กรณีของ พี่หัส นั้น ในมุมมองของดิฉันแล้ว การที่เราไม่สร้างภาระหรือก่อปัญหาให้กับสังคมที่เกิดจากปมด้อยทางร่างกาย..ก็น่าจะถือเป็นคนดีได้แล้ว และยิ่งสามารถช่วยพัฒนาสังคม/ชุมชนของตนได้อีกก็ควรได้รับยกย่องเป็นกำลัง ๒

                คุณณิชารีย์ เขื่อนเมือง หรือ พี่เขียว เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อยู่ที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน  ดิฉันรู้จักพี่เขียวจากการเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนชนบท ไบโอเทค ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เนื่องจาก อ.บ่อเกลือ เป็นพื้นที่เป้าหมายหนึ่งของโครงการฯ ในการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เข้าสู่โรงเรียนและชุมชน

              ครอบครัว พี่เขียว มีกัน ๓ คน พี่เขียว, พี่หัส (สามี) และ น้องอิงฟ้า (ลูกสาวพี่เขียวในตอนนั้นอายุประมาณ ๑ ขวบ)  ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ชอบทำงานพัฒนาและช่วยเหลืองานต่างๆ ของบ่อเกลือเท่าที่ตนจะสามารถทำได้ เช่น ทำแผนที่เส้นทางการเดินทางอย่างละเอียดของบ่อเกลือเอง (เพราะยังไม่เคยมีใครทำแบบละเอียดและส่วนใหญ่จะคลาดเคลื่อน), เป็นทีมประสานงานต่างๆ ของชุมชน, ทำป้ายสถานที่ต่างๆ ให้ชุมชน เป็นต้น  

              เวลาลงพื้นที่ อ.บ่อเกลือ ดิฉันจะไปพักที่บ้านพี่เขียวเสมอเพราะบ้านพี่เขียวถือเป็นจุดประสานงานของโครงการฯ และเป็นสถานที่ที่สะดวกที่สุดในบ่อเกลือเลยก็ว่าได้  เป็นจุดประสานงานที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  แต่ทางเราเองที่ขอเป็นฝ่ายช่วยจ่ายบ้าง  พี่เขียว และพี่หัส จะเป็นคนให้ข้อมูล, ประสานงานต่างๆ ให้กับทีมงาน และบางครั้งช่วยขับรถรับ-ส่ง เราด้วย.....

              ที่กล่าวมานั้นหลายท่านคงจะคิดว่า ก็เป็นเรื่องธรรมดา เล็กๆ น้อยๆ ที่ใครก็ทำกัน  เห็นกันอยู่ทั่วไป.... แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าการกระทำของครอบครัวพี่เขียวน่าประทับใจซึ่งต่างจากคนอื่นๆ นั้น คือ พี่เขียว เป็นชาวเขาเผ่าลัวะ พูดภาษาลัวะได้ ยังรักษาขนบธรรมเนียมและมีความเชื่อตามแบบของชาวลัวผสมกับสังคมปัจจุบัน คนเผ่าลัวะถ้าเทียบกับคนไทยแท้ในบ่อเกลือแล้วก็ยังถือว่าชนชั้นที่อยู่ในระดับที่ต่ำลงมา แต่โชคดีที่พี่เขียวได้รับการศึกษา คือจบการศึกษาจากวิทยาลัยพละ แล้วได้ทำงาน ช่วยเหลือชาวบ่อเกลือ ทำให้คนในบ่อเกลือให้การยอมรับจนถือเป็นชนชั้นระดับเดียวกัน....

              และสิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือ พี่หัส ซึ่งเป็นสามีพี่เขียวนั้น เป็นทหารผ่านศึกที่เหลือเพียง แขนและขา อย่างละข้าง ซึ่งปัจจุบันใช้ แขนและขาเทียม พี่หัส สามารถทำงานทุกอย่างเพื่อพัฒนาบ่อเกลือได้อย่างเต็มที่ โดยจะพัฒนาตัวเองก่อน เช่น ฝึกเขียนป้ายจนเขียนป้ายได้สวยกว่าคนปกติ, สามารถถักหญ้าสามเหลี่ยมทำเป็นภาชนะในรูปแบบและลวดลายสวยงามไม่ต่างจากคนที่มีอวัยวะครบ ๓๒  และสิ่งที่ พี่หัส ทำได้จนน่าทึ่งคือ สามารถขับรถ ขึ้น-ลง บ่อเกลือกับตัวเมือง จ.น่าน ด้วยเกียร์ธรรมดาได้อย่างชำนาญด้วยแขนเพียงข้างเดียว (หากท่านใดเคยไปบ่อเกลือจะรู้ว่าเส้นทางขึ้นเขานั้นไม่ต่างจากแม่ฮ่องสอนเท่าไรนัก).... ยังมีความประทับใจอีกหลายอย่างที่ดิฉันได้เรียนรู้ ที่เริ่มต้นจากการได้รู้จัก พี่เขียว

               บันทึก คนดีวันละคน ของวันนี้... คงต้องเป็น คนดีวันละ ๒ คนแล้ว เพราะจะยกมาเพียงคนเดียวไม่ได้เนื่องจาก พี่เขียวและพี่หัส เป็นคนดีได้จากแรงกระตุ้นและการส่งเสริมซึ่งกันและกัน......กรณีของ พี่หัส นั้น ในมุมมองของดิฉันแล้ว การที่เราไม่สร้างภาระหรือก่อปัญหาให้กับสังคมที่เกิดจากปมด้อยทางร่างกาย..ก็น่าจะถือเป็นคนดีได้แล้ว และยิ่งสามารถช่วยพัฒนาสังคม/ชุมชนของตนได้อีกก็ควรได้รับยกย่องเป็นกำลัง ๒ นะค่ะ

uraiMan