นกแอ่นกินรัง บันทึกหน้าที่ 6 ตอน ศึกพ่นน้ำลายภาคสอง

ความเดิมตอนที่แล้วเป็นอย่างไร ขอให้ท่านผู้อ่านเปิดบันทึกนกแอ่นกินรังหน้าที่ 5 ซึ่งว่าด้วยเรื่อง "การถุยน้ำลาย และขากเสลด” กันอีกครั้ง บันทึกนั้นเป็นการชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับรังของนกแอ่นที่เรากินว่าเป็นอะไรกันแน่ –เสลด หรือเพียงน้ำลาย—ซึ่งก็ฟังแล้วไม่น่าพิศมัยเท่าไรเลยเนอะ

และขอเรียนย้ำว่า ข้อชี้แจง แถลงไขเหล่านี้ มาจากงานวิจัย--การนั่งดูพฤติกรรมของนกพันธุ์นี้อยู่ปีกว่าๆ *** เห็นอย่างไร ว่าอย่างนั้น ไม่มีใส่ไข่ และถ้าอยากรู้ทางวิชาการมากกว่านี้ถามมาเถอะ เราจะทยอยตอบส่วนที่มั่นใจละกันและขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเห็นมา คุณคือคนพิเศษของเรา

บันทึกหน้านี้เป็นศึกพ่นน้ำลายภาคสอง--การทำรังของนก

ตามที่เกริ่นไว้แล้วว่านกทำรังโดยใช้น้ำลายของพวกเขา เป็นsaliva ที่สร้างจากต่อมที่ทำหน้าที่โดยเฉพาะ  paper หลายฉบับกล่าวว่า  ต่อมน้ำลายที่ Sublingual gland ของนกกลุ่มนี้จะขยายใหญ่ขึ้นในช่วงเวลาที่นกจะสืบพันธุ์ นกจึงมีน้ำลายมากมายหลั่งออกมาเพื่อสร้างรัง

ลองนึกภาพโฆษณาซุปรังนกแบบบรรจุขวดแสนแพง บางยี่ห้อ ภาพสโลโมชั่นรังนกสีขาวจั้ว ล่วงลงมาอย่างช้าๆ อย่างนั้น นั่นแหละคือรังที่ทำจากน้ำลายตัวจริง--ปลอดเสลด แต่ของจริงไม่ขาวแบบน้ำตาลทรายฟอกสีหรือขาวด้านมากอย่างวุ้นเส้น ของจริงจะมีสีขาวนวล หรือขาวใส หรือสีอื่นเจือปน แล้วแต่พื้นที่ และมีกลิ่นอายของน้ำลายของนก… กลิ่นที่บางคนอาจนึกถึงไข่ขาว มีคาวหน่อยๆ อย่างนั้น ซึ่งไม่ใช่กลิ่นแบบน้ำลายของคน ซึ่งโชยมาเมื่อใดก็อยากจะ….

โดยปกติแล้ว ถ้ารังยังอยู่นกก็ใช้ไปจนกว่ารังจะล่วงหล่นลงมาเอง ถ้าไม่มีรัง  นกก็จะเกาะผนังถ้ำนอนแบบนั้น ซึ่งคงจะเมื่อยน่าดู นอนในรังสบายกว่าเยอะ

รังจึงไม่ใช่แค่บทเฉพาะกาลที่สร้างขึ้นมาเฉพาะกิจ แต่เป็นบ้านให้พักผ่อนหลับนอนด้วย แม้ลูกๆ จะโตบินจากรังไปแล้ว พ่อแม่นกก็ยังคงอยู่ที่เดิม ในถ้ำเดิม สร้างรังที่เดิม เป็นขาประจำไม่อพยพ

ได้เวลาทำรังแล้ว พวกเขาเริ่มต้นอย่างไร? ก็เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ถ้าเป็นนกถ้ำที่ถูกเก็บรังครั้งก่อนไป เริ่มต้นใหม่ในพื้นที่เก่า โดยเฉพาะทำเลทองที่ดีดีละก็ ต้องรักษากันสุดชีวิต ดังนั้นถ้านกคู่เดิมยังอยู่ คู่ใหม่ต้องหาทำเลใหม่ นกจะเกาะแนวดิ่งกับผนังถ้ำเรียกว่า hanging (ไม่ใช่ Hung up และไม่ใช่ท่าเกาะสายไฟอย่างนกนางแอ่น) ถ้าไม่มีรัง ก็นอนกันแบบห้อยโหนอย่างนั้น

