หลังจาก พ.ต.ท.ฐิติเดช อินทรแป้น พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ เข้าตรวจสอบกรณีที่ น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต อายุ 24 ปี เพื่อนสาวคนสนิทของ น.พ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้บริหารสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์ เข้าขอความช่วยเหลือให้ดำเนินการนำตัว น.พ.ประกิตเผ่า ออกจากการควบคุมของโรงพยาบาลศรีธัญญา หลังจากคนในครอบครัวของ น.พ.ประกิตเผ่า นำตัวเข้ารักษาอาการทางจิตนั้น

          ล่าสุด วานนี้ (27 ก.พ.) น.พ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา พร้อมด้วย รศ.น.พ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่ชายของ น.พ.ประกิตเผ่า และคณะจิตแพทย์ โรงพยาบาลศรีธัญญา ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดย น.พ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ได้รับรายงานการตรวจวินิจฉัยอาการของ น.พ.ประกิตเผ่า จาก น.พ.ไพฑูรย์ สมุทรสินธุ์ แพทย์เจ้าของไข้ว่า ผู้ป่วยมีอาการทางจิต ชนิดหวาดระแวง โดยมีอาการหวาดระแวงและมีความคิดหลงผิด

          รวมทั้งคิดว่าตนเองมีเวทมนตร์ อำนาจพิเศษ อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น จึงรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ต่อมามีการตรวจสอบเพิ่มเติมโดยการเจาะเลือดและทดสอบทางจิตวิทยา พบว่า ผู้ป่วยมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม จึงให้พักรักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษ มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องรับประทานยารักษาอาการทางจิตวันละ 3 -4 ครั้ง ขณะนี้ยังมีอาการหลงผิดและภาวะอันตราย 

          ซึ่งขณะนี้แพทย์พยายามหาสาเหตุของอาการป่วย เนื่องจากมีการตรวจพบสารอีเฟดรีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและเป็นสารกระตุ้นที่อยู่ในการควบคุมของรัฐ เช่นเดียวกับสารแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ในปัสสาวะของผู้ป่วยมากกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ซึ่งเมื่อพบสาเหตุแล้วจึงจะสามารถระบุเวลาได้ว่าผู้ป่วยจะหายจากอาการได้เมื่อใด

          ขณะที่ น.พ.ประกิตพันธุ์ กล่าวว่า ตนและครอบครัวสังเกตเห็นความผิดปกติของน้องชายมาได้ระยะหนึ่ง แต่เห็นว่ายังสามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ สามารถพูดคุยกับบุคคลอื่นได้ กระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม 2549 น้องชายเริ่มสนใจการนั่งสมาธิมากขึ้น มีอาการซึม หวาดระแวง ไม่ไว้ใจคนรอบข้าง เกรงว่าภรรยาพยายามปองร้าย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะครอบครัวน้องชายอบอุ่นมาก รวมทั้งยังใส่เสื้อเกราะ พกปืนกับตัว 3 กระบอก และเก็บไว้ที่บ้านอีกกว่า 50 กระบอก เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง จึงปรึกษากับครอบครัวแล้วตัดสินใจนำน้องชายเข้ารับการรักษา

          "แพทย์ยืนยันแล้วว่าน้องผมมีอาการทางจิตจริง จึงไม่อยากให้สังคมเชื่อคนนอกที่อาจจะเป็นกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งหากพวกเขามุ่งหวังจะให้เสื่อมเสียชื่อเสียงก็ขอบอกว่าทำสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้อยากใช้สิทธิความเป็นญาติผู้ป่วย ห้ามไม่ให้ใครรบกวนน้องชายผมอีก เพราะแพทย์ระบุว่าน้องชายมีโอกาสหายแน่นอน หากไม่มีการกระตุ้นให้อาการกำเริบหนักขึ้น" น.พ.ประกิตพันธุ์ กล่าว


สังคมไทยกำลังทำให้การดำเนินชีวิตของคนในสังคมต้องเผชิญกับปัญหาการแก่งแย่งชิงดีกันในทุก ๆ ด้าน นำไปสู่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ตั้งแต่หมู่เครือญาติ รวมถึงคนทั่วไปในสังคม กรณีของหมอประกิตเผ่า คุณคิดว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องมีอาการคล้ายคนโรคจิตมาจากอะไรคะ

ที่มา http://hilight.kapook.com