2. การเลี้ยงโค- กระบือที่เหมาะสม เป้าหมายที่ชาวดอนแรดร่วมกันค้นหาผ่านงานวิจัย (โครงการการศึกษารูปแบบการเลี้ยงโค - กระบือ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ป่าทาม ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์)

                “ พวกเราชาวบ้านไม่เคยทำวิจัยมาก่อน ทำวิจัยครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ข้อมูลเรื่องราวของชุมชนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเลี้ยงวัว- ควาย และการเปลี่ยนแปลงในเรื่องพื้นที่จากอดีต 70-80 ปีที่ผ่านมา เข้าใจสภาพปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยรู้เรื่องอย่างละเอียดแบบนี้ ทำให้รู้จักสังเกต รู้จักตั้งประเด็นคำถาม ทำให้เกิดความคิดเป็นขั้นตอน เป็นระบบอย่างเป็นกระบวนการเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ตนเองต้องการ ต้องฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทำให้เป็นคนต้องค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ รู้วิธีการที่จะประสานหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือที่จะทำงาน รู้สึกภูมิใจที่ทำได้สำเร็จ” (บุญมี โสภัง หัวหน้าโครงการวิจัย)

                งานวิจัยโครงการการศึกษารูปแบบการเลี้ยงโค - กระบือ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ป่าทาม ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นโครงการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงโค- กระบือของชาวบ้านในเขตตำบลดอนแรด ที่การขาดพื้นที่ทำเลในการเลี้ยงโค- กระบือ อันเนื่องมาจากการบุกเบิกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตรมากขึ้นและพื้นที่ถูกน้ำท่วม และการสร้างเขื่อนราษีไศล ซึ่งเป็นสาเหตุให้พื้นที่และแหล่งอาหารในการเลี้ยงโค- กระบือถูกทำลายสูญหายไปสิ้น ทำให้เจ้าของต้องไปหาเกี่ยวหญ้าจากพื้นที่ตำบลอื่น รวมทั้งประสบปัญหาในเรื่องการดูแลสุขาภิบาลรักษาโรคแบบพื้นบ้านที่ชาวบ้านหันมาพึ่งยาแผนปัจจุบันมากขึ้น ถ้าหากมีการฟื้นฟูองค์ความรู้ในการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับโค- กระบือ ด้วยพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในอดีตและนำมาใช้รักษาโค- กระบือ ก็จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงโค- กระบือ อีกปัญหาหนึ่งก็คือการจัดการในเรื่องโรงเรือนจะต้องมีการจัดการที่ดีและถูกต้อง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านต้องค้นคว้าวิจัยเพื่อหารูปแบบวิธีการเลี้ยงโค- กระบือที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตำบลดอนแรด ด้านอาหาร การสุขาภิบาลแบบพื้นบ้านและการจัดการโรงเรือน เพื่อนำมาปรับรูปแบบและพัฒนาการเลี้ยงโค- กระบือให้สอดคล้องเหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในปัจจุบัน โดยการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบวิธีการเลี้ยงโค- กระบือของชาวบ้าน ตำบลดอนแรดจากอดีตถึงปัจจุบัน 2) ค้นหารูปแบบวิธีการเลี้ยงโค- กระบือที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตำบลดอนแรดด้านอาหาร การสุขาภิบาลรักษาแบบพื้นบ้านและการจัดการโรงเรือน 3) ศึกษาการนำรูปแบบวิธีการเลี้ยงโค- กระบือที่เหมาะสมไปปฏิบัติของชาวบ้านตำบลดอนแรด โดยมีพื้นที่ศึกษาวิจัยคือ พื้นที่โนน บ้านดอนแรด หมู่ที่ 3, 14, 15 บ้านหนองตอ หมู่ 8 และบ้านบัวเสียว หมู่ 7 และพื้นที่ทุ่งใกล้ทาม บ้านหาญฮี หมู่ที่ 3, 12, 16 และบ้านบึงหมู่ที่ 1 และ 9

