ประกันชีวิต...ประกันสุขภาพ ?


หลักประกันสุขภาพ

     วันนี้ผมได้รับ Mail จากเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็น "ตัวแทนขายประกันชีวิต" แบบ Part time ด้วยความปรารถนาดีของเพื่อนคนนี้ได้เสนอขายประกันชีวิต เพราะเห็นว่า "เป็นหลักประกัน" หนึ่งของการดำเนินชีวิต เพราะนอกจากจะ "มีค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย" "เสียชีวิต" "ค่าชดเชยการทำงาน" แล้วยัง "มีเงินเก็บ" เมื่ออายุ 65 ปีด้วย

     เป็นข้อเสนอที่ดีทีเดียวสำหรับคนที่ยังไม่มีหลักประกันอะไรมากมายเหมือนผม

     แต่ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว "หลักประกันสุขภาพ" ของเราในฐานะประชาชนคนทั่วไปเนี่ย จะมีความจำเป็นอยู่มากน้อยระดับใด และที่สำคัญ ถ้าอยากจะประกันโดย "ไม่ต้องการที่จะเจ็บป่วย" หรือ "เจ็บป่วยน้อยที่สุด และเข้ารับการรักษาด้วยความจำเป็น" ผมต้อลงทุนซื้อประกันกับเพื่อนผมหรือเปล่า

     ท่านใดมีคำตอบ หรือขยายความ "หลักประกันสุขภาพ" ให้ได้ทราบบ้าง ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

ด้ยความเคารพรัก

หมายเลขบันทึก: 84603เขียนเมื่อ 17 มีนาคม 2007 12:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 ตุลาคม 2014 11:55 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (5)

นั่นซีครับ ผมก็สงสัยเหมือนกัน

ประกันแบบรวมเรื่องการออมไว้ด้วย กับแบบที่เราแยกออมเอง (ทำแผนเอง) อย่างไหนดีกว่าครับ แต่ละแบบข้อดี ขัอเสียอย่างไร

ผมเคยเขียนเรื่องการออมไว้ ๒ ครั้ง คือ

ออมแล้วไม่อด จดแล้วไม่จน (http://gotoknow.org/blog/surachetv/81935)

และ เงินออมไม่ใช่เงินได้ลบด้วยเงินจ่าย (http://gotoknow.org/blog/surachetv/82000)

ขอบคุณครับที่ยกประเด็นนี้มาพูดคุย...

ผมเองเชื่อว่า

  • การออม ต้องปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตตัวเอง
  • การประกัน ก็ต้องปรับเข้าหาวิถีชีวิตตนเอง
  • มากไปก็ไม่เกิดประโยชน์
  • น้อยไปก็ทำให้ชีวิตเปราะบาง
  • การประกันควรคุ้มครองความเสี่ยงแบบหลากหลายมิติ (สุขภาพ ชีวิต อุบัติภัย ฯลฯ) และทำให้พอเพียงเพื่อตอบคำถามว่า ถ้าเกิดเหตุนั้น ๆ ขึ้นกับตัว ประกันจะผ่อนหนักเป็นเบาให้ตัวเองหรือคนอยู่หลังอย่างไร และไม่สร้างภาระให้ชีวิตจนเกินไป
  • ทำประกันไม่ใช่เพื่อให้คนอยู่หลังรวยเมื่อเราตาย แต่เราต้องจนไปตลอดชีวิตเพราะต้องเอาเงินทั้งหมดไปส่งแต่เบี้ยประกัน...

การประกันในรูปการออม อาจดีกับคนที่ไม่มีนิสัยการออมและการลงทุน

แต่อาจไม่มีประโยชน์สำหรับผู้มีวินัยการออม และมีวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองอยู่แล้ว 

แต่การประกันก็มีความเสี่ยงไม่แพ้การลงทุน

ความเสี่ยงที่ว่าคือความเสี่ยงของบริษัทที่เราไปทำประกันกับเขา ซึ่งเสี่ยงพอ ๆ กับการซื้อหุ้นของบริษัทนั้น หรือซื้อหุ้นกู้ของบริษัทนั้น

ซื้อประกันสุขภาพ เป็นเงื่อนไขเฉพาะตัว เพราะในยุคปัจจุบัน อาจดูเกินจำเป็น แต่ถ้าจะซื้อความสะดวกในกรณีฉุกเฉินและหาสัดส่วนการจ่ายที่เหมาะกับตัวเองได้ ประกันสุขภาพก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่จะคุ้มหรือไม่ ต้องดูเงื่อนไขเฉพาะตัว

ส่วนเรื่องของนโยบาย เป็นเรื่องการเมือง เปลี่ยนกันได้ ก็ต้องนำประเด็นนี้มาร่วมพิจารณาความเสี่ยงด้วย ว่าอนาคตอีกนับสิบ ๆ ปีข้างหน้า อาจมีการเปลี่ยนนโยบายการรักษาพยาบาลก็ได้ ต้องคิดเผื่อตรงนั้นไว้สักนิดครับ

 

ขอบคุณสำหรับทุกข้อมูลครับ.....

