ทราบกันโดยทั่วไปว่า ประสาทสัมผัสของเรารับรู้ได้ 5 ลักษณะ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส (ส่วนใครที่ศึกษาพุทธศาสนา อาจจะเพิ่มว่ามี ใจ เรียกว่า ธรรมารมณ์ รวมเป็น 6 อย่าง) โดยแต่ละลักษณะจะใช้อวัยวะแตกต่างกันไป เช่น ตาเห็นรูป ส่วนลิ้นก็รับรส เป็นต้น
แต่เชื่อไหมว่า มีคนพิเศษในโลกนี้จำนวนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น บางคนมองตัวเลข (หรือตัวหนังสือ) จะเห็นเป็นสี บางคนฟังเสียงดนตรี จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสัมผัสผิวหนัง ส่วนอีกคน ลิ้นชิมรสปั๊บ กลับเห็นรูปร่างตามมาด้วย!
ประสบการณ์แปลกๆ แบบนี้ ฝรั่งรู้จักมานานราว 300 ปี แล้ว และเรียกว่า ซินเนสทีเซีย (synesthesia หรือ synaesthesia) ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ คำว่า syn (ร่วม) + aisthesis (การรับรู้) หมายความว่า ประสาทสัมผัสตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป รับรู้พร้อมกันนั่นเอง
ส่วนคนที่มีประสบการณแบบนี้เรียกว่า ซินเนสทีต (synesthete) ซึ่ง (ผมว่า) ฟังแล้วแหม่งๆ จึงขอเรียกว่าคนที่เป็นซินเนสทีเซียก็แล้วกัน
การเห็นตัวเลขเป็นสี
ซินเนสทีเซียที่พบบ่อยที่สุดคือ เห็นตัวเลขหรือตัวอักษรเป็นสี (colored letters and numbers) และได้ยินเสียงเป็นสี (colored hearing) โดยความรู้สึกหรือการรับรู้แบบนี้จะคงเส้นคงวา กล่าวคือ หากชายหนึ่งเห็นตัวอักษร A เป็นสีชมพู เขาก็จะเห็นตัว A เป็นสีชมพูไปชั่วชีวิต
แต่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ คนที่เป็นซินเนสทีเซียอีกคน อาจจะเถียงว่า ตัว A เป็นสีฟ้า (หรือสีอื่น) ต่างหาก และคนๆ นั้นก็จะเห็นเป็นสีฟ้าไปชั่วชีวิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีข้อยกเว้นเหมือนกัน เพราะมีหลักฐานว่า ตัวอักษรโอ ‘O’ นั้น คนที่เป็นซินเนสทีเซียส่วนใหญ่ ราว 3 ใน 4 คน จะเห็นเป็นสีขาวตรงกัน ลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้การศึกษาปรากฏการณ์นี้ไม่ง่ายนัก
ต้องเน้นไว้ตรงนี้ว่า ในทางการแพทย์และทางจิตวิทยา ไม่ได้ถือกว่า ซินเนสทีเซียเป็นความเจ็บป่วย ในทางกลับกัน หากนักจิตวิทยาพบคนที่เป็นซินเนสทีเซียจะยิ่งชอบ เพราะจะได้ขอความร่วมมือเขา (หรือเธอ) ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปิดเผยกลไกการรับรู้ ความรู้สึกตัว การตีความของสมองเมื่อได้รับข้อมูล ไปจนถึงประเด็นเชิงปรัชญา เช่น ความจริงแท้นั้นเป็นเช่นไร
คนที่มีประสบการณ์พิเศษเช่นนี้มักจะไม่บอกใคร เพราะเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก แล้วพูดกับเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างว่า “เสียงเพลงๆ นี้ สีสวยดีเนอะ” หรือ “ไอ้ขนมนี้ รสชาติมันเหลี่ยมๆ คมๆ” ก็ย่อมจะทำให้เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างมองว่าเป็นตัวประหลาด แต่หากพูดออกไปตอนโต ก็จะทำให้คนฟังเข้าใจผิดคิดว่า คนพูดติดยาเสพติด (เช่น ยาอี) ก็เป็นได้ (กรณีหลังนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว)
ซินเนสทีเซียสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น ในกรณีของนักเขียนชาวรัสเซียคนหนึ่งชื่อ วลาดีมีร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) นั้น ตอนเด็กๆ เคยบ่นกับคุณแม่ของเขาว่า ใครกันนะทำตัว A มาผิดสี เพราะตัว A ในความคิดของเขานั้นต้องเป็นสีน้ำเงิน ไม่ใช่สีแดง
วลาดีมีร์ นาโบคอฟ นักเขียนชื่อดังที่มองเห็นตัวอักษรเป็นสี
ฝ่ายคุณแม่ของเด็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้น แทนที่จะว่าลูกเพี้ยน เธอกลับเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะเธอเองก็เป็นซินเนสทีเซียเช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อวลาดีมีร์ นาโบคอฟ มีลูกชาย ก็พบว่าลูกชายก็เป็นอีก เรียกว่าครอบครัวนี้มีประสบการณ์พิเศษเรียงติดกันถึง 3 รุ่น!
