกันค่ะ อย่างทางสาธารณสุขจังหวัดก็จะสุ่มตรวจสารพิษจากผักผลไม้ ทางสถาบันวิทย์ฯ ก็สุ่มตรวจเลือดทุกปี แม่ค้าขายผักต้องปรับตัว บางเจ้าต้องไปดูแหล่งปลูกเองและถ้าคนปลูกผักมาขายเองก็จะขายดี...นี่คือกระแสสังคมเมืองค่ะครูบา ..
การผลิตเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินความสามารถของเกษตรกรไทย
แต่การตลาดเสมือนยาขมที่หม้อใหญ่ ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหา และการสนับสนุนอย่างจริงจัง และเร่งด่วน
เพราะนั่นคือ กำลังใจที่สำคัญในการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรให้มีความพอเพียง และยั่งยืน
ด้วยความเคารพ
อุทัย อันพิมพ์
ถ้าเป็นเกษตรชุมชนใกล้เมืองก็จะเป็นแบบที่อาจารย์เล่า พวกนี้พออยู่ได้ เพราะมีที่ขาย และมีรายได้พอควร คุ้มค่าแรง
แต่เกษตรในชุมชนที่ห่างไกล เคยเจอแกเข็นรถใส่แตงกว่าถุงละ1กก.ขาย3 ถุง5 บาท เห็นแล้วซ็อค ขายไปได้ยังไง วันนั้นเลยขอคุยด้วย แกบอกว่าถ้าไม่เอาออกมาขายก็เหมือนปลูกทิ้ง ถึงจะขายราคาถูกก็เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนเดียวกัน แม้จะราคาถูกก็ยังต้องไสรถไปค่อนหมู่บ้านก็ยังเหลือครึ่งรถ เลยเหมาซื้อมาทั้งหมด เป็นเงิน 55 บาท แจกคนงานก็ยังเหลือไปแจกหมูอีก