ขออนุญาตไม่พูดพร่ำทำเพลง มาเริ่มความลับที่ 2 กันเลยนะคะ...วัยรุ่นก็ใจร้อนอย่างนี้แหละคะ แฮะๆๆๆ

                  เรื่องมันก็มีอยู่ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นตอนต้นๆ ก็เป็นคนที่ค่อนข้างซนๆ เล็กน้อยถึงปานกลาง (...แต่แม่บอกว่า มากถึงมากที่สุด...) ก็อยากขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนๆ บ้าง (เดี๋ยวนี้! ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง ก็คิดว่า พ่อแม่มารับก็ดีอยู่แล้ว... ) อ้อนวอนแม่ จนแม่สอนให้ เพราะสงสาร หรือรำคาญ ไม่แน่ใจค่ะ แต่กว่าจะสอนให้ก็ปาเข้าไป ตอนเรียนปริญญาตรี ปี 2 แล้วค่ะ คิดดูสิคะว่าพยายามอ้อนวอนขนาดไหน ตั้งแต่มัธยมจนถึงปริญญาตรีเนี่ย แล้วคิดดูสิคะว่า แม่อดทนมากแค่ไหน

                   ถึงขี่มอเตอร์ไซค์ได้ พ่อแม่ก็ไม่ยอมให้เอารถออกมาขี่อยู่ดี เฮ้อ  

                   และด้วยความเก็บกด (อิอิ) ในวันที่รับน้องปี 1 พวกพี่ๆ อย่างเราก็ต้องไปดูแล เอาขนมนมเนยไปให้น้องของเรา แม่ก็ไปส่งตามระเบียบ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ลืมขนมที่จะเอามาให้น้องไว้ที่บ้านค่ะ มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว ทำไงดีล่ะที่นี้ ทันใดนั้น ความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึกก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่กลับไปเอาขนมที่บ้านดีกว่า ใช่แล้ว! เป็นความคิดที่ดีมาก

                   สตาร์ทรถ-ผ่าน...ใช้เท้ากดเกียร์-ผ่าน...บิดคันเร่ง-ผ่าน...ขี่ ขี่ ขี่ ไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วในระดับวัยรุ่น แล้วมอเตอร์ไซค์เพื่อน สมัยนั้น ก็เป็นที่นิยมสุดฮอต ยี่ห้อ Nova เร็ว และแรง รูปทรงปราดเปรียว สรุปว่า เท่ห์ นั่นแหละ

                   พอขี่ผ่านมาถึง สี่แยกเล็กๆ ระหว่างซอย ทันใดนั้นเอง มีรถยนต์โผล่หน้าออกมาจากซอยข้างซ้าย (ทั้งๆ ที่เขาก็ขับมาไม่ได้เร็วเลย) ด้วยความตกใจ ก็ถีบเบรค บิดคันเร่ง นึกภาพออกไหมคะว่า จะเหลือเหรอคะ ไถลไปกับพื้นถนนเลยค่ะ วัดความยาวได้ก็เมตรกว่าๆ แต่ยังมีสติอยู่ค่ะ ก็สำรวจสภาพศพ เอ้ย! สภาพร่างกายของตัวเอง ก็หมดสภาพ ถลอกทั้งแขนและขาทั้งสองข้าง แผลยาวมากๆๆ เลือดไหลไม่หยุดเลย เพราะลืมเก็บคอ...งอเข่า ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับมัธยมศึกษา วิชายืดหยุ่น  แฮะๆๆ

                    พอลุกขึ้นได้ ก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปหาเพื่อน ให้เพื่อนพาไปหาหมอ ทำแผล  พอทำแผลเสร็จก็กลับบ้าน ไปเอาของ (ดูสิยังมีหน้าจะไปรับน้องอีกแน่ะ) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย เพราะเสื้อ-กางเกงขาดถลอกหมดเลย พ่อแม่ไม่ทันเห็นค่ะ เพราะรีบวิ่งเลย กลัวโดนตี

                    แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็หันมาสำรวจตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ด้วยกระจก สรุปว่า ตาขวาปิดเลย เพราะหัวคิ้วขวาแตก และที่ตกใจไปกว่านั้น ฟันหน้าหักค่ะ (ถึงว่า ทำไมปากมันชาๆ) ไม่ได้กระแทกกับพื้นถนนหรอกค่ะ กระแทกกับหมวกกันน็อค ซึ่งเป็นหมวกแบบนักซิ่งอ่ะค่ะ เท่ห์ไงค่ะเท่ห์  เพราะหมวกกันน็อคมันหลวมอ่ะค่ะ ตอนล้มหมวกด้านหลังก็เลยบิดมากระแทกหน้า ทีนี้ล่ะ ร้องจ๊ากเลย ฟันหลออ่ะ ฮือ..ฮือ 

                     วันรุ่งขึ้น ก็รีบไปต่อฟันก่อนเลย อย่างอื่นช่างมัน!!!

                     พอสักพัก ฟันที่ต่อมันตาย เหลืองขึ้นมาอย่างเด่นชัด ก็เลยต้องต่อฟันหน้าใหม่โดยใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกา (คุณหมอฟันเขาบอกอย่างนั้น) แต่ทำในประเทศไทย ซะงั้น... เนียนมาก เหมือนฟันปกติเลย ถ้าไม่เอกซเรย์ ก็จะไม่เห็นว่าฟันหัก อิอิอิ

                     และที่ทรมานไปกว่านั้น ก็คือ รอยแผลนั้นน่ะ เวลาอาบน้ำเนี่ยมันทรมานมากๆๆๆๆ ไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง แค่อาบน้ำธรรมดาตอนหน้าหนาวก็แย่แล้ว แต่นี่มีแผลเต็มตัวเลย แผลใหญ่ด้วย แล้วอาบน้ำ โอ้! บรรยายลำบากเหลือเกิน เวลาทำแผลก็ต้องใช้ผ้าก็อตแบบพิเศษที่เคลือบน้ำยาไว้ (แบบว่าไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร) ที่เวลาเอาออกแล้วไม่ติดแผลอ่ะค่ะ แปะไว้ทั่วตัวเลย...เฮ้อ! ทรมาน...

                       นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า...ควรใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท...นะคะ   เหลืออีกตั้ง 3 ข้อ ต้องรอติดตามค่ะ...