น่าสนใจว่า มีคนดังระดับโลกอีกหลายคนที่เป็นซินเนิสทีเซียด้วยเช่นกัน เช่น
- ฟรานซ์ ลิสต์ (Franz Liszt) คีตกวีและนักเปียนโนฝีมือฉกาจชาวฮังการี ซึ่งมองเห็นสีเมื่อได้ยินเสียงโน้ตดนตรี
- ริชาร์ด ไฟย์นแมน (Richard Feynman) ยอดนักฟิสิกส์อารมณ์ดี ซึ่งมองเห็นสีสันในสมการฟิสิกส์!
- วาซิลี คันดินสกี (Wassily Kandinsky) จิตรกรผู้บุกเบิกงานศิลปะนามธรรมเชื้อสายรัสเซีย ก็มองเห็นสีเมื่อได้ยินเสียงดนตรี (อย่างไรก็ดี Wikipedia ระบุว่า Wassily Kandinsky อยู่ในกลุ่มที่กำลังได้รับการตรวจสอบว่าเป็นซินเนสทีเซียหรือไม่)
ดูรายชื่อคนที่เป็นซินเนสทีเซียใน Wikipedia ที่นี่
นายแพทย์ริชาร์ด อี ไซโทวิค (Richard E. Cytowic, MD) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องซินเนสทีเซีย และผู้แต่งหนังสือ ‘The Man Who Tasted Shapes’ (‘ชายผู้ลิ้มรสเป็นรูปร่าง’) ประมาณไว้ว่า โอกาสที่จะพบคนเป็นซินเนสทีเซียมีประมาณ 1 คน ใน 25,000 คน โดยสำหรับคนอเมริกัน พบว่าโอกาสที่จะพบในผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายราว 3:1 ในขณะที่ทางสหราชอาณาจักร มีนักวิจัยท่านอื่นได้ประมาณไว้สูงกว่านี้คือ 8:1 กล่าวโดยสรุป ผู้หญิงก็มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายหลายเท่า
คุณหมอริชาร์ด ไซโทวิค กำลังอธิบายเรื่องการเห็นตัวอักษรเป็นสีต่างๆ ของคนที่มีประสบการณ์ซินเนสทีเซีย
ปรากฏการณ์ซินเนสทีเซียบางลักษณะนั้นสุดแสนเหลือเชื่อ กล่าวคือ
-
- คนบางคนมองเห็นแนวคิดเชิงนามธรรมบางอย่างมีรูปร่าง (หรือโครงสร้าง) ได้ เช่น เห็นเดือนทั้ง 12 เดือน ใน 1 ปี เหมือนกับตู้ที่นั่งของชิงช้าสวรรค์ โดยมีเดือนธันวาคมอยู่ด้านล่าง และเดือนกรกฎาคมอยู่ด้านบน
- บางคนก็อาจจะเห็นกระบวนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ (math operation) เป็นรูปเป็นร่างได้
ลักษณะพิเศษเช่นนี้ นักจิตวิทยาตั้งชื่อว่า ซินเนสทีเซียเชิงแนวคิดรวบยอด (conceptual synesthesia)
มีเหมือนกันที่บางคนอาจเป็นซินเนสทีเซียได้หลายแบบพร้อมๆ กัน อย่างกรณีของ แครอล สทีน (Carol Steen) ศิลปินที่ทำงานอยู่ในนิวยอร์คนั้นพบว่า เธอเป็นซินเนสทีเซียถึง 3 แบบ!
