เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก" ด้วยประการฉะนี้แล :-)

   หลังจากเล่นตะกร้อจนเจ็บมือและอิดโรยกับการเก็บลูกตะกร้อกัน พวกเรา ๓ ชีวิตจึงเดินไปทานอาหารที่บ้านของอาจารย์ท่านหนึ่ง (โยมอุปัฎฐาก...ฮาฮา) ระหว่างเล่นตะกร้อ ท่านส่งเสียงตามสัญญาณโทรศัพท์มาบอกเพื่อนผมที่กำลังเล่นตะกร้อว่า วันนี้มีอาหารฝรั่ง ให้รีบมากินด้วย ผมก็เลยติดตามไปช่วยกินอย่าให้เหลือ "ดายของ"

   ระหว่างเดินไปนั้นเราก็คุยกันไปด้วย มีเรื่องหนึ่งที่จั๊กกะเดียมหัวใจจึงเก็บมาบันทึกไว้ทบทวนความคิด

   เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนผมเป็นสามเณรบวชเรียนภาษาบาลีอยู่ที่วัดขันเงิน จังหวัดชุมพร แหม ก็ด้วยความที่เป็นเณรน้อย ตัวเล็กๆ ความคิดมันฟุ้ง ให้นึกถึงตอนอยู่บ้าน พ่อมักจะชวนไปเล่นไก่ชน ตีไก่ชนอยู่เรื่อย ครั้นเข้ามาในวัด เห็นไก่เยอะก็เลยอยากเล่นดู โดยที่ข้างกุฎิมีไก่อยู่ฝูงหนึ่ง ในฝูงนั้นมีเจ้าพ่ออยู่ด้วยคือหัวหน้าไก่ เราเรียกว่า "จ่าฝูง" ด้วยความที่ตัวเองได้รบชนะตัวอื่นๆ ความเป็นจ่าฝูงจึงได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี เณรน้อยอยากทดลองอะไรบางอย่างในเชิงวิทยาศาสตร์ (ฮะฮะ) จึงนำมีดหม้อ (เขม่าดำที่เกาะหม้อ) ไปทาที่หน้าไก่ตัวจ่าฝูง แล้วให้มันตีกันกับไก่ลูกน้อง ปรากฏว่า ไก่ลูกน้องซึ่งเป็นรุ่นลูกจำจ่าฝูงไม่ได้ (เปาหน้าดำ) จึงตีชนะ และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจ่าฝูงแทน ส่วนอดีตไก่จ่าฝูงไม่สามารถเข้ากลุ่มเดิมได้ ต้องอยู่เพียงลำพัง สิ่งที่เพื่อนผมมาหวนคิดในวันนี้คือ รู้สึกผิดที่ไปทำอย่างนั้น ไม่น่าทำเลย นอกจากจ่าฝูงไม่สามารถอยู่กับกลุ่มได้แล้ว ตาของมันก็บอดข้างหนึ่งจากพิษร้ายของเดือยไก่ที่ตีด้วยนั้น ผมจึงคิดว่า นี่ละมั้ง คือจิตสำนึกแห่งความรู้สึก

   อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีสิ่งที่น่าคิดด้วยคือ จ่าฝูงบางตัวคิดว่า พวกลูกกระจอกไม่สามารถจะทำอะไรตนได้ จึงผยองลำพองตนด้วยอำนาจบารมี แต่เอาเข้าจริง พวกลูกกระจอก (ไก่ที่ว่านี้เพื่อนบอกว่าเป็นรุ่นลูกด้วยซ้ำ) มีอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าความคาดหมาย นั้นแสดงว่าไก่จ่าฝูงมองมองไก่ตัวอื่นต่ำไป นี้อย่างหนึ่ง จ่าฝูงเมื่อถึงคราวถูกยึดอำนาจ ก็กลายเป็นผู้นอกสังคมไป ในภาษาบ้านเราก็เรียกว่า "สุนัขหัวเน่า" ไม่มีไก่ใดสมาคมด้วย อย่างหนึ่ง การกระทำที่ทำเพราะความสนุก อยากรู้อยากเห็น อาจกลายเป็นความรู้สึกผิดตลอดไปได้ เพราะฉะนั้นอย่าเผลอใจเป็นอันขาด อย่างหนึ่ง

   เราไปถึงบ้านทานอาหารเสร็จก็ไม่อิ่ม จึงหุงข้าวและนำปลาที่นึ่งเหลือไว้เมื่อ สองสามวันก่อนออกมาอุ่น เพื่อนอีกท่านหนึ่งทำน้ำจิ้มปลานึ่ง ครั้นกินเสร็จก็คิดถึงสุนัขที่มันจะชอบเห่าเราผู้เดินผ่านมันเสมอ จนเราก็ไม่อยากจะเดินผ่าน พยายามเลี่ยงตลอด แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะจะมีสุนัขอยู่ทั่วบริเวณตั้งฐานทัพที่มั่นเป็นจุดๆไป เพื่อนผมจึงนำหัวปลาและเศษปลาที่ติดเนื้อซึ่งมีอยู่ไม่ต่ำจาก ๓ หัวและตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น ใส่ถุงใหญ่ เมื่อเดินผ่านไปมันก็เห่าเสียงดัง รบกวนชาวบ้านและเจ้าของบ้านแต่ละบ้าน (บ้านพักข้าราชการ) เพื่อนผมจึงนำหัวปลาเศษปลาโยนให้สุนัข แล้วมันก็เงียบ เดินไปเรื่อยๆ และคุยกันไป คำหนึ่งที่น่าสนใจ "สุนัขพวกนี้ชอบเห่าส่งเสียงดัง พอให้กินเข้าบ้างก็เงียบ" แล้วเราก็หัวเราะกัน ผมก็บอกว่า แหม สุนัขมันก็รู้สำนึกเหมือนกันแหละ" พร้อมหัวเราะกันอีก

   เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก" ด้วยประการฉะนี้แล :-)