ช่วงนี้ผมได้รับโทรศัพท์เบอร์แปลกบ่อยมากครับ บางทีที่ไม่ได้รับก็ต้องขออภัย เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร..ส่วนใหญ่จะโทรมาสอบถามแนวทางการจัดการความรู้ในองค์กร ..บางคนก็ขอ File บางคนก็จะขอรูปแบบของโครงการ ..ยืนยันได้ครับว่าไม่หวง เพราะความรู้ยิ่งให้ก็ยิ่งขยายผลไปเรื่อยๆ แต่ที่ผมจะเจอบ่อยๆ ก็คือคำถาม ที่ย้อนกลับมาหลังจากที่เล่าให้ฟังแล้ว นั่นก็คือคำถามที่ว่า "ทำได้จริงหรือ" หรือไม่ก็ "ไม่น่าเป็นไปได้" ...
ไม่ผิดครับที่จะมีคำถามเหล่านั้น .แต่ที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนก็คือว่า "การจัดการความรู้ ของแต่ละองค์กร นั้น เราต้องรู้จักความต้องการขององค์กรเราก่อนครับว่าต้องการจะเดินไปทางไหน " ...บางองค์กรต้องการมี Web site ก็ไม่ยากหา Web master มาคนหนึ่งแล้วก็ให้คนในองค์กรรวบรวมความรู้มาใส่ๆๆๆๆ เข้าไป..ส่วนจะขยายผล หรือเกิดเป็นเกลียวความรู้ได้มากแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคนในองค์กรนั้นๆ เข้าไปเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน...การจัดการความรู้..ก็บอกชัดอยู่แล้วว่า "จัดการ" ฉะนั้นหากถ้าเราจะนำรูปแบบไหนมาใช้ ถ้าเราเรียนรู้หรือดูจากที่อื่นมา เราได้รูปแบบมา เราก็ต้องมา "จัดการ" เหมือนกันครับ จัดการให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวัฒนธรรมในองค์กรของเรา...ผมเชื่อว่าเรื่องของรูปแบบและวิธีการ ไม่มีใครผิดหรือใครถูกครับ..แต่ผมเชื่อว่า น่าจะเลือกรูปแบบให้เหมาะกับองค์กรของเรามากกว่า...
หลายๆท่านครับที่แลกเปลี่ยนกับผมแล้วจะถามว่า "วัดผลอย่างไร" บ้าง หรือไม่ก็ " ใช้ตำราเล่มไหน" ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า การวัดผล ที่เราใช้นั้นเรายังไม่วัดผลว่า เรามีจำนวนองค์ความรู้เท่าไหร่ แต่เราวัดที่ " พนักงานทำงานอย่างมีความสุขหรือเปล่า" โดยดูจากบรรยากาศในการทำงาน ดูจากความร่วมมือกันในทีม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหรือเปล่า ซึ่งเราจะดูจากการประเมินสุขภาพองค์กร ที่มีหน่วยงานภายนอกมาเป้นผุ้ประเมินครับ..ใช้ตำราเล่มไหน ใช้เยอะมากครับ เราไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบหรือตำรา แต่รูปแบบหรือตำราจะเป็นแนวทางให้เราดำเนินการเท่านั้นเอง ส่วนการจัดกิจกรรมหรือ เครื่องมือกระบวนการต่างๆ จะดูจากความเหมาะสมหรือจริตของกลุ่มคนที่เราเข้าไปร่วมสร้างกระบวนการมากกว่าที่จะยึดกรอบตามตำรา แต่สุดท้ายเราจะดึง หรือเชื่อมโยงกิจกรรมสู่หลักวิชาการ...
โดยสรุปแล้วการจัดการความรู้ในองค์กร ควรเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพขององค์กรเราครับ ถึงแม้จะดูงาน หรือศึกษาจากที่อื่นมา ก็คงเป็นได้แค่แนวทางหรือแนวคิดในการดำเนินการ ซึ่งเราต้องนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมอีกครั้ง..และ ไม่มีรูปแบบไหนผิดหรือถูกครับ..เพราะการจัดการความรู้ก็ไม่น่าจะมีสูตรสำเร็จที่ลอกเลียนแบบกันได้ แต่น่าจะเป็นการเรียนรู้ไป พร้อมๆกับการปฏิบัติครับ..
เป็นแนวคิดที่สุดยอดเลยครับ ขออนุญาตนำไปใช้อ้างอิงนะครับ
ดิฉันดีใจที่อาจารย์ตอบได้ชัดเจนในเรื่องของการจัดการความรู้..ที่องค์กรไหนทำ…ก็ต้องจัดการเอง..เพราะต้องเอาความรู้ที่มีในองค์กร…ที่ได้จากคนในองค์กร…มาจัดการให้เหมาะสมกับองค์กรของตน…เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็น เป้าหมาย..หรือ vision ของหน่วยงานหรือองค์กรของตน…บ้านของเรา…เราต้องจัดการเองค่ะ..แต่ที่ยากคือ..จะจัดการอย่างไรนั่นแหละค่ะตัวปัญหา…พยายามศึกษาเทคนิคต่างๆให้เข้าใจถ่องแท้ค่ะแล้วเอาที่เหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเรามาใช้….คนในบ้านจะได้มีความสุขค่ะ….ขอบคุณสำหรับบันทึกค่ะ
คุณเรวัตรค่ะ
ขอเสริมนิดนึงค่ะ การนำความรู้มาใส่ในเว็บ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากนะค่ะ ยากอย่างไร ยากในการออกแบบให้ผู้ใช้อ่านสามารถใช้งานระบบได้ง่ายด้วย หากใช้ยาก คนใช้ก็คงจะไม่อยากใช้ค่ะ หรืออาจจะเบื่อการใช้งานได้ค่ะ
สำหรับเรื่องการเรื่องการจัดการความรู้ให้เหมาะสมกับองค์กร อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เพราะแต่ละองค์กรมีัปัจจัยที่แตกต่างกันค่ะ
ขอบคุณทุกท่านครับ..
พี่หนิงครับ..วันที่ 2-5 ถ้าพี่มาที่บ้านท่านครูบาอยากแนะนำให้แลกเปลี่ยนกับคุณ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามนะครับ ซึ่งเป็นอีกท่านหนึ่งที่ทำเรื่องการจัดการความรู้ที่ปูนครับ