นกจะสร้างรังที่ผนังถ้ำ หรือบนเพดาน…พวกนิยมความสูง ยิ่งสูงเท่าไรถือว่าปลอดภัยจากสัตว์พวกงู หนู ตะกวดและแมลงสาบบนพื้นถ้ำเท่านั้น เท่านั้น แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งตกเจ็บละนะ….นกเองถ้าใครตกละก็ ไม่มีพฤติกรรมบินตามลงมา เพื่อช่วยเหลือกันหรือหิ้วปีกกันขึ้นไป ไม่ใช่ไม่รักกัน แต่เป็นธรรมชาติของพวกเขา โดยเฉพาะไข่หรือลูกนกที่ยังบินไม่ได้ ถ้าตกลงมาละก็ จตกลงมาเมื่อใดก็แทงบัญชีสูญเสียได้

เมื่อน้ำลายเริ่มสอ…ไม่ใช่ ไม่ใช่ เมื่อน้ำลายมากและนกกำลังจะสร้างรัง เขาจะเกาะโดยก้มหัวลงอย่างนิ่มนวล ค่อยๆ ขยับปากเอาเสี้ยนใสๆ คล้ายหนามเส้นบางออกมาทีละนิด ปานประหนึ่งเล่นกล เส้นใสๆ นั้นออกมาจากจงอยปากอันเล็กและสั้น ทำแก้มตุ่ยขยุกขยิก บ่อยครั้งที่หลับตาขณะขับเส้นสายออกมา แล้วก็วางเส้นน้ำลายสั้นๆ นั้นกับพื้นผิว วางไปวางมาด้วยปาก ไม่เร็วจนมองไม่ทันแต่ก็ไม่งุ่มง่ามจนน่าเบื่อ อาจจะขึ้นอยู่กับน้ำลายที่ส่งออกมา สร้างรังแต่ละครั้งไม่ใช่ทำทั้งวัน แต่กลับเข้ามาทำวันละหลายๆ ครั้ง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ศิลปิน..คงไม่ใช่ ...ขึ้นอยู่กับการสร้างน้ำลายแต่ละรอบของวันมากกว่า

ก่อตีนรังซะก่อน เป็นรูปโค้งตามรูปรังนั่นแหละ ตีนรังต้องแข็งแรงพอ ต้องยึดแน่นกับผนัง เพราะอีกสามชีวิต (รวมตัวเองเป็นสี่) ต้องหลับนอนกันในรัง และลูกๆ ผู้ช่วยตนเองไม่ได้เลยต้องนอนอยู่ตลอดช่วงของการเลี้ยงดู--ในรัง ถ้าฐานไม่แน่นหนา รังร่วงแน่ ตีนรังจึงแผ่ขยายเล็กน้อย รังนกที่ถูกแทงออกมาแล้วจึงต้องนำมาตัดแต่งตีนรังออกก่อน ทำให้รังมีรูปร่าง”ดูดี”อย่างที่คนต้องการ เพื่อส่งขายแบบรังสด ราคาสูงมาก และตีนรังที่ตัดออกเหล่านั้นไม่ทิ้งหรอกนะ

พอตีนรังแน่นหนา

นกจะค่อยๆ สร้างตัวรังขึ้นมาจากการวางสายน้ำลายเหนียว  บางทีก้มหัวลงมาสร้าง บางทีนอนข้างๆ แล้วเอี้ยวคอวางสายไปมา ทีละเส้น ทีละเส้น ทีละชั้นเหมือนก่อกำแพง วางไปวางมาอย่างบรรจง เหมือนพ่อครัวมือเอกหรือช่างปั้นมือทอง...ที่มิใช่ทำเพื่อเงิน

รังถูกก่อขึ้นเป็นรูปครึ่งถ้วยแปะอยู่ที่ผนัง น้ำลายนั้นจะค่อยๆ แห้งเมื่อถูกอากาศ รังนกจึงแห้งและมีส่วนแข็งแต่ยืดหยุ่นพอสมควร ทิ้งไว้นานๆ จะกรอบและเปราะ ลดความยืดหยุ่น คนจึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็น และก็มีกรรมวิธีอื่นๆ อีกก่อนนำออกขาย

รังนกเมื่อใช้ไปนานๆ ก็จึงมีสิทธิ์เสื่อมคุณภาพและร่วงหล่น พวกเขาจึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ รังเก่านั้นใช้การได้(หมายถึงใช้เลี้ยงลูก)ได้ 1-2 รุ่นก็ถือว่าคุ้มกับที่ปากเปียกปากแฉะ เอ้ยไม่ใช่ คุ้มกับการบรรจงสร้างรังขึ้นมาแล้ว

