การรู้เท่าทันการสื่อสาร : ที่มาของคำ

แอมแปร์
  คำว่า การรู้เท่าทันการสื่อสาร มาจากคำว่า การรู้เท่าทัน + การสื่อสาร   

 (10)

การรู้เท่าทันการสื่อสาร : ที่มาของคำ


ที่มาของคำ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (เฉพาะในกระทู้ที่ดิฉันโพสต์)
คำว่า การรู้เท่าทันการสื่อสาร มาจากคำว่า การรู้เท่าทัน + การสื่อสาร

การรู้เท่าทัน


ดิฉันคงยืนยันได้ไม่แน่ชัดนักว่า คำว่า รู้เท่าทัน นั้น ดิฉันจำมาจากที่ใดเป็นแหล่งแรก แต่ที่แน่ๆคือ ดิฉันเห็นคำนี้เป็นความถี่ซ้ำๆ
ในหนังสือ ของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)


(คำว่า รู้เท่าทัน มีในหนังสือธรรมะจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือของท่านพุทธทาส ซึ่งเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง แต่ด้วยว่าดิฉันเพิ่งเริ่มศึกษา
จึงเริ่มจากการอ่านหนังสือของท่านพระธรรมปิฎกก่อน เพราะท่านเขียนเชื่อมโยงกับสังคมปัจจุบัน ทำให้เข้าใจง่าย เห็นจริงได้โดยง่าย )

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า


รู้เท่า เป็นคำกริยา หมายถึง รู้ทัน, รู้จริงตามธรรมดา เช่น รู้เท่าสังขาร
รู้ทัน เป็นคำกริยา หมายถึง รู้ถึงเหตุการณ์หรือความคิดของบุคคลได้ทันที


เมื่อนำมารวมกัน ตามความหมายโดยอรรถก็น่าจะได้ว่า
การรู้เท่าทัน หมายถึง การรู้จริงตามธรรมดา หรือ การรู้ถึงเหตุการณ์หรือความคิดของบุคคลได้ทันที


คืออย่างนี้นะคะ ดิฉันคิดว่ามีคำว่า หรือ เยอะไปหน่อย แต่ตอนนี้นึกไม่ออกว่าจะปรับแต่งอย่างไร จึงคงไว้อย่างนั้นก่อน


การสื่อสาร

ส่วนคำว่า การสื่อสาร นั้น ดิฉันเริ่มคุ้นเมื่อสมัยมัธยม (สมัยดิฉันเรียนนั้นใช้หนังสือเรียนภาษาไทยหลัก 2 เล่ม คือ วรรณวิจักษณ์ และทักษะพัฒนา )

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า
การสื่อสาร เป็นคำกริยา หมายถึง นำหนังสือหรือข้อความของฝ่ายหนึ่งส่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง

ดิฉันลองนึกให้เห็นเป็นภาพ เป็นรูปธรรมแล้วรู้สึกว่าความหมายนี้น่ารักดี คือรู้สึกว่าเขาบอกความหมายตรงๆดี... 


ดิฉันได้รู้จักคำนี้มากขึ้น เมื่อได้อยู่ในสายนิเทศศาสตร์ ได้อ่านหนังสือที่ผู้รู้ทางนิเทศศาสตร์หลายท่านเขียนไว้ (ทั้งคำอธิบายทางทฤษฎี
และงานวิจัยที่ท่านนำเสนออย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เข้าใจง่าย)

ขณะเดียวกันเมื่อทำงาน ก็ได้มีปฏิสัมพันธ์ ได้สื่อสารกับผู้อื่นมากขึ้น
ได้ประสบการณ์ตรงที่หลากหลายมากขึ้น ( คือเจอกับตัวจริงๆ เห็นจริงๆ ลงมือทำจริงๆ และเข้าใจจริงๆ) การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทำให้เข้าใจ และช่วยให้รับมือกับปรากฏการณ์การสื่อสารที่แตกต่างหลากหลายได้ดีขึ้น

...และเริ่มเข้าใจ และตระหนักมากยิ่งขึ้นว่าการสื่อสารสำคัญต่อชีวิตของเรามากเพียงไร

 

ปรับจาก วิชาการด็อตคอม กระทู้ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy) ความเห็นที่ 8 ( 10 ต.ค.49)

สุขุมาล จันทวี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การรู้เท่าทันการสื่อสาร

คำสำคัญ (Tags)#การรู้เท่าทันการสื่อสาร

หมายเลขบันทึก: 80579, เขียน: 25 Feb 2007 @ 20:54, แก้ไข, 15 Apr 2012 @ 01:39, สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

ภูสุภา
เขียนเมื่อ 15 Apr 2009 @ 20:35

*คำว่า การรู้เท่าทันการสื่อสาร มาจากคำว่า การรู้เท่าทัน + การสื่อสาร *

รู้เท่า รู้ทัน ที่พี่แอมป์กรุณาอธิบาย
รู้เท่า เป็นคำกริยา หมายถึง รู้ทัน, รู้จริงตามธรรมดา เช่น รู้เท่าสังขาร
รู้ทัน เป็นคำกริยา หมายถึง รู้ถึงเหตุการณ์หรือความคิดของบุคคลได้ทันที


