หลังจากที่คราวก่อนได้พูดถึง การเข้าสู่ชุมชน/การเตรียมชุมชน ที่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความปราณีตในการดำเนินการ...ก็เลยอยากจะพูดถึง เรื่องของการวางแผนบ้าง...การวางแผนการทำงานร่วมกับชุมชนในสมัยก่อนคงหาได้ยิ่ง...เพราะมักจะเน้นแบบสั่งการ...top down...ระยะหลังมาแนวคิด bottom up ได้แพร่กระจายออกมาสู่วงการพัฒนา...ว่าการพัฒนาต้องมาจากชุมชน...ไม่ใช่ใครสั่งการให้ทำ หรือ บอกให้ทำ...เพราะผลจากการสั่งให้ทำ หรือ บอกให้ทำ มักจะไม่ยั่งยืน...แม้จะมีการเริ่มแนวแนวคิด bottom up มาใช้อย่างแพร่หลาย...โดยเริ่มมีการวางแผนร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการคิดงานพัฒนา...การใช้เวทีชาวบ้านเพื่อระดมปัญหา...แทนที่นักพัฒนาจะคิดให้ทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จในสไตล์การพัฒนาแบบโบราณ (ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่)...แต่ทว่าได้เกิดประเด็นขึ้นอีกว่า...ที่มาของแผนการทำงาน...ยังค่อยข้างฉาบฉวย แม้จะไม่ได้มาจากการสั่งการ แต่กระบวนการฉาบฉวยนั้น ใช้เวลา 1 วัน หรือ บางทีแค่ครึ่งวัน...ซึ่งคงไม่พ้น การถามถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา เป้าหมายที่อยากเห็น และแนวทางแก้ไข หรือแนวทางสู่เป้าหมายนั้น...จนกระทั่งแปรออกมาเป็นแผนงาน เป็นกิจกรรม...แต่แผนที่ไม่ได้ผ่านจากการรู้จักชุมชนตัวเอง หรือการวิเคราะห์ชุมชน มักจะได้แผนแบบฟ๊าดฟู๊ด แบบฉีกซองกินได้เลย ชาวบ้าน/ชุมชนบางทีอาจจะยังดูตัวเองไม่ออกด้วยซ้ำว่าความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริงที่กดทับพวกเขาอยู่คืออะไร...การเสนอปัญหา/ความต้องการ...จึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด หรือ เกาไม่ถูกที่คัน...การร่วมกับชาวบ้านเพื่อค้นหาข้อมูลหรือศึกษาตัวเองให้ถ่องแท้จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญเสียยิ่งกว่าการวางแผนที่ฉาบฉวยภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แม้จะครบกระบวนการที่วางไว้อย่างสวยหรู...แต่ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ตกผลึกจากความคิดความเห็นที่แท้จริงของชุมขนได้แน่นอน...นอกจากตอบคำถามจากกระบวนการที่นักพัฒนาวางไว้แล้วเท่านั้น....จะเห็นได้ว่ากระบวนที่จะได้มาซึ่งแผนขององค์กรชุมชน หรือชุมชนนั้น คงไม่ใช่การใช้เวทีเพียงไม่กี่วันเพื่อระดมสมองให้ครบกระบวนการเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระบวนการให้เกิดการตกผลึกทางความคิดให้ได้ก่อนแล้วค่อยนำมาสู่แผน...เหมือนกับการทำอาหารให้อร่อยอยู่ที่กรรมวิธีที่พิถีพิถัน...ต้องแต่วัสดุที่นำมาใช้ตลอดจนเครื่องปรุงเครื่องเทศ...มาม่าสะดวก อร่อย และประหยัดเวลา ทำให้อิ่มได้เหมือนกัน...แต่หากถามถึงคุณค่า...คงสู้ไม่ได้แน่นอน