- แบบแรก คือ เธอมองเห็นตัวเลขและตัวอักษรเป็นสี (ซึ่งเป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุด)
- แบบที่สอง คือ เธอได้ยินเสียงเป็นสี เช่น เธอบรรยายว่ามีเพลงของวงดนตรียูแมน (Uman) อยู่เพลงหนึ่ง ซึ่งตัวโน้ตตัวแรกมีสีเทาๆ เป็นแถบจากสีเทาอ่อนไล่ไปหาสีเทาแก่ และบนแถบสีเทานั้นมีจุดเล็กๆ สีทองอยู่ด้วย
- แบบที่สาม ซึ่งพบไม่บ่อยนัก ก็คือ การสัมผัสในบางลักษณะ (เช่น เข็มแทงที่ผิวหนัง) จะทำให้เธอเห็นเป็นสี และรูปร่างไปด้วยพร้อมๆ กัน
Carol Steen
ศิลปินชื่อ แครอล สทีน (Carol Steen) มองเห็นสีและรูปร่างต่างๆ ขณะที่เธอฟังดนตรีหรือถูกเข็มแทงที่ผิวหนัง ในภาพนี้ เธอใช้แสงวาดภาพสิ่งที่เธอเห็นเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้
จากการศึกษาพบว่า คนที่เป็นซินเนสทีเซียมักจะถนัดซ้าย และมีความจำดีกว่าคนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย เช่น ในกรณีของเลขบัตรเครดิตยาวๆ ก็จำง่ายเพราะเห็นเป็นสีสันต่างๆ เรียงกันไป แต่ในจุดดี ก็ย่อมมีจุดด้อย เพราะคนที่เป็นซินเนสทีเซีย มักจะหลงทิศทางได้ง่ายๆ และการคิดคำนวณอาจทำได้ไม่ดีนักในหลายกรณี (เพราะตัวเลข 2 ตัวอาจปรากฏเป็นสีคล้ายๆ กัน จนสับสนว่าเป็นตัวเลขตัวไหนกันแน่!)
มีทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์นี้ไหม?
ในยุคแรกๆ เมื่อร้อยปีก่อนนู้น อธิบายกันแบบเบลอๆ ว่า ซินเนสทีเซียน่าจะคล้ายๆ เหตุการณ์ “สายสัญญาณพันกัน” (crossed wires) อย่างบางครั้งที่เราใช้โทรศัพท์บ้านคุยกับเพื่อน แต่ดันมีเสียงสนทนาของอีกคู่หนึ่งเข้ามาปนอีรุงตุงนังด้วยนั่นเอง
ทฤษฎีร่วมสมัยทฤษฎีหนึ่งเสนอโดย ไซมอน บารอน-โคเฮน (Baron-Cohen) และเพื่อนร่วมงาน ทีมวิจัยนี้บอกว่า ซินเนสทีเซียน่าจะเกิดจากเหตุผลทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองมีมากเกินพอดี ส่งผลให้การรับรู้ของประสาทสัมผัสต่างๆ ปะปนกัน เช่น การได้ยินเสียงกับการมองเห็น (ฟังเพลงบอกว่าสีนั้นสีนี้) เป็นต้น พูดง่ายๆ คือ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า สมองของคนที่เป็นซินเนสทีเซียมีโครงสร้างทางกายภาพ หรือ “ฮาร์ดแวร์ (hardware)” แตกต่างจากคนปกติ
ทีมวิจัยของไซมอน บารอน-โคเฮน ได้ศึกษาการทำงานของสมองโดยใช้เทคนิคโพสิตรอนอิมิสชัน โทโมกราฟี (Positro Emission Tomography, PET) และการสร้างภาพโดยฟังก์ชันนัล-เอ็นเอ็มอาร์ (functional-Nuclear Magnetic Resonance imaging) และพบว่า เมื่อคนที่ (อ้างว่า) เป็นซินเนสทีเซียได้ยินเสียง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นก็ทำงานด้วยจริง
ปรากฏว่า แนวคิดของบารอน-โคเฮน และเพื่อนๆ มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยคนที่เห็นด้วย เช่น ดร. ดาฟนี เมาเรอร์ (Daphne Maurer, PhD) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ (McMaster University) ก็ต่อยอดออกไปว่า เป็นไปได้ไหมที่จริงๆ แล้ว คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมๆ กับการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ซินเนสทีเซียได้อยู่แล้ว