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด รังอันประณีต ได้รูปพอเหมาะพอดีกับที่สองชีวิต ที่จะให้กำเนิดอีกสองชีวิตทดแทนกัน ใช้เวลาในการสร้างเดือนกว่าๆ ถึงสองเดือนกว่าๆ แต่ถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วน(กรณีถูกเก็บรังไปเรื่อยเลย อั้นมากอยากวางไข่จะแย่แล้ว) เธอก็สามารถสร้างภายในยี่สิบกว่าวันได้ แต่จะเปราะบางแตกง่ายหน่อย ซึ่งบ้านแบบknock downนี้ทำให้(ผู้สังเกตการณ์)อกสั่นขวัญแขวนตลอดเวลาที่เฝ้ามองความเป็นไป โดยเฉพาะกรณีรังในอาคารที่แห้งและเปราะบางกว่า

ทั้งคู่ลงหุ้นน้ำลายด้วยกัน สร้างรังด้วยกัน แต่ยืนยันไม่ได้ว่าใครจะลงหุ้นส่วนธุรกิจมากกว่ากัน บางทีตัวหนึ่งสร้าง อีกตัวนั่งหลับตา คอยกำกับอยู่ข้างๆ ซึ่งเดาเอาว่า ..เธอผู้นั้นจะเป็นคุณนาย ..

ช่วงเวลาสร้างรัง นกทั้งสองมักจะกลับมาเติมรังบ่อยๆ จนรังเสร็จนั่นแหละ เมื่อรังใกล้เสร็จจะเห็นการ“รองรัง”ด้วยเส้นสายรอบสุดท้ายเพื่อวางไข่ ถึงตอนนี้ชาวเกาะเจ้าของสัมปทานรังนกถ้ำ ก็มักจะรู้ว่า “ได้เวลาเก็บรังแล้ว”

อย่างที่หลายคนพอจะทราบ ตั้งใจสร้างอยู่ดิบดี กลับมาอีกทีรังหายแวบไปซะแล้ว(เพราะถูกเก็บ) ที่ว่ากลับมาอีกทีนั้น คือนกจะออกไปหากินแต่เช้าและกลับมืด และช่วงเวลากลางวันที่ไม่อยู่  คนก็แทงรัง

อยากให้เห็นวิธีการสร้างรังของนกด้วยตนเองจัง แต่สงสัยอยู่เหมือนกันว่าความนัยแห่งสายตาของคนนั้นจะหมายรังนกขาวนวล งามอวบอิ่มและขาวโพลนอยู่ในถ้ำมืดนั้นเป็นอะไรได้บ้าง ....ซุปรังนกถ้วยใหญ่ในมือ หรือ บ้านที่ประหลาดที่สุดในโลกแห่งนก ซึ่งคนร่วมชื่นชมด้วยอยู่ห่างๆ ?

คราวหน้าเราจะมาไขปัญหาว่า รังนกสีขาวกับรังนกเลือด คืออะไร

ครูเล็ก

*** ทำไมถึงนั่งทนปานนั้น? ก็เพราะวิทยานิพนธ์ภาคบังคับน่ะซิ เล่นเอาโรคริดซี่ และขาเปลี้ยไปเลยเชียว ขนาดวิ่งสู้ฟัดขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ ลงเรือยนต์ข้ามฟาก แล้วก็ซ้อนมอร์เตอร์ไซด์อย่างนี้สัปดาห์ละ 3 หน เป็นปีกว่าๆ ขนาดนั้น ริดซี่-กะโรคขาอ่อนแรงยังมาเยือน (ตอนนี้ไล่เปิดเปิงไปแล้ว จากการทำกายภาพบำบัดที่สหเวชฯ ม.นเรศวร--ซึ่งยอดเยี่ยมมาก) ดีใจนะที่ได้ทำเรื่องนี้ เพราะเราได้เห็นเกร็ดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่(เขียนเวอร์ซะอีกแล้ว) หลายเรื่องเกี่ยวกับพวกเขา และตอนนี้ก็หาเวลารวมเรื่องสั้น เรื่องยาว เรื่องมหัศจรรย์ของพวกเขาอยู่ บางส่วนก็เขียนไว้ในนี้ เอาไว้แลกเปลี่ยนความรู้กันกับคนไทยทั้งประเทศ