วันที่สาม วิถีแห่งทุยโส่ว

โยดาเตือนเราอย่าได้ถึงกับนอนไม่หลับ หลังจาก long discussion เรื่องของกระบวนทัศน์ใหม่เมื่อคืน ที่จริงผมหลับค่อนข้าง deep รู้สึกเหมือน hard drive พึ่งได้ทำ defragmentation ไปใหม่หมาดๆ หลังจากปล่อยปละละเลยมานาน เช่านี้แม้แต่เสียงหึ่งๆของพัดลมเป่า harddrive ก็แทบจะไม่ได้ยิน ทุกสิ่งทุกอย่าง run smoothly as silk

เช้านี้กระโดดจากเตียงหลังจากนาฬิกาปลุกดัง ได้เวลาไปรำมวยจีนแล้ว !! such a start for a day เดินออกจากแป้นเกร็ดไปบ้างอิงดอย กวัดแกว่งแขนไปด้วยไล่ความหนาวเย็นตามประสาเจียงฮายยามอรุณรุ่ง มีความรู้สึกว่ามันนี้ต้องมีอะไรดีๆแน่ๆ

ซือแป๋ฌานเดชนำเราเข้า warm-up และท่ามวย และแล้วก็เสนอว่าเราอยากจะลองอะไรใหม่ดูหรือไม่ ถามอะไรยังงั้น เอาครับ / เอาค่ะ / เอาซิครับ / ด้วยคน ตกลงครับเราจะมาลอง ทุยโส่ว กัน

อาจารย์มนตรีถูกเชิญไปแสดงนำ ครูมวยทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน โค้งให้กัน มีความนิ่งสนิทของอากาศโดยรอบ ก้าวเท้าขวามาข้างหน้าจนเคียงคู่ขนานกัน ยกมือขวาในลักษณะประณมมือเพียงข้างเดียวดันออกไปจนสัมผัส แตะ เบาๆ ที่ข้อมือของฝ่ายตรงกันข้าม ย่อเข่า หลังตรง มือซ้ายไพล่หลัง เท้าซ้านเหยียดไปข้างหลังเล็กน้อย น้ำหนักสมดุล เสร็จท่าตั้งต้น

เริ่มกระบวนท่า

อ.ฌานเดช เริ่มผลักมือขวาไปข้างหน้า เกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน อ.มนตรี ก็ถอยมือขวากลับเข้ามาหาตัว มือทั้งสองคนยังสัมผัสกันตลอดเวลา เสียงอาจารย์ฌานเดชดังกังวาล

ใช้พลัง

รับรู้พลัง

หล่อเลี้ยงพลัง

โอบกอดพลัง

หยิบยืมพลัง

ใช้พลัง

ฝ่ามือ อ.ฌานเดชผลักไปหาทรวงอก อ.มนตรี มือ อ.มนตรีแตะสัมผัสกับข้อมือ อ.ฌานเดช ยังคงแตะสัมผัสอยู่ตลอดเวลา ถ่ายถอนแรงตาน รับรู้พลังพลัง หล่อเลี้ยงพลังผลัก จนเกือบถึงทรวงอกตนเอง โอบอุ้มพลังผลัก หมุนพลังผลัก หยิบยืมพลังผลัก ฝ่ามือ อ.ฌานเดชเคลือนเฉียงออกจากทรวงอก อ.มนตรี กลายเป็นถูกชี้นำด้วยฝ่ามือ อ.มนตรี หล่อเลี้ยงพลัง วนออกจากทรวงอก อ.มนตรี วนเป็นวงกลมกลับไปหาทรวงอก อ.ฌานเดช พลังที่ถูกผลักมาตอนต้น ถูกรับรู้ หล่อเลี้ยง โอบกอด หมุน ยืม และถูกใช้กลับมา ไม่มีพลังส่วนไหนที่หายไป มีพลังเสริมจากของ อ.มนตรี แฝงอยู่ ประสานรวมกับพลังต้นกำเนิด กลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ พลังที่กลับไป ถูกรับรู้ หล่อเลี้ยง โอบกอด หยิบยืม โดย อ.ฌานเดช วงกลมซ้อนวงกลมของมือครูมวยทั้งสองคนผุดปรากฏต่อหน้าบรรดา Padawan วงแล้ววงแล้ว อ่อนโยน ไม่มีแรงที่สูญเสีย มีแรงประคับประคอง มีความเชื่อมประสาน มีการใช้พลังและรับรู้พลัง มีการถ่ายทอดพลังและหล่อเลี้ยงพลัง มีการหยิบยืมพลังและหมนเวียนพลัง

อาจารย์แสดงให้เราดูอยู่พักหนึ่ง แล้วก็บอกให้พวกเราจับคู่ ผมได้คู่กับ อ.ประสาท เราเริ่มลองดูด้วยตนเอง อา... สิบตาเห็นก็ไม่เท่ามือคลำ องฌานเดชบอกให้เรา "รับรู้ แล้วจึง หล่อเลี้ยง" ผมก็รับรู้ถึงพลัง อ.ประสาทที่ผลักออกมา นุ่มนวล หนักแน่น ข้อมือเราเป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างเดียวในขณะนั้น สัมผัสแรง หล่อเลี้ยงแรง เมื่อมาถือเบื้องหน้าอกเราเอง ก็พยายามปัดแรงออกด้านข้าง แต่ไม่ให้สูญหายไป วนกลับไป ส่งกลับไป เขียนวงกลมต่อเนื่องไป และใช้แรงออกไปบ้าง

วืด...

มืออ.ประสาทหมุนออกข้างแล้วโค้งเข้าเป็นวงกลม อึ๊บ ข้อมือเกือบหลุด เราไม่ได้คำนวณว่าแรงเยอะมากน้อยแค่ไหน เราต้องอ่อนโยน นุ่มนวลกว่านี้ พลังที่เราผลักไป ให้ยืมไป กำลังเข้าวงจรกลับมาหาเราแล้ว อ. ประสาท ช่วยสลายพลังจากจังหวะที่เสียไปตอนแรก เข้ามาในวงกลมของเราได้อีกครั้งหนึ่ง วงแล้ว วงเล่า เปลี่ยนทิศทาง เหมือนกับมีคนกระวิบ โมเมนตัมของมือเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่เราก็สื่อสารกันได้ สื่อกันได้โดยไม่ต้องพูด หรือแม้กระทั่งมองตา!!! วงกลมของเราเริ่มมีการเปลี่ยนตำแหน่งศูนย์กลางไปเรื่อยๆ ซ้าย ขวา บน ล่าง โดยไม่รู้ตัวร่างกายเราขยับตาม จังหวะที่ไม่มีใครเคยทราบ ยกเว้นเราสองคน ณ ขณะนั้น เดินหน้า ถอยหลัง ออกซ้าย ไปทางขวา พร้อมกับวงกลมเล็ก วงกลมใหญ่

กำลังเพลินๆ อ.ฌานเดชก็บอกให้เปลี่ยนคู่ โค้งให้ อ. ประสาท อย่างเสียดาย เรากำลังสนุก คุณ ณา ก็เดินเข้ามาโค้ง เป็นคู่ซ้อมเราต่อไป ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และวงจร เริ่มเรียนรู้ใหม่ เหมือนหนังสือเล่มใหม่ เหมือนคอมพวเตอร์เกมใหม่ที่เราต้องเรียนรู้นำหนัก การเปลี่ยนแปลง เป็นความสดใหม่ ตื่นเต้น สนุกสนาน และรื่นรมย์อย่างยิ่ง

เป็นเวลากว่าชั่วโมงที่เราได้ฝึกทุยโส่วกัน เสร็จแล้ว เราก็มายืนล้อมวง อาจารย์มนตรีก็ถามพวกเราว่า รู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร

นี่คงเป็นการอ่านอย่างหนึ่ง ถูกต้องครับ แต่เป็นการอ่านโดยความรู้สึก ไม่ได้อ่านโดยใช้เหตุผล เพราะจะใช้ไม่ทัน เรา "ไม่ได้คิด" ว่าคู่ของเรากำลังไปทางไหน หรือรู้ว่ากำลังจะทำอะไร เพียงแต่เรา รู้สึก พยายามรู้สึก ได้รู้สึก

เมื่อรับรู้ความรู้สึก งานต่อไปคือ "หล่อเลี้ยง" งานหล่อเลี้ยงดูจะเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดประณีต ไม่ใชสิ่งที่เพียงแค่ "รู้ว่าต้องประณีต" ก็ทำได้ทันที เป็น skill ที่ต้องฝึกฝนจริง และค่อยเพิ่มความชำนาญทีละน้อยๆ จากการหล่อเลี้ยงแรงไม่ให้ขาดหาย หรือทำลายไปตรงๆเฉยๆ เราสามารถที่จะ "โอบกอด หยิบยืม" แรงที่ว่านี้ นำไปใช้ต่อเนื่องไปได้อีก

เราเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องสลายแรงอะไรก็ตามที่ประเดประดังใส่เราเสมอไป แรงอะไรก็ตามที่ประเดประดังใส่เรานั้น ดูเหมือนก็จะมี "วัตถุประสงค์" ของมันเองอยู่ ถ้าเราสามรถหล่อเลี้ยงแรงนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำลายมัน ต่อต้านมัน แล้วนำไปใช้สอยให้เป็นประโยชน์ต่อเนื่องเชื่อมโยงไปได้อีก

งานของการหล่อเลี้ยงนั้น ดูเผินๆเป็น skill ของการรับรู้แรง ใช้แรง ขอหยิบยืมแรง แต่ว่าการทำงานนี้ อารมณ์อันอ่อนโยนก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง การใช้ beta มาทำงานหล่อเลี้ยงแรงนั้น สิ้นเปลืองพลังอย่างมาก ใช้สมอง ใช้ความคิด ตลอดเวลา แต่ถ้าใช้ความอ่อนโยน ความรู้สึก ความสุนทรีย์ ความเมตตากรุณา รับรู้แรงแทนความคิด การหล่อเลี้ยงแรงก็ดูไม่ใช่เป็น task หรือเป็น burden อีกต่อไป กลายเป็นความสนุกสนาน ความรื่นรมย์ ความรู้จักเพื่อนใหม่ รู้จังหวะ รู้ความชอบ รู้พลัง รู้อ่อนโยน

ทุยโส่ว สอนอะไรเราเยอะมาก สามารถนำไปใช้ด้แม้แต่ใน palliative care การสนทนา การรับรู้ การอ่าน การใช้แรง หล่อเลี้ยงแรง เรื่องราวเหตุผลทั้งหมดดูจะลงมารวมกัน ผสมกันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ขอบคุณ อ.ฌานเดช อ.มนตรี และ อ.ประสาท จริงๆครับ สำหรับการแนะนำทุยโส่วให้