สนับสนุนการตีพิมพ์โดย แผนงานสนับสนุนโครงการขนาดเล็กของชุมชนในการจัดการป่า

เห็นว่ามีเหตุการณ์หมอกคัวนที่เชียงรายที่เกิดขึ้นจากไฟป่า  พอดีคุณสุรีรัตน์  กฤษณะรังสรรค์   ผู้ประสานงานแผนงานสนับสนุนโครงการขนาดเล็กของชุมชนในการจัดการป่า - UNDP    ส่งหนังสือถักทอความรู้จากแผ่นดิน   ซึ่งเป็นผลงานที่ฝึกให้ชาวบ้านในโครงการได้เขียนเรื่องเล่าด้านการจัดการป่าชุมชนของตัวเองขึ้นมา

ผมเลยขออนุญาตยกเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่ามาพอเป็นตัวอย่างสัก 1 เรื่องนะครับ

แนวกันไฟถาวร

บันทึกโดย   คำพันธ์  มหาฤทธิ์ 

ป่าชุมชนภูผาประทุม   ตั้งอยู่บ้านน้ำปู่  ตำบลบ้านหยวก  อำเภอน้ำโสม  จังหวัดอุดรธานี   มีเนื้อที่ 1,500 ไร่   ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน  ป่าภูผาประทุมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์  และสัตว์ป่าจำนวนมาก   ลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาหินปูนไม่มีแหล่งน้ำ   มีไม้เบญจพรรณหลากหลายชนิด  ได้แก่  ประดู่แดง  ตะแบก  รกฟ้า  มะค่าโมง  มะค่าแต้  และอื่นๆ  ไม้ตระกูลไผ่เกือบทุกประเภท  เช่น  ไผ่ซาง  ไผ่รวก  ไผ่ไร่  ไผ่บง  ไผ่เปราะ  เป็นต้น   จำพวกสัตว์ป่ามีหมูป่า  เก้ง  เลียงผา  ค่าง ชะนี  กระรอก  กระแต  ไก่ป่า  เม่น  เป็นต้น

ต่อมา 5 - 6 ปี คืนหลัง  ป่าได้เสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด  อาหารจากป่าก็หายากไม่ว่าจะเป็นพืชอาหาร  หรือสัตว์ป่าที่กล่าวมาข้างต้น    ปัญหาดังกล่าวเกิดจากไฟไหม้ป่าอย่างหนึ่งและจากการบุกรุกแผ้วถางขอคนที่มีไร่อยู่ติภูเขาอีกอย่าง   ไฟไหม้ส่วนมามาจากชาวไร่เผาตอซังหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต  และเกิดจากคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จุดไฟเผาป่าล่าสัตว์    สรุปแล้วทุกๆอย่างของปัญหาเกิดจากคนเป็นผู้กระทำทั้งหมด    ขนาดนักอนุรักษ์ก็ยังเคยทำลายป่ามาก่อน  ผมยอมรับว่าผมเป็นคนหนึ่ง  ตอนนั้นไม่เคยได้นึกถึงอนาคตของชุมชน  ลูกหลานและบ้านเมืองกว่าจะสำนึกได้ก็เกือบจะสาย   แต่สุดท้ายได้หันไปปรึกษาหารือกับพี่น้องในชุมชนและร่วมกันจัดการดูแลรักษาอย่างมีรูปแบบ  จึงทำให้สภาพป่าค่อยๆ สมบูรณ์ขึ้นเป็นลำดับจนเกือบจะเต็มร้อยเปอร์เซนต์แล้ว

พวกเราตั้งแต่การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาในรูปแบบคณะกรรมการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ   ทำแนวกันไฟแบบถาวรและมีกลุ่มอาสาป้องกันไฟป่าออกลาดตระเวณตลอดฤดูแล้ง  คณะกรรมการจะปิดป่าโดยเฉพาะฤดูไม้ไผ่ออกหน่อ  ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม  ถึง 15 กันยายน ของทุกปี   เพื่อให้ไม้ตระกูลไผ่มีเวลาได้ขยายพันธุ์   สำหรับการตัดไม้และล่าสัตว์นั้นจะปิดเป็นการถาวร  ยกเว้นคนยากจนมาขอไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัย  ทางคณะกรรมการก็จะพิจารณาเป็นกรณีไป