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น การเชื่อมต่อนี้จะลดลงไปสำหรับคนส่วนใหญ่ (ประสาทสัมผัสแต่ละอย่าง ก็เลยแยกจากกัน) แต่สำหรับคนพิเศษบางคนที่การเชื่อมต่อยังเหลือค้างอยู่ ก็เลยทำให้เกิดซินเนสทีเซียสำหรับคู่ของประสาทสัมผัสที่เชื่อมต่อกันอยู่นั้น
ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย เช่น ปีเตอร์ กรอสเซนบาเชอร์ (Peter Grossenbacher) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนาโรปา (Naropa University) บอกว่า จริงอยู่ที่ซินเนสนีเซียน่าจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่ไม่จำเป็นเลยที่สมองของคนที่รู้สึกเช่นนั้นจะต้องมีสมองแตกต่างไปจากคนปกติ ดูอย่างคนที่ติดยาเสพติด (เช่น ยาอี) นั่นปะไร เห็นดอกไม้ก็บอกว่าหวาน ฟังดนตรีก็มีสีสวย ได้เช่นกัน แต่พอยาหมดฤทธิ์ ก็กลับมาเป็นปกติ
คุณปีเตอร์ก็เลยเสนอทฤษฎีว่า ในการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสหนึ่งๆ นั้น จะมีสัญญาณประสาทส่งไปยังส่วนของสมองที่รับความรู้สึกหลายอย่างร่วมกัน (multisensory area) เช่น บริเวณร่องพับของขมับส่วนบน (superior temporal sulcus) ที่อยู่ใกล้ๆ ปลายด้านบนของหูข้างขวา
จากนั้น สัญญาณดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกแต่ละอย่าง (single-sense area) ทั้งนี้ในสมองของคนปกติ จะมีการยับยั้งสัญญาณประสาทไม่ให้ไปยังส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกนั้น (เช่น ปล่อยสัญญาณประสาทที่เกิดจากเสียงให้ไปยังบริเวณที่เกี่ยวกับการรับฟังเท่านั้น แต่กั้นไม่ให้สัญญาณนี้ส่งไปยังส่วนอื่นๆ)
แต่สำหรับคนที่เป็นซินเนสทีเซีย การยับยั้งดังกล่าวเกิดขัดข้อง ทำให้สัญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องหลุดไปได้ เช่น หากสัญญาณที่เกิดจากการฟังเสียงหลุดไปยังสมองส่วนที่ทำหน้าที่มองเห็น ก็จะเห็นเสียงมีสีสัน หรือรูปร่างต่างๆ นั่นเอง
นี่เป็นแค่แนวคิดบางอย่างที่เสนอกันมาเท่านั้น แต่ถึงวันนี้ดูเหมือนจะยังฟันธงไม่ได้....
ส่วนผมนั้น แม้จะไม่ได้เป็นซินเนสทีเซีย แต่เห็นตัวเลข 100 ทีไร ก็จะนึกถึงแต่สีแดง
หากเป็น 500 ก็สีม่วง
ส่วน 1000 ก็สีน้ำตาลอมเทานิดๆ ครับ ;-)
แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา
- บทความเรื่อง Everyday fantasia: The world of synesthesia ที่ http://www.apa.org/monitor/mar01/synesthesia.html
- เว็บ http://home.comcast.net/~sean.day/Synesthesia.htm
- บทความใน Wikipedia : http://en.wikipedia.org/wiki/Synesthesia
- รายชื่อคนที่เป็นซินเนสทีเซียใน Wikipedia : http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_people_with_synesthesia
- บทสัมภาษณ์แครอล สทีน (Carol Steen) และคุณหมอริชาร์ด ไซโทวิค (Richard Cytowic) โดยโรบิน ฮิวจส์ ( Robin Hughes) พิธีกรรายการ Open Mind ใน ABC Radio National – Health Report Transcript – 8 July 1996 ที่ http://www.abc.net.au/rn/talks/8.30/helthrpt/hstories/hr080796.htm
ประวัติของบทความ
-
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คลื่นความคิด นิตยสาร สารคดี ชื่อ เห็นตัวเลขเป็นสี ... ฟังดนตรีรู้สึกหวาน ปรากฏการณ์ ‘ซินเนสทีเซีย
-
ตีพิมพ์รวมเล่มในหนังสือ Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง เล่ม 2 สนพ. สารคดี
