"ปรีดิยาธร" เผย ครม.อนุมัติงบประมาณปี 2551 ขาดดุล 1.2 แสนล้านบาท เป็นเงินใช้หนี้เดิมประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท จากหนี้กองทุนหมู่บ้าน ไม่รวมหนี้จากโครงการอื่นที่ สตง. ยังไม่ได้ตรวจ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (27 ก.พ.) ว่า ครม. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เป็นงบประมาณขาดดุลจำนวน 120,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ใช้ชดเชยหนี้สินเดิมจากโครงการต่าง ๆ ประมาณ 48,000 ล้านบาท เช่น หนี้กองทุนหมู่บ้าน ส่วนหนี้สินจากโครงการอื่น เช่น ทุจริตลำไย ที่ขณะนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้ตรวจสอบก็ไม่ได้นับรวมไว้ และไม่ทราบว่าจะมีผลต่อการทำงบประมาณในปีอื่น ๆ หรือไม่
ด้าน น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกรัฐบาล แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ครม. ได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 จำนวน 1,635,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 1,166,328 ล้านบาท หรือเป็นสัดส่วน 71.3% ต่องบประมาณทั้งหมด เป็นงบประมาณรายจ่ายลงทุนจำนวน 416,925 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วน 25.5% ต่องบประมาณทั้งหมด และเป็นงบรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 51,747 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.2% ของงบประมาณทั้งหมด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> ส่วนรายได้งบประจำปี 2551 ประมาณการไว้ที่ 1,793,700 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักคืนภาษีกรมสรรพากร และการจัดสรรมูลค่าเพิ่มให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และการกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออกแล้วจะเหลือรายได้สุทธิจำนวน 1,515,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากรายได้ปี 2550 ร้อยละ 6.7 จากงบประมาณขาดดุลดังกล่าวทำให้มีวงเงินที่รัฐบาลจะต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นเงิน 120,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2550 คิดเป็นสัดส่วน 17.9% โดยข้อสมมติฐานคาดว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีปี 2551 จะขยายตัวได้ในอัตรา 5% อัตราเงินเฟ้อขยายตัวได้ 3% โดยมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคเอกชน และการลดลงของอัตราดอกเบี้ยในปี 2550 และอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> น.พ.ยงยุทธ กล่าวถึงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในปี 2551 มีนโยบายงบประมาณ 5 ข้อ คือ 1.ดำเนินนโยบายขาดดุลลดลงจากปี 2550 2.ทบทวนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐที่ไม่ก่อให้เกิดผลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผลผลิตหรือโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความสำคัญลดลงหรือหมดความจำเป็น 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อควบคุมอัตราการขยายตัวของรายจ่ายประจำให้ขยายตัวอย่างเหมาะสม 4.กำหนดรายจ่ายลงทุนในจำนวนไม่ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2550 และ 5.ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจให้แก่ท้องถิ่น โดยมีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 1,635,000 ล้านบาท และมีรายได้สุทธิ 1,515,000 ล้านบาท หรือขาดทุนงบประมาณเป็นจำนวน 120,000 ล้านบาท <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right"></p> กรุงเทพธุรกิจ 28 กุมภาพันธ์ 2550