หลังจากที่ผมได้รับการติดต่อ ผมเองก็ติดต่อเพื่อกลับ และขอซื้อประกันที่มีเงื่อนไข "การตรวจสุขภาพประจำปี" เพราะผมคิดว่าน่าจะสำคัญมากกว่าการมีประกันแล้วปล่อยสุขภาพ เพราะคิดว่ามีหลักประกันที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลครั้งละมากๆ เข้าโรงพยาบาลเอกชนดีๆ ได้ ซึ่งแปลกมากที่เพื่อนบอกว่าไม่มี จนผมต้องหาคำตอบต่อโดยการคุยกับหัวหน้าโซน ของบริษัท ซึ่งคำตอบที่ผมได้รับไม่ผิด คือ ทุกบริษัทไม่มีประกันที่มีการให้ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผมเองก็งงมากๆ การ "ประกันสุขภาพ" ตามแนวคิดก็น่าจะเป็นหลักของการไม่เจ็บป่วย มากกว่าเจ็บป่วย หรือตายแล้วค่อยเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ คำตอบนี้ไม่เท่าไหร่ครับ ด้วยความเป็นนักสุขภาพชุมชน ผมคุยกับตัวแขนขายประกันอยู่นานพอสมควร จนรู้จักกันระดับหนึ่ง ก็เลยพูดกันตรงไปตรงมา พี่เขาบอกต่อว่าเหตุผลที่ไม่มีการจ่ายค่าตรวจสุขภาพประจำปีเพราะ "ไม่คุ้มทุน" ในเชิงของธุรกิจ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เป็นธรรมดาของการแสวงหากำไร แต่ก็ยังสงสัยในหลายๆ ประเด็นเกี่ยวกับประกันชีวิต ซึ่งคิดว่าคงต้องหาคำตอบต่อไป แล้วจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปครับ

 ด้วยรักและเคารพ 

ในฐานะที่เป็นตัวแทนอยู่ของแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อยนะคะ คนเรามี 3 สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ 1.ถ้าเราอายุยืน 2.ถ้าเราอายุสั้น 3.เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุหรือทุพพลภาพ  ถ้าเราเกิดอายืนและไม่มีการเก็บออมไว้อย่างเพียงพอ คุณคิดว่าชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร คนเราส่วนใหญ่เกษียณการทำงานตอนอายุ 60 ปี และอายุเฉลี่ยของคนไทยก็ประมาณอายุ 80 ปี หลังจากเกษียณแล้วคุณต้องยอมรับว่ารายได้ของคุณไม่มีเข้ามาแล้ว แต่คุณยังต้องมีรายจ่ายอยู่ทุกวันถึง 20 ปี ค่าใช้จ่ายที่มีแน่นอนอยู่แล้วคือค่าอาหาร นี่ยังไม่รวมในเรื่องของค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกเช่นยารักษาโรค เอาเป็นว่าลองคิดเล่นๆดูแค่ค่าอาหารถ้าคุณกินแค่วันละ 100 บาท 20 ปีเป็นเท่าไหร่ คุณมีเงินจำนวนนี้อยู่ในบัญชีแล้วหรือยัง เชือได้ว่าคงยังไม่มี...  2.ถ้าคุณเกิดอายุสั้น ก็อาจโชคดีสำหรับคุณ แต่คนข้างหลังคุณหล่ะจะเป็นยังไง ถ้าคุณมีลูกเล็กที่ต้องดูแลคุณคิดว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลคนหนึ่งคนจบจนปริญญาต้องใช้เงินเท่าไหร่ และแน่นอนว่าเงินจำนวนนั้นก็คงยังไม่อยู่ในบัญชี เชื่อได้ว่าพ่อ แม่ทุกคนคงอยากเห็นลูกเรียนจบสูงๆ มีของเล่นดีๆ มีเสื้อผ้าดีๆใส่ แต่ถ้าว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับคุณ คุณคิดว่าลูกของคุณจะเป็นอย่างไร ถ้ารายได้ทั้งหมดมาจากคุณคนเดียว  และ 3 ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนทุพพลภาพคุณคิดว่าครอบครัวคุณจะเป็นอย่างไร... ลองไปคิดเล่นๆดูนะคะ

ขอบคุณครับคุณ
 ไม่มีรูป
ไม่แสดงตน
และยอมรับตามที่เสนอความเห็นมาครับ แต่ประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาเพื่อเติมต่อความรู้ในด้านการดูแลสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งถ้าพอมีเวลารบกวนไปอ่านต่อที่ http://gotoknow.org/blog/PrimareCare/91499 ซึ่งจำเป็นที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องทำความเข้าใจ และให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ขอบคุณครับ
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี