มนุษย์หลังฉาก คำนี้เขียนบนกระดาษ ติดอยู่ในห้องทานอาหารของ สคส. ห้องเล็กๆ ซึ่งบรรยากาศ KM แบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นเป็นประจำ ผู้เขียนเป็นใครผมเองยังไม่ได้ไปหาคำตอบ แต่หลายครั้งที่เห็นคำนี้ก็ยังไม่มีไอเดียว่าใครคือ มนุษย์หลังฉาก จนกระทั้งได้เข้าไปร่วมทำ Workshop กับ สคส. ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 ซึ่งกำลังหาคำตอบของทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้าของ สคส. ว่าจะมีบทบาทอย่างไรในเรื่องของการจัดการความรู้

วันนั้นทาง สคส. มีแขกรับเชิญท่านหนึ่งคือ คุณไอ๋ จาก สสส. ได้มาให้แนวคิด วิธีการในการทำ Social Marketing ตามแนวทางที่ สสส. ได้ดำเนินการมา ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการทำ Workshop เพื่อกำหนดยุทธ์ศาสตร์ของ สคส. อย่างมาก คุณไอ๋ ได้ให้ข้อคิดสำคัญคือ เราต้องรู้ตัวว่าองค์กรของเรามีบทบาทอะไรในสังคม คือต้องการทำอะไรให้สังคม อยากจะสื่อสารอะไรให้สังคมได้รับรู้ ในภาษาการตลาดบอกว่าต้องรู้ Positioning ของตนทำให้มองย้อนมาที่ สคส. ที่ผ่านมาทาง สคส. พยายามช่วยให้เกิดการนำการจัดการความรู้ไปใช้ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เป้าหมายในงานของหน่วยงานนั้นๆเกิดผลสำเร็จออกมาอย่างเป็นรูปธรรม นับว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความทุ่มเทและเวลาอย่างมาก ผลสำเร็จก็เกิดกับองค์กรที่ได้นำ KM มาใช้อย่างแพร่หลายมากมาย    

ประเด็นของการได้คำตอบอยู่ที่ว่าระหว่างการพูดคุยทำให้ย้ำว่า การจัดการความรู้ (KM) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเกิดผลสำเร็จในงานหรือเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นความสำเร็จในงานก็อาจพูดได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการใช้ KM ด้วยเช่นกัน ทำให้ปึ้งขึ้นทันใด นั่นไง! ผลสำเร็จของงานคือสิ่งที่องค์กรต้องการ โดยเบื้องหลังคือการทำ KM นั่นเอง ทำให้เหล่าผู้ที่ใช้ KM เป็นเครื่องมือ ก็เป็น มนุษย์หลังฉาก ที่ช่วยส่งเสริมให้งานขององค์กร หรือ งานประจำที่ทำอยู่ประสบผลสำเร็จ เช่นกันกับเหล่าบรรดาสมาชิกของ สคส. รวมทั้งสมาชิกในภาคีทั้งหลาย ก็เป็น มนุษย์หลังฉาก ที่ร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อน KM ให้เกิดขึ้น ทำให้ในวันนี้เรามีวิธีการจัดการความรู้ที่หลากหลายในอันที่จะช่วยให้งานประจำประสบความสำเร็จ

  ดังนั้น KM คือเครื่องมือหลังฉาก และผู้ที่ใช้ KM คือ มนุษย์หลังฉาก ไม่ทราบว่าพอจะเป็นคำตอบได้หรือไม่ ท่านใดจะลองมาช่วยหาคำตอบร่วมกันก็เชิญนะครับ