-
ดัดแปลงเพื่อนำลงใน GotoKnow เพื่อเป็นความรู้สาธารณะ และใช้ในการอภิปรายกับประเด็นที่อาจจะเกี่ยวข้อง
แต่ผมเห็นแต่เลข 20 เป็นสีเขียวครับ พี่ชิว
ช่วงนี้ที่ร้านเงียบเหงาช่วงปิดเทอม ขายยาไม่ออก อิอิ ได้แต่แบงค์ 20 ครับ
เป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจมากครับ อ่านแล้วดันพาลไปนึกถึงเรื่อง มือปีศาจ ครับ
เป็นความผิดปกติของมือที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งจากสมอง มันทำงานของมันเอง บางทีมาบีบคอเจ้าของมือเองก็มีครับ น่ากลัวจัง
พี่ชิวเคยดูมั้ยครับ ผมดูสารคดีทาง UBC
สวัสดีครับอาจารย์
ผมมีปัญหาสงสัยนิดหนึ่งครับ คือว่าถ้าเห็นตัวอักษรเป็นสี แล้วคำจะเห็นเป็นยังไงครับ เป็นสีเรียงกันแบบรุ้งกินน้ำหรือเปล่าครับ
อีกเรื่องครับ อ่านบทความอาจารย์แล้วนึกถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน (Princeton University) ท่านหนึ่งที่ชื่อ Dr. Dimitri Tymoczko ที่ map เสียงเพลงให้เป็นรูปทรงเรขาคณิตครับ
http://music.princeton.edu/~dmitri/sciencearticle.html
http://www.harvardmagazine.com/on-line/010772.html
อันบนเป็นบทความที่ Dr. Dimitri Tymoczko เขียนส่งวารสาร Science ครับ
อันล่างเป็นลิงค์จาก Harvard magazine เกี่ยวกับเรื่องนี้แหละครับ
อ้อเกือบลืม ถ้าผมจำไม่ผิด ความคิดที่ map ดนตรีมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตเพราะว่าเขาต้องการศึกษาว่าเพลงจะดังหรือไม่ดังนะครับ เขาเชื่อว่าเพลงที่ฮิตนั้นจะมีลักษณะการเรียงตัวของรูปทรงคล้ายๆกันครับ
เรียนคุณไปอ่านหนังสือ
สุดยอดเลยครับ ผมแอบทึ่งในตัวคุณมากๆเลย คงเพราะอ่านหนังสือมามากจริงๆ ขอคาราวะด้วยอีกคนต่อจากพี่ชิวเลยนะครับ
อาจารย์ ดร.บัญชา
น่าสนใจมากเลย คงยังวิจารณ์อะไรไม่ได้...
อ่านๆ ไปก็นึกถึงความเห็นของท่านพุทธทาสในหนังสือชุดรวมปาฐกถาพุทธรรม (ถ้าจำไม่ผิด) ท่านว่าไว้ทำนองว่า...
มนุษย์โลกของเรานี้มีเพียงประสาทสัมผัส ๕ เราจึงรับรู้เฉพาะ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฎฐัพพะ ...อาจมีธรรมชาติอย่างอื่นซึ่งเราไม่สามารถรับรู้ได้ และไม่มีบัญญัติ ...อาจมีมนุษย์โลกอื่นซึ่งมีประสาทสัมผัส ๖ ๗ ๘ ...และพวกเค้าอาจรับรู้ธรรมชาติที่นอกจากนี้ได้...
ประเด็นไม่เหมือนกันกับที่อาจารย์เล่ามา แต่ก็ใกล้เคียงกัน นั่นคือ ธรรมชาตินี้ มีสิ่งที่เราต้องศึกษาอีกมาก...
เจริญพร
กราบนมัสการหลวงพี่ฯ + สวัสดีครับทุกท่าน
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลและข้อคิดเห็นต่างๆ ผมขอเวลาไปอ่านและใคร่ครวญสักหน่อยก่อนกลับมาแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง
อยากเพิ่มเติมข้อมูลน่าสนใจนิดหนึ่งว่า :
พวกยาอีที่ติดกันมากๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันทำให้คนเสพย์เป็นซินเนสทีเซียแบบชั่วคราวครับ กล่าวคือ พอเสพย์ยาเข้าไปแล้ว เมื่อได้ฟังคำพูด จะรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก หรือ เห็นดอกไม้ แล้วรู้สึกหวาน...
นี่เองที่ทำให้คนเสพย์ติดกันงอมแงม เลิกยาก เพราะเป็นประสบการณ์แปลกประหลาด คล้ายๆ เข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียวครับ!
