สุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะตัว ในการที่มีสิทธิที่จะรักษา ควบคุม ปรับพฤติกรรม

           4 ปีก่อน ..การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน..เริ่มต้นจากความรู้ชุดเดิม  การทำงานแบบเดิมเชื่อมการรักษาที่มีขอบเขตจำกัด ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ  เราค่อยๆคิดพัฒนาการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง  วันนี้เราพบว่าคนไข้บางส่วนของคิดว่าสุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะตัว  ในการที่มีสิทธิที่จะรักษา ควบคุม ปรับพฤติกรรม ตามความสามารถและศักยภาพ  ในมุมมองของเรา เราคิดว่าปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาที่โยงใยทุกระบบ ไม่ใช่ปัญหาของใคร   และวันนี้เราจะเริ่มมาแก้ปัญหาด้านนี้ของตา... เพื่อนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา     และพัฒนารูปแบบดูแลที่ไม่ใช่แค่เราที่เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาได้แบบจำกัด แต่เราจะมาแก้ปัญหาร่วมกัน           วันนี้ก็เช่นกันที่คลินิกเบาหวาน ได้รับคนไข้ที่ส่งต่อมาจาก GP   ทุกครั้งที่แพทย์จะให้เริ่มใช้ยาฉีด คุณตาไม่ยอมฉีด บอกแต่ว่าทำไม่ได้ ส่งไปเรียนการฉีดยากับเภสัช ก็ทำไม่ได้   เกือบหมดหวังกับการดูแลคุณตา คุณตาเป็นคนพูดน้อย ถามคำตอบคำ สุขลักษณะทั่วไปดูไม่ค่อยจะดีหนัก  เดินไม่ไหว ในการมาแต่ละครั้ง นั่ง wheel chair  มา เมื่อเราถามถึงญาติ  คุณตาจะบอกว่า ญาติต้องทำงาน มาไม่ได้ ตอบสั้นๆแล้วก็เงียบไป    คุณตาเป็นเบาหวานมา 5 ปี  ผลเลือดของเดือน ม.ค 50  ระดับ Hba1c = 12.8 bun= 33 cr= 2.8  เริ่มมีปัญหาบวมที่เท้า        

        ครั้งที่ 2    ที่อ้อเจอคุณตา เป็นครั้งแรกที่ คูณตา พาญาติมารพ. ตามที่อ้อบอก  ญาติคุณตาเป็นภรรยาดูไม่ค่อยรู้เรื่องกับการเจ็บป่วยของคุณตา   อ้อพูดคุยกับคุณตาและคุณยาย ประมาณ 30 นาที คุณยายชื่อ ยายบุ้ง อายุ 74 ปีสายตาฝ้าฟางมองตัวเลขที่ Syring ไม่เห็น อาชีพ รับจ้างถางหญ้า รายได้วันละ 50 บาท 2 ตายาย ไม่มีลูก จึงอยู่กัน 2 คน  ฐานะ ( ยากจน แบบที่ต้องส่งทำรายการสกูปชีวิตท่าจะดี )   สรุป คุณตาเลยคิดว่าเรื่องป่วยเรื่องตายเป็นเรื่องที่ตาเลือกเอง ประมาณว่า สุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะตัว  ในการที่มีสิทธิที่จะรักษา ควบคุม ปรับพฤติกรรม เพราะการรักษามันลำบาก ในการฉีดยาทั้งเช้าและเย็น   ถ้ายายบุ้งไม่ไปทำงาน อันนี้ตายเห็นๆ แถมตาย 2 คนซะด้วย  แกเลยตัดสินใจเลือกตายคนเดียว......30 นาที ผ่านไป กับการพูดคุยและให้ต่างคนต่างมองปัญหาในหลายๆมุม   ไม่รู้แง่มุมไหนที่จุดประกายให้ คุณตาเปลี่ยนวิธีคิด คุณตาบอกแต่ว่าจะลองดูที่จะฉีดยา (แต่ไม่บอกจะลองวิธีไหน )

       ครั้งที่ 3   เดือนกุมภาพันธ์ คุณตามาร.พ พร้อมคุณยาย หน้าตาดูเป็นมิตรมากขึ้น พูดคุยมากขึ้น บอกกับเราว่าหลานเป็นคนฉีดยาให้ หลานที่ว่าเป็นคนข้างบ้านที่บังเอิญมาฟังยายบ่น จึงขออาสามามีส่วนในการช่วยคุณตาฉีดยา 

<div style="text-align: center"></div> <h4 align="justify">        เดือนมีนาคม  ด้วยความเต็มใจของคุณตาและคุณยาย  เรามีนัดลงไปเยี่ยมคุณตาที่บ้าน  พร้อมทีม มีเภสัชกร  อ้อ  พยาบาลประจำ PCU และ เพื่อนเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลินที่มีประสบการณ์การใช้ยาฉีดที่ดี  และนี่อาจแสดงให้เห็นถึง ทีมเบาหวานเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ดีในหน่วยงานและ มีคนเก่งหลายคน ที่จะมาทำสิ่งดีๆร่วมกันเห็นไหมคะ ความหวังที่เคยมืดมิด ของคุณตาตลอด 3 ปี เริ่มดีขึ้น โดยการมีส่วนร่วมคิด ทุกส่วน เปลี่ยนวิธีคิด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดูแลตนเอง เกิดการดูแลตนเองที่ดีขึ้น  สิ่งที่เกิด เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ การนำผลการทดลองปฏิบัติ มาแก้ปัญหาและเพื่อนเบาหวานเป็นกระบวนการก้าวกระโดดให้ คุณตาผ่านปัญหานั้นได้ อย่างมีความสุขตามสภาพที่ควรจะเป็น เพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนดูแลอย่างมีความสุขตามประสาผู้ให้ที่มีจิตอาสา  เราบรรลุเป้าหมายไปอีก 1 ขั้น คือ พัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถควบคุมและปรับปรุงสุขภาพตนเองได้ ซึ่งต้องสร้างความสามารถให้บุคคลและชุมชน ทำงานแบบมีส่วนร่วม และดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน </h4><h4 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal" align="justify"> สุขภาพเป็นของทุกคน ดังนั้นการสร้างสุขภาพจึงสมควรให้ทุกคนมามีส่วนร่วมในการคิด ตกลงใจ ตัดสินใจ ร่วมทำสร้างผู้นำที่เป็นตัวอย่างที่ดี และสร้างแรงจูงใจให้ตระหนัก และเห็นความสำคัญ ใช้พลังคน พลังสังคม พลังการรวมกลุ่ม พลังการเรียนรู้ สู่การขับเคลื่อนสุขภาพดี ให้เกิดขึ้น  สร้างคนไข้ให้มีสุขภาพที่ดีมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีความสุข อย่างทั่วถึงกัน </h4><h4 align="justify"><div style="text-align: center"></div></h4><h4 align="justify">      วันนี้หลังตรวจเสร็จ คุณยายเข้ามาไหว้และจับมืออ้อ ไว้แน่น อยู่นาน ยายยิ้มแต่ตาเริ่มแดง  บอกว่าขอบคุณ  และขอลากลับไป        อ้อรู้สึกได้ ว่าความสุขของคนทำงานอยู่แค่เอื้อมจริงๆ  …   </h4><h4 align="justify"> ผู้เล่า รัชดา พิพัฒน์ศาสตร์22 มี.ค 50 </h4>