เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 26 พ.ย.48 ได้ติดตามหนังเรื่องแดจังกึม (แต่ผมชอบมุขของคุณบอย "แดจังกำ" หรือ "ดำจังแก" ครับ) ในตอนที่มีการเตรียมแข่งขันประกวดทำอาหาร และมีอาหารพิเศษคือเนื้อปลาวาฬ (เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนกล้ามเนื้อของเขาจึงมีรสชาติคล้ายไปทางเนื้อวัว เป็นความรู้ใหม่ซึ่งเพิ่งรู้ เพราะไม่เคยชิมเนื้อปลาวาฬ คนที่พูดก่อนในเรื่องก็คือคุณหมอที่แดจังกึมไปหา) แฝงไปด้วยการชิงไหวพริบของอาจารย์ทั้งสองซึ่งคอยให้ท้ายลูกศิษย์ของตัวคือ "แชซังกุง" และ "ฮันซังกุง"

       
     
 

ภาพ แชซังกุง

 ภาพ ฮันซังกุง

 
       
     
 

   ที่เป็นเรื่องของ KM คือ ซองชังกุง (คนขวา) อาจารย์ใหญ่  ให้นักเรียน (นางกำนัล) ทุกคน คิดอาหารสูตรใหม่ขึ้นมาคนละสูตร แล้วทำมาประกวดกันเองก่อน โดยที่ให้ซังกุงทั้งสอง เป็นผู้ตัดสิน จึงได้ผู้มีพรสวรรค์  (Talent) มา 2 คน  ซึ่งก็คือ ศิษย์เอกของซังกุงทั้งสอง แต่แดจังกึมดูเด่นกว่า (ทำอาหารใส่ในกระบอกไม้ไผ่=ของไทยก็ต้องเป็นข้าวหลาม) นี่คือการประกวดหายอดฝีมือ (แบบของไทยเขาอาจจะใช้วิธีหา "ปราชญ์ชาวบ้าน" ที่เก่งที่สุดในจังหวัดของตัวเองก่อน) ที่เก่งที่สุดในระดับหนึ่งก่อน ก่อนที่จะหาในขั้นต่อไป

    ที่สำคัญคือมีการ K-Sharing หรือลปรร. มีการแลกอาหารกันชิม สนุกกันใหญ่ (แต่เป็นจุดที่เขาจะจับผิดแดจังกึมในเรื่องที่ "ลิ้นเสียประสาทการรับรส" ซึ่งไม่สมควรเป็นคนปรุงอาหารต่อไป)

     

    ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไปขอให้กลับไปอ่าน จับผิดหนัง "แดจังกึม" กับเรื่อง รักษาแดจังกึมด้วยพิษผึ้ง ก่อนนะครับ มาอ่านเรื่องต่อ

   พอถึงตอนที่อาจารย์ใหญ่ทราบว่า ลิ้นของแดจึงกึม สูญเสียประสาทการรับรส ทำให้แดจังกึมเป็นทุกข์หนักรีบไปหาคุณหมอที่เลี้ยงผึ้งเอาไว้ศึกษา (ผมหาภาพของคุณหมอไม่ได้เพราะช่อง 3 ไม่ได้นำมาใส่ไว้ใน gallery ถ้าช่อง 3 อ่านพบช่วยกรุณาเอาภาพคุณหมอมาใส่ให้ด้วยครับ ภาพในบันทึกรักษาแดจังกึมด้วยพิษผึ้งจึงไม่ใช่ภาพของคุณหมอ) และขอให้เอาผึ้งมาต่อยลิ้นทันที คุณหมอ (ถึงตอนจับผิดอีกแล้ว) ก็ให้ "จังกึม" นอน แล้วไปจับผึ้งมา (จับผึ้งก่อนหรือนอนก่อนจำไม่ได้ อย่าจับผิดผู้เขียนแล้วกัน เดี๋ยวน้อยใจไม่เขียนอีก)