สารภาพว่า นี่เป็นการได้ยินคำว่า "ซินเนสทีเซีย" เป็นครั้งแรกค่ะ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากๆเลย
ของ k-jira เองก็มีความรู้สึกแปลกๆกับเพลงค่ะ โดยเฉพาะเวลาฟังเพลงบรรเลง บางเพลงฟังแล้วจะเห็นภาพขึ้นในหัว
เมื่อก่อนจะเป็นเอามากๆเลยค่ะ โดยเฉพาะเวลาฟังเพลงจีน บางเพลงจะเห็นเป็นภาพทะเล บางเพลงจะเห็นเป็นภาพสะพานโค้งกลางสวนจีน ที่มีฝนกำล้งตก เสียงดนตรีที่ทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าวที่สุด คือพวกเครื่องสายค่ะ เช่น ขิม หรือ จะเข้
แต่บางเพลง ฟังแล้วจะรู้สึกบอกไม่ถูก จะเห็นภาพเป็นสี sepia (ไม่ทราบเรียกถูกไหม คือโทนสีจะออกสีน้ำตาลซีดๆ เก่าๆ เหมือนภาพถ่ายขาวดำที่มันเก่าๆ)
และเพลงที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้นมากที่สุดคือ เพลง SCARBOROUGH FAIR กับเพลง ชื่นรัก (รื่นรมย์สมอุรา ชื่นตาฟ้าเบิกบาน นกร้องขับขานสราญแสนสุขตา... ) ถ้าได้ฟังหนึ่งในสองเพลงนี้ ก็จะมีอาการเหมือนตกภวังค์เลย จนตนเองก็งง ว่ามีความหลังอะไรกับเพลงนี้ แล้วทำไม พอฟังเพลงนี้แล้วพานไปนึกเห็นภาพ เหมือนกำลังดูภาพถ่ายเก่าๆ สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังหนุ่มยังสาว เป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆ
แต่อาการพวกนี้คงไม่ใช่ "ซินเนสทีเซีย" หรอกนะ
^__^
แหะๆ เขียนเสร็จมาอ่านทวน รู้สึกว่าอาจจะเขียนแล้วสื่อความหมายผิดพลาด ที่บอกว่า "ฟังแล้วจะรู้สึกบอกไม่ถูก จะเห็นภาพเป็นสี sepia" ไม่ใช่หมายถึงภาพที่ตามองเห็นนะคะ แต่เป็นภาพที่ผุดขึ้นมาห้วงสำนึกขณะนั้นต่างหากค่ะ
สวัสดีครับ
ไม่ทราบว่าคุณ k-jira เห็นภาพเป็นแบบใน youtube อันนี้หรือเปล่าครับ http://www.youtube.com/watch?v=AVODxskoHFQ ถ้าใช่ก็สุดยอดเลยครับ
หวังว่าคงชอบนะครับ เปียโนโดย Glen Gould, conduct โดย Leonard Bernstein ครับ
สวัสดีครับ คุณจูน / k-jira
เสนอไว้เล่นๆ ว่า ปรากฏการณ์นี้พอจะเป็นพล็อตของเรื่องสั้น / นิยายแนวแฟนตาซีได้ไหมครับ... ;-)
.................................................................................
บันทึกไว้นิดหนึ่งด้วยว่า รายการเจาะใจ ที่มีคุณสัญญา คุณากร เป็นพิธีกร เคยเชิญคนๆ หนึ่งที่เป็นอัจฉริยะด้านภาษา (พูดได้กว่า 15 ภาษา)
ระหว่างสัมภาษณ์ คนๆ นี้พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า เขาเห็นตัวหนังสือเป็นสี แต่พอดีพิธีกรของรายการคงไม่รู้ว่าจุดนี้เป็นลักษณะของซินเนสทีเซีย
ผมว่าถ้าหากมีใครในวงการจิตวิทยา/จิตแพทย์ไทยสนใจ เข้าไปศึกษาสักหน่อย ก็จะได้ประโยชน์ไม่น้อยเลย (ผมรู้จักเด็กอีกคนที่อาจจะเป็นซินเนสทีเซีย เพราะเขาเคยบอกว่า เห็นตัวเลขเป็นสี...แต่ยังไม่เคยคุยกับเขามากกว่านั้นครับ)
คุณ ไปอ่านหนังสือ ครับขออนุญาตเข้าไปร่วมฟังกับคุณจูนนะครับ เพราะมากๆ ครับ ดีจริงๆ ครับ ตีตั๋วแถวหน้าสุดด้วย เห็นเขาขยับปากทำท่าทางชัดเลย ได้อารมณ์ดีจริงๆ ครับ ไม่ทราบว่าคุณ ไปอ่านหนังสือชอบของ Martha Argerich หรือเปล่าครับ ลองฟัง "Polonaise N°6 l'heroique" ดูนะครับ
