ผมติดค้างอาจารย์จันทวรรณไว้ในข้อคิดเห็นอันหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ว่าจะต้องเขียนเรื่อง Deep listening ตามสไตล์ (และตามความเข้าใจ) ของตัวเองในบริบทของคนเป็นนาย แต่ว่าแค่ชื่อ Deep listening ก็มีปัญหาซะแล้วครับ

คำว่า Deep listening นี้ เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในสหรัฐ มีนิยามอย่างสั้นว่า "Deep listening® is...listening in every possible way...to everything possible to hear...no matter what one is doing...Such intense listening involves...the sounds of daily life...of nature...of one's own thoughts...as well as musical sounds...Deep listening is a life practice. -- Pauline Oliveros" (คำอธิบายอย่างยาว)

ผมไม่ชอบคำอธิบายนี้ครับ คุณ Pauline Oliveros เป็นศิลปิน ซึ่งชื่นชมทุกรายละเอียด ทุกเสียง

ในเรื่องของการบริหาร แม้ว่าจะต้องใส่ใจทุกรายละเอียด แต่การที่สนใจในทุกรายละเอียด จะนำไปสู่อาการธาตุไฟเข้าแทรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การฟัง (listening) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในกระบวนการสื่อสาร/การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น; การฟังต่างกับการได้ยิน ในแง่ที่การฟังมุ่งหาความหมายเพื่อที่จะเข้าใจผู้พูด การฟังมีสติกำกับอยู่ แต่การได้ยินนั้นเสียงผ่านมาเข้าหูเฉยๆ

ผมชอบที่อาจารย์มาลินีเขียนเรื่อง Deeplistening อีกที อีกหลายๆที เมื่อสี่เดือนก่อน ซึ่ง quote ข้อความมาจากนักศาสนปรัชญา J.Krishnamurti (แฟนประจำของบล๊อก Being a boss กรุณาอ่านให้ได้ครับ ท่านจะชอบแน่ๆ)

ถ้าวัตถุประสงค์ของการฟังอยู่ที่การเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง การพูดสวน/การพูดแทรก/การเถียง/การโต้แย้ง อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้สังเกตตัวเองได้ว่าเราไม่ได้ฟังเขา เราไม่ได้ต้องการจะเข้าใจเขา เราไม่รู้ว่าเขาพูดอยู่เพื่ออะไร และเราก็ไม่สนใจเขาด้วยซ้ำไป

หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เราควรสอบทานความเข้าใจให้ชัดว่าสิ่งที่เราเข้าใจ เป็นสิ่งที่เขาต้องการสื่อมาจริงๆ (Active listening)

แต่แม้เป็น Active listening ก็ยังไม่แน่ว่าเราจะเข้าใจ เพราะว่าประสิทธิภาพของกระบวนการสื่อสารความคิดนั้น มีทั้งผู้ส่งและผู้รับ หากผู้พูด พูดไม่รู้เรื่องก็เหนื่อยเปล่า หากผู้ฟังไม่มีพื้นฐาน ต่อให้พูดไปนานก็เปล่าประโยชน์ เช่นถ้าเอาความรู้ระดับปริญญาเอกไปพูดให้เด็กมัธยมฟัง ก็คงจะงงเป็นไก่ตาแตก แต่ถ้าเอาความรู้ระดับ Ph.D. ตามนิยามแบบของ ดร.บัญชา ไปพูดให้เด็กประถม เขาอาจจะเข้าใจ; อาจมีเรื่องน่าประหลาดใจหากเอาความรู้ของเด็กๆ ไปเล่าให้พวกความรู้สูงๆ แล้วกลับไม่เข้าใจ เปรียบเหมือนคนอ่านหนังสือใกล้ตาเกินไป แทนที่จะชัด-กลับอ่านไม่ออก

ในบริบทของคนเป็นนายนั้น การตัดสินใจน่าจะเป็น informed decision มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจ ยืนห่างในระยะที่เหมาะสม ไม่ใกล้เกินไป-ไม่ไกลเกินไป มองให้เห็นประเด็นจากหลายๆ มุม จึงจะเป็นการตัดสินใจที่ดี แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยอคติ/ด้วยการตัดสินใจไว้ก่อนแล้ว/ด้วยการได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง/ด้วยการไม่รู้เรื่องแล้วยังวางฟอร์มว่ารู้เรื่องดี ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเสียเวลาฟังต่อไป

ฟังแค่ไหนจึงพอ

เรื่องนี้ตอบยากครับ แล้วแต่ว่าต้องการอะไร

หากจะฝึกวิชาจนบรรลุขั้นสูงสุด ก็ฟังจนเข้าใจแม้สิ่งที่ไม่ได้พูด เรื่องนี้ทำได้จริงๆ จากการอ่านบุคลิกภาพของผู้พูด ดูนิสัยใจคอ ประเมินร่วมกับข้อมูลอื่นที่ได้รับทราบมา (เป็นนายคน ถ้าอ่านลูกน้องไม่ออก จะเรียกตัวว่าเป็นนายได้อย่างไร)

สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจผู้พูดได้ดีที่สุด คือการถามคำถามที่ถูกต้อง แต่ปัญหาก็คือคำถามนั้นคืออะไร?!?!