ผลที่ได้จากการวิจัย

                จากการสัมภาษณ์และเวทีพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงวัว - ควาย ตั้งแต่อดีต- ปัจจุบัน ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงปะโยชน์ของวัว- ควายที่มีต่อครอบครัว จึงพยายามคิดหาวิธีการเลี้ยงร่วมกัน จนกระทั่งได้รูปแบบการเลี้ยงวัว- ควายที่เหมาะสม นั่นคือการเลี้ยงในโรงเรือนและใช้พื้นที่ว่างตามหัวไร่นาจัดทำเป็นแปลงหญ้า โดยทีมวิจัยทำการทดลอง จนชาวบ้านเกิดความมั่นใจและหันมาเลี้ยงวัว- ควายเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีประมาณ 50% เป็น 80% ของจำนวนครัวเรือนในตำบลดอนแรดทั้งหมด บางครอบครัวที่เคยเลิกเลี้ยงโค- กระบือ ไปแล้ว ก็หันกลับมาเลี้ยงกันใหม่อีก ส่วนครอบครัวที่มีลูกหลานทำงานอยู่ในต่างจังหวัดก็งดการส่งเงินกลับบ้าน แต่จะเก็บเงินไว้ซื้อวัว- ควายให้พ่อแม่เลี้ยง และลูกหลานในวัยเรียนหลังจากเลิกเรียนกลับบ้านก็จะช่วยพ่อแม่เกี่ยวหญ้าไว้ให้วัว- ควาย บางคนแต่เดิมกินหล้าไม่สนใจในการทำมาหากิน ปัจจุบันเริ่มสนใจหาซื้อวัว- ควายมาเลี้ยงแล้ว ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในชุมชนทั้งวิธีที่เป็นทางการ เช่น การจัดเวทีของนักวิจัยและการพูดคุยตามประสาชาวบ้านที่ชอบจับกลุ่มตั้งวงพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ เกิดการขยายผลขึ้นเองโดยธรรมชาติ

                จากแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านจึงเริ่มในเรื่องแปลงหญ้าสำหรับเป็นอาหารเลี้ยงวัว - ควาย ในฤดูทำนาและในช่วงน้ำท่วมพื้นที่ทาม โดยใช้พื้นที่หัวไร่ปลายนาหรือในเขตพื้นที่บ้านของตนเอง โดยได้มีการเรียนรู้จากกลุ่มเป้าหมายที่ทางทีมวิจัยได้คัดเลือกทำการทดลองปลูกหญ้าว่ามีขั้นตอนกระบวนการและปัญหาอุปสรรค ข้อควรระวังอย่างไร ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรู้ชุดใหม่ของชุมชนในเรื่องการปลูกหญ้า แต่ถ้าชาวบ้านมีการปลูกหญ้าจะทำให้ลดภาระในการเลี้ยงวัว- ควาย นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คือ เรื่องการจัดการโรงเรือน ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยได้จัดการให้โรงเรือนถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันวัว- ควายไม้ให้เกิดโรค โรงเรือนจะต้องมีแสงแดดส่องถึง พื้นจะไม่แฉะ ด้วยการเตรียมแกลบไว้ใส่คอกตามวิธีการโดยจะใส่แกลบรองเป็นชั้นๆ และยังมีผลพลอยได้ในเรื่องมูลสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีแกลบเป็นส่วนผสมทำให้ได้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่ดี

                ภายหลังจากเวทีเสนอผลการวิจัย ทางผู้เลี้ยงวัว - ควายได้มีการรวมกลุ่มและจัดตั้ง “ กลุ่มผู้เลี้ยงโค- กระบือตำบลดอนแรด” โดยมีนายสมิง ควรคง เป็นประธานกลุ่มฯ โดยได้กำหนดระเบียบ แผนงานและโครงการที่กลุ่มจะดำเนินต่อไปในเรื่องของพันธุ์ อาหาร การสุขาภิบาล รักษาโรค นอกจากนั้นกลุ่มได้เข้าไปบริหารดูแลสวนสมุนไพรและแปลงหญ้าให้กับผู้เลี้ยงวัว- ควาย กิโลกรัมละ 1 บาท โดยนำรายได้จากการขายหญ้ามาบำรุงรักษาแปลงหญ้าและเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกลุ่ม ต่อไปกลุ่มจะขยายต่อเรื่องแปลงหญ้ารวมโดยจะประสาน อบต. หรือกำนันเพื่อขอใช้พื้นที่สาธารณะ บ้านหาญฮี หมู่ 3 หมู่ 16 และบ้านดอนแรด หมู่ 2 เพื่อจัดทำแปลงหญ้ารวม