อ้อ ดร.บัญชาครับ สมัยผมเรียนเรื่องโรคจิตพบมีอยู่คำๆ หนึ่งว่า synesthetic hallucination ครับ คือคนไข้บอกในสิ่งที่อวัยวะนั้นๆ รับสัมผัสไม่ได้ เช่น เย็นลำใส้ หรือสมองร้อนไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์เน้นก็คือ ต้องระวังว่าสิ่งที่คนไข้พูดจะต้องไม่ใช่การใช้คำอุปมาอุปมัย หรือเป็นคำตามระบบความเชื่อของชาวบ้าน
อย่างกรณีของคุณ k-jira นั้นเป็นลักษณะ image ครับ อันนี้ก็เจอบ่อย โดยเฉพาะเวลาเรามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเชื่อมโยงกัน เช่น ได้กลิ่นข้าวโพดคั่วแล้วภาพที่แม่พาไปดูหนังตอนเด็กๆ ก็ผุดขึ้นมาในมโนนึก
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์หมอ มาโนช ไม่ได้พบกันเสียนาน สวัสดีค่ะ _/|\_
คิดว่าคงเป็นเรื่องของ imagin เหมือนกันค่ะ ช่วงก่อนหน้านี้ ยอมรับว่าเป็นมากเลย แค่มีสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าเล็กน้อย ก็จะผูกโยงเป็นเรื่องเป็นราวได้มากมาย แม้แต่ความฝันก็ยังเป็นเรื่องเป็นราว พูดไปจะว่าแปลกก็แปลก จะว่าโม้ก็เหมือนโม้นะคะ เคยฝันเรื่องเดียวกัน ติดต่อกัน 3คืนเลยเชียวล่ะ (เหมือนดูหนังที่เนื้อหาต่อกัน 3 ภาคยังไงยังงั้น) ซึ่งก็มีข้อดีนะคะ คือสามารถเอามาเขียนนิยายได้เป็นเล่มๆ 5555
แต่ช่วงหลัง 6-7 ปีมานี้ สงสัยว่าเพราะสมองส่วนนั้นจะถูกใช้งานหนักไปหน่อย imagin อะไรไม่ค่อยออกเลย ไม่ว่าจะกระตุ้นสักแค่ไหนก็ตาม แม้แต่เวลานอน พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย แทบจะไม่ฝันอะไรเลย
สงสัยเพราะตามวัย .. 55555
สวัสดีครับ อาจารย์เก๋
ใช่แล้วครับ คนที่เป็นซินเนสทีเซียนี่ ถ้าเป็นศิลปิน ก็จะเป็นได้ดีทีเดียว เช่น ฟังเพลง เห็นเป็นสีสัน แล้วก็นำมาวาดภาพ
น่าสนใจมากค่ะอาจารย์ ถ้าเห็นเป็นสีเดียวจะถือว่าเป็น ซินเนสทีเซีย มั้ยค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์แป๋ว
เท่าที่ค้นคว้ามานี่ยังไม่เคยเห็นกรณีเห็นสีเดียวนะครับ (แต่ก็สรุปไม่ได้ว่าไม่มี) ไว้ถ้าเจอข้อมูลเพิ่มเติมที่ไหน จะนำมาแก้ไข/เพิ่มเติมในหัวข้อนี้ครับ :-)
น่าสนใจจริงๆ
ผมนึกถึงเวลาเรา "ฝัน" ที่ประสาทสัมผัสภายนอกดูจะปิด shut down ลง แต่ความฝันบางอย่างนั้นเป้นเรื่องเป็นราว มีภาพ มีเสียง ไม่แน่ใจว่ามีกลิ่นหรือไม่ และเรื่องสีในความฝันก็ยัง debate กันอยู่ (อ.มาโนช หรือใครอาจจะช่วยเติมตรงนี้)
ผมคิดว่ามีหลายตำแหน่งในสมองที่อาจจะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ "การกระตุ้นร่วม" ก็ฟังเข้าที คือเกิดตรง afferent fibre (เส้นประสาทนำเข้า) แต่ผมออกจะเชื่อไปทางเกิดที่ interpretation area มากกว่า
แม้กระทั่ง "สีแดง" ที่เราบอกว่าสีเดียวกันนั้น ผมยังสงสัยเลยว่าเราเห็น "แดงเดียวกันรึเปล่า?" นั่นคือแสงกระตุ่นจอประสาทมาจาก source เดียวกัน แต่เรื่อง quality ของการแปลผลล่ะ? คนๆนึงอาจจะเห็นสีนึง แล้วเรียนรู้ว่าชาวบ้าน พ่อแม่ เรียกเจ้านี้ว่า "สีแดง" เอ้า แดงก็แดงฟ่ะ จริงๆเขาอาจจะเห็นสีส้ม แต่เรียกเป็นสีแดงได้ไหม?
