เช้าวันที่ 16 มีนาคม 2550 มองดูนาฬิกามุมล่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ ใกล้ถึงเวลา 8.30 น. แล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่นัดหมายขึ้นรถพร้อมกับเพื่อนร่วมเดินทางอีก 2 ท่าน พวกเราจะเดินทางไปยังโรงเรียนดงบังวิทยา ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เพื่อร่วมกิจกรรม “โครงการเรียนรู้การทำงาน สานวัฒนธรรม” ของชมรมรักษ์ทางไทย องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่บ่อยนักสำหรับผมกับการที่จะได้ไปร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ในแนว “กิจกรรมนิสิตเพื่อชุมชน” อาจจะนับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที แล้วก็มาถึงยังจุดหมายปลายทาง บริเวณจัดกิจกรรมอยู่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นลานซีเมนต์ มีเวทียกพื้นสูง และอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่รอบๆโรงเรียนสมกับที่เป็นชื่อ “ดงบัง” (ดง หมายถึง ป่า)
<table border="0"><tbody>
</tbody></table></span></span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ระหว่างจัดกิจกรรม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">เมื่อไปถึงผมก็ไม่รอช้ารีบเก็บภาพกิจกรรมก่อนเป็นอันดับแรก มีนักเรียนนั่งเป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มชายกับหญิง รวมๆกันประมาณ 100 คน ด้านหลังมีกลุ่มนิสิตที่ร่วมโครงการประมาณ 20 คน และยังมีนิสิตอีกกลุ่มหนึ่งกำลังทำอาหารอยู่ที่โรงครัว สิ่งที่เห็นในกิจกรรมพอจะบ่งบอกได้ว่า “ชุมชนต้องการมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเองก็ต้องการชุมชนเช่นกัน” ผมได้รับฟังเสียงบอกเล่าจากอาจารย์ท่านหนึ่งของโรงเรียน ท่านเล่าว่า โรงเรียนอยากเห็นกิจกรรมอย่างนี้มานานแล้ว แม้ว่าช่วงนี้จะใกล้สอบและจะปิดภาคเรียน แต่ท่านอาจารย์ในโรงเรียนหลายท่านๆ ก็อยากให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้เล่น ได้ทำกิจกรรม ได้แสดงความสามารถ จึงได้จัดเวลาให้และเปิดโอกาสให้โดยเฉพาะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ช่วงเริ่มต้นของกิจกรรมก็ได้มีการปรับตัว ปรับความรู้ ความคิดให้เข้ากันกับชุมชน ต้องรู้จักชุมชนดีพอ อย่างเช่นที่อาจารย์ท่านหนึ่งท่านได้ใช้วิธีการถามถึงเรื่องราวต่างๆของชุมชนท้องถิ่นจากเด็กนักเรียน เช่น ถามถึง ที่มาหรือประวัติของหมู่บ้านทำไมถึงเป็น “ดงบัง” ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีอะไรบ้าง ทำกันอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนทำบ้าง สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนมีที่ไหนบ้าง มีจุดเด่นอย่างไรบ้าง คำถามเหล่านี้เป็นคำถามยั่วยุและเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนอยากตอบ และยังเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายเพราะเป็นเรื่องราวที่ผูกพันกับชุมชน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ไม่เพียงแต่การฟังเรื่องเล่าต่างๆ ทั้งจากอาจารย์ รุ่นพี่ๆนิสิต และยังให้เด็กนักเรียนรู้จักฟังคนอื่น เปิดให้มีโอกาสได้ไปเรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน จากคนที่เด็กรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ ในเรื่องที่ใกล้ตัวและอยู่กับชุมชนของพวกเขา แต่อาจจะไม่ได้สนใจ เช่น ผญาหรือภาษิตโบราณ นิทานหรือตำนานท้องถิ่น หมอลำหรือการแสดงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก สรภัญญะ เมื่อพวกเด็กนักเรียนได้ไปรับฟังเรื่องเล่าต่างๆจากผู้รู้แล้ว พวกเขาจะได้มาเล่าให้เพื่อนๆ พี่ๆ ในกลุ่มได้ฟังและแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">โดยข้อสรุปการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ คือ ไม่ยึดติดกับรูปแบบมากนัก เน้นการมีส่วนร่วมของทุกคนทั้งเด็กนักเรียน นิสิตรุ่นพี่ ครูอาจารย์ในโรงเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"><table border="0"><tbody>
</tbody></table></span></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">หลังกิจกรรม (AAR)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ก่อนการเดินทางไปร่วมกิจกรรม สิ่งที่คาดหวังไว้ก็คือ ประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในการจัดกรรมเพื่อชุมชน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหมาวิทยาลัย นิสิต นักเรียน อาจารย์ และชุมชน แต่เมื่อได้ร่วมกิจกรรมแล้วก็เกินคาดจริงๆ เพราะ ได้ก่อเกิดการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ในโลกที่เปิดกว้าง (อาจเป็นเพราะผมไม่เคยร่วมกิจกรรมลักษณะนี้ก็เป็นได้) ในใจก็นึกขึ้นมาได้ว่า มหาวิทยาลัยควรจะมีกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดผูกพันกับชุมชนมากขึ้น แต่ก็มีสิ่งที่น้อยกว่าที่คาดไว้ ในด้านกิจกรรมกลุ่ม เด็กนักเรียนยังไม่กล้าแสดงออกมากนัก อาจเพราะตื่นเต้น หรือเขินอาย และกิจกรรมแปลกใหม่ จึงเอาแต่นั่งฟังเฉยๆ เมื่อเปิดโอกาสให้แสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นก็ไม่ค่อยมีใครกล้า ในช่วงเดินทางกลับก็คิดว่าคงจะต้องไปถ่ายทอดเรื่องราววันนี้ให้คนอื่นๆได้รับฟัง (Blog) รับชม (ภาพ) เพื่อจะได้พูดคุยกัน แสดงความเห็นตามแต่มุมมองของแต่ละคน และคิดว่าคงไม่มีผิดไม่ถูก เพราะเราไม่ได้ดูกันในประเด็นนั้น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อมีการพูดคุยกันมากขึ้น แล้วเราได้อะไร เราได้ปฏิบัติอะไรบ้างเพื่อพัฒนาตนเอง (จิต) พัฒนางาน (ประยุกต์ใช้แนวคิดกับการทำงาน)</p> ขอได้รับความขอบคุณและขอกล่าวคำว่า "สวัสดีครับ"
เล่าและมีภาพประกอบได้ละเอียดดีค่ะ ชอบประโยคนี้ค่ะ " ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อมีการพูดคุยกันมากขึ้น แล้วเราได้อะไร เราได้ปฏิบัติอะไรบ้างเพื่อพัฒนาตนเอง (จิต) พัฒนางาน (ประยุกต์ใช้แนวคิดกับการทำงาน) "
นั่นเป็นก้าวแรกของชมรมฯ ... ซึ่งผมได้แจ้งให้ทราบแล้ว และถ้าสอบผ่านก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิด
ผมอยากให้ชมรมนี้เป็นทางเลือกของการทำกิจกรรมเรื่องวัฒนธรรมกับชุมชน....
ผมคาดหวังกับพวกเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่เสียใจถ้าพวกเขาจะยังต้องค้นหาคำตอบและกระบวนการที่แจ่มชัดมากขึ้นกว่าเดิม
ขอบคุณแทนน้อง ๆ นิสิต จริง ๆ ครับ....