 ก่อนที่จะทำแนวกันไฟแบบถาวร คณะกรรมการป่าชุมชนภูผาประทุมเคยทำแนวกันไฟแบบชั่วคราวมาตั้งแต่ปี 2544-2546  การทำแนวกันไฟแบบชั่วคราวนั้น  ใช้ไม้หรืออุปกรณ์ที่พอหาได้  ตีเป็นแนวรอบภูเขาให้ความกว้างของแนวประมาณ 4-6 เมตร  พอถึงเดือนมกราคมของทุกปี    พวกเราก็จะเข้าไปทำแนวกันไฟแบนี้มาตลอด 3 ปี   แต่ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับการที่ทำ  เพราะไม้ในป่าผลัดใบตลอดเวลา   เมื่อทำแล้วก็ต้องเข้าไปทำอีกในสถานที่เดิม  และทำอยู่อย่างนี้หลายในแต่ละปี    ไม่อย่างนั้นใบไม้ก็จะหล่นมาทับถมแนวกันไฟทำให้ไฟลุกลามได้   ดังนั้น จึงไม่ได้ร่วมกันทำแนวกันไฟแบบถาวรด้วยการปลูกยางพาราและไม้ผลกินได้  ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาจากการประชุมหาปัญหาที่ไฟไหม้ป่า   ส่วนใหญ่ ไฟไหม้ป่าเพราะชาวไร่เผาตอซัง   ดังนั้น จึงให้ชาวไร่ปลูกยางพาราแทนเพื่อจะได้ดูแลรักษาต้นไม้ที่ตนปลูกไม่ทำให้ไฟไหม้ป่า  จึงเท่ากับเป็นการทำแนวกันไฟแบบถาวร

การจัดทำแนวกันไฟแบบถาวรนั้ป่าภูผาประทุมทำอยู่ 2 วิธี  คือ  ให้ราษฎรที่มีไร่อยู่รอบภูเขาปลูกยางพาราจากตีนเขาออกมา 40 เมตร  ยาวไปจนกว่าจะสุดเขตไร่ของแต่ละคน  และจัดทำถนนในส่วนที่ยังไม่ได้ปลูกยางพารา
ในส่วนการสนับสนุนนั้น  ป่าชุมชนภูผาประทุมได้รับงบประมาณจาก อบต. บ้านหยวก และ UNDP  คือ
+ ปี 2547 ได้รับจาก อบต. บ้านหยวก  จำวน 100,000 บาท  ได้พันธุ์กล้ายางพารา  5,000 ต้น แจกให้กลุ่มเป้าหมาย 24 ครอบครัวๆ ละ 200 ต้น
+ ปี 2548 ได้รับจาก UNDP จำนวนเงิน 80,000 บาท  ได้พันธุ์ยางพารา 4,000 ต้น   แจกให้กลุ่มเป้าหมาย 20 ครอบครัวๆ ละ 200 ต้น  พร้อมพันธุ์ไม้อาหารปลูกเสริมในส่วนที่พืชอาหารสูญหาย
+ ปี 2549 ได้รับจาก อบต. บ้านหยวก เป็นพันธุ์ยางพาราให้กลุ่มเป้าหมายครอบครัวละ 200 ต้น  พร้อมกับงบประมาณสร้างถนนแนวกันไฟอีก 100,000 บาท 

การทำงานแบบมีระบบ  ทำให้รับผลงานเป็นที่น่าพอใจมาก  ป่าภูผาประทุมได้กลับคืนสภาพอย่างเห็นได้ชัด  ให้อาหารแก่ชุมชนอย่างอุดมสมบูรณ์มากขึ้น  ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น  ได้กินพืชอาหารที่ปลอดสารพิษ  ชุมชนปลอดจากควันพิษที่เกิดจากไฟไหม้ป่า  และคนไม่กล้าที่จะจุดไฟเผาป่าล่าสัตว์  และตัดไม้เพราะมีแนวเขตถาวรจากการทำแนวกันไฟ
ถึงแม้ว่าโครงการต่างๆ จะสิ้นสุดลง  ชุมชนก็ยังจะดำเนินการต่ออย่างต่อเนื่องไม่หยุด  เพราะป่าให้คุณประโยชน์ต่อมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย  และเป็นแหล่งอาหารของชุมชนอย่างยั่งยืนไปจนชั่วลูกชั่วหลาน   การทำแนวกันไฟแบบถาวรนั้น  เท่ากับเป็นการรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงพืชอาหารและพืชสมุนไพรในป่าตลอดทั้งสัตว์ป่าทุกประเภทเช่นกัน