   ตอนจับผึ้งนี่ผู้แสดงบทหมอเหมือนจะเก่งครับ จับผึ้งได้อย่างคล่องแคล่วเลย ผมเห็นเดี๋ยวเดียว ผึ้งที่อยู่ในกระป๋องมีฝาปิดนั่นน่ะ ตัวดำๆ นึกว่าผึ้งสายพันธุ์ คาร์นิก้า แต่คิดว่าไม่ใช่หรอกครับ ต้องเป็นผึ้งตัวผู้ (Drone) แน่นอน เพราะผึ้งตัวผู้ไม่มีเหล็กในครับ (ผู้สวมบทหมอเลยกล้าจับและจับได้รวดเร็ว)  บอกไว้ก่อนเลยครับเดี๋ยวจะมีผู้ถามอีกว่าทราบได้อย่างไร ทราบเพราะว่า ผึ้งที่ทำงานทั้งหมดในรังเป็นผึ้งตัวเมียเรียกว่าผึ้งงาน (worker) มันจะมีเหล็กในทุกตัว และที่ปล้องท้องถึงจะดำอย่างไรก็จะมองเห็นลายบ้าง แต่ผึ้งในหนังไม่เห็นลายเลยแล้วปลายท้องก็มน ๆ ตัวก็ดูใหญ่ก็คงเป็นผึ้งตัวผู้แน่ครับ

    ตอนจะเอาเหล็กในไปฝังไว้ที่ลิ้น เพื่อป้องกันความเจ็บปวดเลยต้องฝังเข็มให้ที่แขนก่อน 2 เข็ม ก่อนจะเอาเหล็กในผึ้งไปฝังที่ลิ้น รู้สึกว่าจะฝังไป 2 ครั้งเพราะว่าดึงเหล็กในจากตัวผึ้งงาน แต่ตอนฝังเหล็กที่ลิ้นผมเห็นตัวเดียว (ใช้ 2 ตัวก็พอใช้ได้เพราะพื้นที่ลิ้นมีนิดเดียว)

    จับผิด 1. ตอนจับผึ้ง ไปจับผึ้งตัวผู้มาหลายตัว (เอามาทำไมตั้งหลายตัวเวลาใช้ ใช้แค่ 2 ตัว) 2. ตอนจะฝังเหล็กใน ดึงเหล็กในจากผึ้งงานซึ่งเป็นตัวเมีย (แต่คงเป็นผึ้งที่ตายแล้ว)

     ตอนจังกึมจะกลับคุณหมอยังให้ยาถอนพิษผึ้งไปด้วย แต่จังกึมไม่ต้องทานเพราะไม่แพ้พิษผึ้ง และคาดว่าประมาณ 3 วัน ประสาทรับรสที่ลิ้นของจังกึมก็ดีดังเดิม ซึ่งรู้ผลครั้งแรกเมื่อชิมรสดีหมี (ไม่ใช่ตอนชิมรสเนื้อปลาวาฬ ที่ปรุงเสร็จแล้ว)

     
 

     Talent ของจังกึมอยู่ที่การปรุงรสเนื้อปลาวาฬแบบปลาเส้นได้กลมกล่อมน่ารับประทานโดยการใช้จินตนาการ  และกรรมการที่ตัดสินได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นกษัตริย์จุงจงดังภาพครับ
     

    

     ตอนใช้พิษผึ้งรักษา ประสาทรับรสที่ลิ้นของจังกึม น่าจะเป็น Tacit Knowledge ของคุณหมอโดยมีจังกึมเป็นตัวกระตุ้นและเป็นหนู(คน)ทดลองให้ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องมีจรรยาบรรณเรื่องสัตว์ทดลองอีก สรุปว่าตอนนี้เขาใช้ พิษผึ้ง (bee venom) รักษาจังกึม ในภาษาวิชาการเขาเรียกว่า Apitherapy ครับ

    เติมเต็มความรู้เรื่องเหล็กในและพิษผึ้งด้วยภาพให้หน่อยครับ...จบเลยครับ

   
 

   
ภาพซ้าย ภาพเหล็กในของผึ้ง ที่ผึ้งฝังไว้ที่เหยื่อ สังเกตว่าที่โคนเหล็กในจะเห็นสีขาว ๆ ตรงนั้นเป็นต่อมพิษของผึ้งเรียกว่า Venom gland ภายในต่อมพิษจะมีพิษผึ้งหรือ bee venom อยู่ ดังนันเหล็กในผึ้งเปรียบเสมือนเข็มฉีดยา ส่วนยาที่ใช้รักษาแดจังกึมก็คือพิษผึ้งนั้นเอง ภาพขวาบน เหล็กในผึ้งและต่อมน้ำพิษ (ที่แห้งแล้ว) ภาพขวาล่าง แสดงวิธีจับผึ้งงาน