ผมยังเชื่ออีกอย่างว่า ในระดับ "การแปล" นั้น เราสามารถที่จะส้รางแต่งเติม short-cut หรือกลุ่มการรับได้ หรือถ้าไม่ถึงกับสร้าง แต่ก็ modify การรับได้ ตรงนี้อาจจะช่วยอธิบายเวลาเราเห็น "อะไร" (สี ภาพ สัตว์ ฯลฯ) แปลว่า "อบอุ่น ปลอดภัย" หรือเวลาเรา "ได้กลิ่น" อะไรแปลว่า "อันตราย ปลอดภัย หิว หรือเกิด sexual arousal" ก็ยังได้ ฉะนั้น group response นี้ก็คล้ายๆการฝึกหมาให้น้ำลายไหลของ Pavlof นั้นแหละครับ คือ เอาอาหารมาเสริฟ พร้อมๆกับสั่นกระดิ่ง หมาก็จะน้ำลายไหลเชียว จนภายหลังสั่นแต่กระดิ่งอย่างเดียวก็ทำให้หมาน้ำลายไหลได้
ในระดับ conceptual ก็ไม่น่าจะยาก อาการเกิด bliss เวลาปฏิบัติธรรมตามความเชื่อ ตามศาสนา ของตนเอง ผมก็คิดว่าเป็น acquired tract ที่เรา "ฝึกมา" เหมือนกัน
ถ้าจะให้นำไปใช้ ผมว่าทฤษฎี และปรากฏการณ์นี้ช่วยเตือนเราให้ทราบว่า "ประสาทสัมผัส" ที่เราพึ่งพาในการดำรงชีวิตนี้นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ "เชื่อถือได้ 100%" และน่าจะทำให้เราระมัดระวังเวลาที่เราจะเผลอใช้ judgemental attitude ไปตัดสินคนอื่นตามแต่สี หรือกลิ่น หรือความชอบ ของเรา ที่เราสัมผัสได้ เพราะเราสามารถมีประสาทสัมผัสที่แตกต่างกันมากๆก็ยังได้
ปัญหาที่มนุษย์ "พึ่งพา" ประสาททั้งห้า หรือหก ที่เรามี และบอกว่า reliable นั้น ณ ขณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาระดับโลก ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ ฯลฯ มากมาย
อย่าง Dr. Robert Langdon ใน The Da Vinci Code ที่เห็นประโยคมากมายแล้วสามารถดึงเอา code คำที่แอบแฝงอยู่ออกมาได้นี่ ใช่ซินแนสทีเซียในรูปแบบหนึ่งหรือไม่ค่ะพี่ชิว
อาจารย์จัน : อืมม์...ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ แต่ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นปรากฏการณ์แบบอื่น แต่ที่น่าจะใช่ คือ พระเอกคนนี้เป็น claustrophobia (โรคกลัวที่คับแคบ) ครับ จำฉากตอนเข้าไปในลิฟต์ได้ไหม?
อาจารย์ Phoenix : เรื่องฝันเป็นขาว-ดำ หรือสี นี่เดี๋ยวถ้าอาจารย์มาโนชไม่แวะมาก่อน ผมจะไปถามให้ครับ
ส่วนเรื่องเห็นสีต่างๆ นี่ ผมเคยอ่านเจอมาว่า คนในแถบเขตร้อน มีแนวโน้มจะสูญเสียความสามารถในการมองเห็นสีฟ้า และจะเรียกสีฟ้าว่า "สีเขียว" เรื่องนี้ผมเคยเขียนสรุปเป็นบทความสั้นๆ เอาไว้ด้วย ไว้จะหาโอกาสนำมาโพสต์ไว้ใน G2K ครับ
สำหรับเรื่องการแปลประสาทสัมผัสที่เรารับรู้นี่มีประเด็นให้คุยต่ออีกเยอะเลย เอาไว้ผมจะไปรบกวนขอความรู้จากอาจารย์ในบล็อกคันฉ่องนกไฟนะครับ (เอ้า! ใครสนใจตามกันมาเร้ว ;-))
เรื่องนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อ
ผไม่แน่ใจว่าในปัจจุบัน เราได้สามารถ map function of brain เป็น area ได้ขนาดไหน คือบนสมองส่วย "แปลผล" นั้น เราพอจะบอกได้คร่าวๆนะครับ เช่น area 40. 41. 42 นั้นเป็นเรื่องของ motor คือการทำ การเช้าใจ ส่วนอีก area ได้แก่ Wernicke area แถวๆ temporal lobe ก็เกี่ยวกับประสาทได้ยิน นั่นหมายความว่า ปลายประสาท ของแต่ละเส้นจะไปสิ้นสุด ณ designated neurone cells แน่นอน แต่อาจจะมีสัญญานผสมมาระหว่างทางได้ด้วย
ดังนั้นสมมติว่าถ้าเรา map neurone ที่รับแสงสีแดง (จากเส้นประสาทจากจอประสาทตา retina ที่จะมี wavelenght specific) ก็จะไปสิ้นสุดที่เซลล์สมองของมัน และไม่เคยเปลี่ยน ถ้าเรายากจะรู้ว่าเขากำลังรับ "แดง" จริงรึเปล่า ก็ทำได้สองจุด คือ tracing red signal fibres หรือ training red neurone cells เป็นต้น และทำในทำนองเดียวกัยกับกลิ่น แสง ฯลฯ