พิพิธภัณฑ์คือความรู้นอกห้องเรียนที่มีพลัง

สร้างคนรุ่นใหม่...................ด้วยพิพิธภัณฑ์ความรู้ 



ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมาราว40 ปี จะว่าดีขึ้นก็มีส่วนถูกในเรื่องของวัตถุ เรื่องการเมืองการปกครองและเรื่องเศรษฐกิจที่พัฒนาเป็นระบบมากขึ้น แต่จะว่าแย่ลงก็ไม่ผิดโดยเฉพาะเรื่องคุณธรรมและคุณภาพของคนในสังคม นับวันจะมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ

คนสมัยนี้จิตใจเสื่อมลงมากโดยเฉพาะคุณธรรม ขาดการมองอนาคตเพราะไม่สนใจจะหาความรู้ใส่ตัว คนส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว จะมีชีวิตอยู่อย่างเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ชีวิตไม่ได้มีเพียงสังคมไทยเท่านั้น แต่รอบตัวเราเป็นสังคมใหญ่กว่าที่ไม่มีพรมแดนคือโลกทั้งใบนี้ เป้าหมายชีวิตที่เคยมองใกล้ตัวจึงต้องมองให้เป็นสากลมากขึ้น โดยยังรักษาเอกลักษณ์และสิ่งดีงามของเราไว้อย่างสมดุลย์

การมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันจำเป็นที่คนจะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนที่มีความรู้และเข้าใจความเป็นไปของโลกทั้งใบ เข้าใจภาพรวมของเกมการเมืองและเศรษฐกิจการค้าที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ นอกจากนี้ต้องเข้าใจสภาพและสถานะของประเทศไทยว่าอยู่ตรงไหนและจะไปทางไหนและท้ายที่สุดคนไทยในฐานะตัวเล่นหนึ่งของประเทศจะต้องทำอย่างไรจึงจะเสริมประเทศชาติในเวทีโลกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างคนรุ่นใหม่นี้แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของรัฐและต้องใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักแต่มิใช่การศึกษาในรูปแบบเดิม ต้องเป็นการศึกษาแบบใหม่ที่มุ่งผลการรับรู้และเรียนรู้ของคนเป็นหลักมากกว่าจะเน้นหลักสูตรตายตัวอยู่ในกรอบ

พิพิธภัณฑ์ความรู้-ห้องเรียนแบบใหม่ขนาดใหญ่ของสังคม
---------------------------------------------------
การศึกษาในระบบที่เหมาะสมจำเป็นต้องมีอยู่ต่อไปและควรพัฒนาการศึกษานอกกรอบหรือนอกระบบด้วยเพื่อให้ช่วยเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่อยากจะเสนอก็คือ รัฐบาลสามารถให้การสนับสนุนให้ประชาชนมีศักยภาพมากขึ้นเพื่อแข่งขันในยุคโลกภิวัฒน์ได้ มาตรการหนึ่งที่จะขอยกขึ้นมาในที่นี้คือความรู้

รัฐบาลจะต้องให้การอุดหนุนในเรื่องของความรู้ โดยการสร้างพิพิธภัณฑ์ความรู้ให้กับประชาชน ประชาชนนี้หมายถึงคนทุกระดับตั้งแต่รากหญ้า รากแก้วหรือรากใหญ่ เหตุที่ต้องเน้นทุกระดับเพราะส่วนใหญ่การสร้างพิพิธภัณฑ์จะมุ่งเน้นสนองคนที่มีความรู้ระดับหนึ่งในสังคม

การให้ความรู้แก่ประชาชนนี้ เป้าหมายก็เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นตัวเล่นหรือตัวจักรกลหนึ่งในกลไกการเมือง เศรษฐกิจการค้าของประเทศและของโลกได้
การที่ประชาชนมีความรู้ เข้าใจถึงสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง จะทำให้สามารถปรับตัวและเข้าร่วมในการแข่งขันได้

การเรียนในระบบปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาศักยภาพของคนในสังคมได้เพราะเป็นการเรียนที่มุ่งเรียนเพื่อจำและแข่งขันกันสอบเอาคะแนนสูงๆ โดยที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ในโลกสมัยใหม่เลย

การเสนอให้มีพิพิธภัณฑ์แบบใหม่นี้ ที่ไม่ใช่เพียงสถานที่แสดงศิลปะหรือวัตถุโบราณของชาติเท่านั้น แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ เทคโนโลยี กระแสความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมสมัยใหม่ ภูมิปัญญาสมัยใหม่ตลอดจนระบบการค้าเสรีที่กำลังเป็นกระแสการค้าหลักในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ด้วย

ทำอย่างไรเราจึงจะมีพิพิธภัณฑ์ที่...............เมื่อให้คนดูที่เป็นชาวบ้านระดับตาสีตาสาเดินเข้าไปทางประตูทางเข้าอย่างไม่ค่อยรู้อะไรนัก เมื่อออกมาทางประตูทางออก.......กลายเป็นคนที่เข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลกปัจจุบันได้ดีขึ้น

เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้โลกมันเปี๋ยนไปแล้ว ความเป็นประเทศ ความเป็นเขตแดนมันไม่มีแล้วแต่ได้กลายเป็นสังคมที่กว้างใหญ่อันเดียว ในทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้าไม่ว่าเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือสภาพท้องถิ่นของตนเท่านั้นอีกแล้วแต่ขึ้นอยู่กับสภาพความต้องการของโลกทั้งใบด้วย และแค่การเป็นผู้ผลิตที่รู้เรื่องการผลิตอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอแล้ว ต้องรู้เรื่องการค้า การตลาดเบื้องต้นรวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าเช่นการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องสินค้าของตนด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้จะเป็นที่จะนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาแสดงเป็นรูปธรรม แผ่กระจายให้เป็นความรู้ที่นำมาใช้ได้กับคนในประเทศ รวมทั้งแนะวิธีการที่จะปกป้องภูมิปัญญาเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยด้วย
ตาสีตาสาที่เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์นี้จะได้พอเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องรีบขึ้นรถไฟขบวนที่ชื่อว่าการค้าเสรีไปกับคนอื่นด้วยและในที่สุดเข้าใจว่าเราจะต้องเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่อย่างไรจึงจะร่วมกันต่อสู้กับภาครัฐหาผลประโยชน์จากสภาพการณ์ของโลก ภายในระยะเวลาอันสั้นที่ไม่ค่อยมีเหลือให้นี้

ผมอยากเห็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างความรู้ที่เป็นรูปธรรมแบบนี้เกิดขึ้น มากกว่าการสร้างอะไรอย่างอื่นที่สนับสนุนให้คนยึดติดกับการบริโภคทางวัตถุมากขึ้น
ถ้าจะยึดติดควรยึดติดกับการไขว่คว้าหาความรู้ใส่ตัวให้มาก เช่นตัวอย่างชาวเวียดนามรุ่นใหม่ในยุคนี้จะดีกว่า ก็ไม่ใช่เพราะสิ่งนี้หรือที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ปลูกข้าวและส่งข้าวออกเป็นจำนวนมากแทบจะไล่ทันประเทศไทยอยู่แล้ว แถมยังจะมีเวียดนามหอมมะลิออกมาแข่งกับไทยอีกในอนาคต

ความรู้ที่รัฐจะสนับสนุนแก่ประชาชนในรูปแบบพิพิธภัณฑ์นั้นจะต้องฟรี เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย ก่อให้เกิดการพัฒนาสมองทั้งสองซีกและถือเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์หรือบังคับก็ได้ ผมถือว่านี่เป็นการเรียนนอกห้องเรียนที่จำเป็นยิ่งสำหรับสังคมไทย

มีใครเคยคิดไหมว่า การจะทำให้คนในชนบทเข้าใจเรื่องการระหว่างประเทศ หรือการค้าโลกอาจจะต้องเขียนบทในเรื่องนี้ขึ้นมาสำหรับเอาไปคณะลิเกเอาไปเล่นลิเกให้ชาวบ้านดูก็อาจจะได้ผลมากกว่าการแจกเอกสารประชาสัมพันธ์หรือสัมมนาในระดับปัญญาชนเพียงอย่างเดียว

ผมเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่าหากพิพิธภัณฑ์ลุฟท์หรือพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศลสามารถดึงให้คนทั่วโลกไปท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนแล้วเกิดความนิยมชมชอบศิลปะ อาหารและสินค้าฝรั่งเศส ทำไมจะมีพิพิธภัณฑ์ไทยที่ทำให้คนไทยและคนต่างชาตมาชมกันทั่วประเทศและปลุกกระแสความนิยมไทย นิยมสินค้าไทย กระตุ้นความรักไทยให้พลุ่งพล่านออกมาบ้างไม่ได้เชียวหรือ

ลองดูตัวเลขจำนวนพิพิธภัณฑ์ในสวิตเซอร์แลนดฺกันบ้าง ประชากร 7 ล้านกว่าคน มีพิพิธภัณฑ์ 900 แห่ง โดยเฉลี่ย คนสวิสทุกคนตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไปจะไปพิพิธภัณฑ์ปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย เรียกได้ว่านอกจากห้องเรียนในโรงเรียนแล้ว เด็กสวิสและคนสวิสมีห้องเรียนสาธารณะอีกตั้ง 900 ห้องให้หาความรู้กันได้ตลอดเวลา.......

ผมเชื่อว่าหากเราคิดจะส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาสมอง เพื่อให้มีความรู้ที่เหมาะสมแล้ว ไทยเราทำได้แน่ เพราะเรามีคนเก่งอยู่ไม่น้อย การให้ความรู้แบบพิพิธภัณฑ์นี้ ถือ เป็นการลงทุนระยะยาวที่ยั่งยืนและควรทำให้มากและในโอกาสแรกเพื่อที่จะได้ลดความเสียเปรียบที่เกิดขึ้น รีบทำเถิดครับ

ด้วยความปรารถนาดี