                ในส่วนของ อบต. เห็นชุมชนมีความตื่นตัวและสนใจในเรื่องการเลี้ยงโค - กระบือ ที่เกิดผลจากโครงการวิจัย จึงได้จัดงบประมาณจำนวน 90,000 บาท เพื่อเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงวัว- ควายของชุมชนในตำบลดอนแรด โดยนำไปจัดซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าและนำมาแจกให้กับชาวบ้าน

 ความคิดเห็น

                จากการนำเสนอผลการวิจัยเรื่อง การเลี้ยงโค - กระบือที่เหมาะสม เป้าหมายที่ชาวดอนแรดร่วมกันค้นหาผ่านงานวิจัย(โครงการการศึกษารูปแบบการเลี้ยงโค- กระบือ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ป่าทาม ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์) สรุปได้ว่าการวิจัยดังกล่าวได้เริ่มต้นจากชุมชนประสบกับปัญหาในการขาดพื้นที่ในการเลี้ยงโค - กระบือ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่สำคัญต่อการทำการเกษตรของเกษตรกรในชนบท ควบคู่กับวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่ก็ตามแต่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลแล้ว โค- กระบือยังมีความจำเป็นและมีบทบาทสำคัญต่อเกษตรกรเสมอมา การวิจัยดังกล่าวจึงเป็นการหาสาเหตุและแก้ปัญหาของชุมชนในการเลี้ยงโค- กระบือ ที่กำลังจะหายไปจากชุมชนอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไม่เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยง เช่น การบุกเบิกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตร พื้นที่ถูกน้ำท่วมไม่มีหญ้าไว้เลี้ยง การได้รับผลกระทบจากภาครัฐในการสร้างเขื่อนราษีไศล ทำให้พื้นที่ในการเลี้ยงโค- กระบือหายไป รวมทั้งการการดูแลสุขาภิบาลรักษาโรคที่พึ่งพายาแผนปัจจุบันและขาดองค์ความรู้ในการดูแลรักษาโค- กระบือที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในอดีต สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ชุมชนไม่สนใจที่จะเลี้ยงโค- กระบืออีกต่อไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านต้องค้นคว้าวิจัยเพื่อหารูปแบบวิธีการเลี้ยงโค- กระบือที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตำบลดอนแรดดังกล่าว

                ในส่วนของกระบวนการในการวิจัย คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการโดยวิธีการสัมภาษณ์ พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบเป็นทางการโดยการจัดเวทีการพูดคุย และแบบไม่เป็นทางการโดยการพูดคุยตามวงสนทนาต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลของพื้นที่ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้มีรูปแบบการชักจูงใจที่แยบยล กล่าวคือ เมื่อได้องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาแล้ว ได้ทำการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงแล้วนำมาสร้างชุดความรู้ เช่น การทดลองปลูกหญ้า การจัดการโรงเรือน ทำให้ชาวบ้านได้รับรู้และเห็นสภาพจริงผ่านการทดลอง ทำให้ง่ายต่อการชักจูงให้ชาวบ้านหันมาให้ความสนใจและร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นการนำเสนองานวิจัยและองค์ความรู้ที่ได้ต่อเวทีชุมชนเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของคณะผู้วิจัย ซึ่งทำให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจและหันมาเลี้ยงวัว - ควายเพิ่มมากขึ้นจากเดิม จากความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่การรวมกลุ่มและจัดตั้ง “ กลุ่มผู้เลี้ยงโค- กระบือตำบลดอนแรด” โดยได้กำหนดระเบียบ แผนงานและโครงการที่กลุ่มจะดำเนินต่อไปในเรื่องของพันธุ์ อาหาร การสุขาภิบาล รักษาโรค รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงวัว- ควายของชุมชนต่อไป

                การวิจัยดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าองค์ความรู้ที่มีมาตั้งแต่อดีตที่ถูกละเลยและหลงลืม ล้วนแต่มีคุณประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงกับธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง การพัฒนาใดๆ ที่ทำลายและละเลยธรรมชาติ ล้วนจะนำมาซึ่งปัญหาและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิจัยจึงเป็นการค้นหาสาเหตุที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชนผ่านกระบวนการร่วมมือร่วมใจจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานแก้ปัญหาต่างๆของชุมชนในโอกาสต่อไป