เมื่อนำมารวมกัน ตามความหมายโดยอรรถก็น่าจะได้ว่า
การรู้เท่าทัน หมายถึง การรู้จริงตามธรรมดา หรือ การรู้ถึงเหตุการณ์หรือความคิดของบุคคลได้ทันที

น้องขอคิดเติมไปอีกนิดว่า ใคร(คนไหน ๆที่อยากรู้เท่าทัน)ต้องมีการอ่าน การเรียนรู้ การฝึก การหมั่นพิจารณา การคิด ฯลฯ อีกหลายการนะคะ

นอกจากนั้น ก็อย่างที่บันทึกใหม่กว่าบันทึกนี้(ของพี่แอมป์นั่นแหละ)... การรู้เท่าทันการสื่อสาร : จุดมุ่งหมายในการสื่อสารเรื่องนี้กับเด็กๆ

จุดมุ่งหมายในการสื่อสารกับเด็ก ๆ คือ ต้องเพียรพยายาม ศึกษา เพียรเสาะหากัลยาณมิตร เพียรคิดวิเคราะห์ ฯลฯ

น้องขอเป็นศิษย์คนหนึ่งค่ะ

เชื่อมั้ยคะ ว่าอายุปูนนี้แล้ว สำหรับบางเรื่อง เราเองยังรู้สึกว่า...

เราช่างอ่อนต่อโลกเสียจริง

อ่อนต่อโลก, โง่งม, หรือจะว่าหลงเมามัว คือไม่เข้าใจ ในบางเรื่องเสียจริง ๆ

เช่น เรื่องเกี่ยวกับความเชื่อที่ต่างกันสุดขั้วของคนชอบสีเสื้อคนละสี !!! เอาหล่าว !!! จะพาเรื่องมา(ก)มาหาตัวเองและพี่แอมป์หรือเปล่า

มาต่อเรื่องเดิมดีกว่าการรู้เท่าทัน หมายถึง การรู้จริงตามธรรมดา หรือ การรู้ถึงเหตุการณ์หรือความคิดของบุคคลได้ทันที

และเมื่อเราอยากรู้เท่าทันการสื่อสาร(ของบุคคลอื่น)เราก็ต้องผ่านขั้นแรกให้ได้ก่อนสินะคะ

คือต้องผ่าน การรู้เท่า+การรู้ทัน

ลึกล้ำค่ะ

ต่อจากนั้น(ขอคิดอีกนิด)

เราต้องรู้(รู้เท่าทันตัวเอง) และเลือกว่า

เราจะแสดงปฎิกริยาอย่างไรเพื่อรอ(ง)รับปฎิกริยาที่จะมีกลับมา

อย่างนี้หรือเปล่าคะ เอ หรือไม่ใช่ ชวนคิด ล่อเป้า พี่แอมป์ตอบเยอะ ๆ ยาว ๆ นะคะ ;P

สุขสันต์ปีใหม่ไทย สงกรานต์เจ้าค่ะ

 

 

แอมแปร์
เขียนเมื่อ 19 Apr 2009 @ 00:53

สวัสดีค่ะคุณหมอเล็ก

โพสต์ตอบเรื่องนี้ทีไรพี่แอมป์เสียวนิดหน่อยทุกที เพราะพี่กำลังพูดในเรื่องที่พี่ไม่รู้"แต่อยากเข้าใจ"  เพราะพี่คิดว่าเข้าใจแล้วชีวิตเราคงรู้สึกสบายดี 

พี่แอมป์คิดว่าการสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อสาร (ใน(ระดับ)โลก) ต้องอาศัยกลไกการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หรือการคิดอย่างแยบคาย แบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งพูดไปแล้วก็ต้องอ้างอิงคำอธิบายอย่างพิสดาร แปลว่าละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน แบบถอดกลไกให้เห็นขั้นตอน กระบวนการ ความต่อเนื่องเชื่อมโยง และผลที่เกิดจากกระบวนการคิด คือการตัดสินใจ การลงข้อสรุป การลงมือทำตามที่ตัดสินใจ (ความเห็นส่วนตัวพี่แอมป์เชื่อว่า)ไม่ได้เกิดเป็นเส้นตรง ตามขั้นบันไดเสมอไป  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทักษะ สมรรถนะ และวาสนาบารมีของผู้นั้นเป็นรายๆไป 

และก่อนที่จะพัฒนาไปถึงกระบวนการคิดขั้นสูงนั้น   คงต้องเริ่มเรียนรู้จากทักษะเบื้องต้นแล้วค่อยๆพัฒนาไป  พี่แอมป์โชคดีจริงๆที่ได้อ่าน หนังสือ"ศาสตร์การสอน" ของอ.รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี (2548) ท่านเขียนไว้ดีมากและเป็นคุณูปการต่อครูที่ไม่ได้เรียนครูอย่างพี่ที่สุด  อาจารย์ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับมิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยได้จัดมิติของการคิดไว้ 6 ด้าน  คือ มิติด้านข้อมูลหรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด  มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด  มิติด้านทักษะการคิด  มิติด้านลักษณะการคิด  มิติด้านการควบคุมและประเมินการคิดของตน(metacognition) 

พี่แอมป์สนใจ  มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด  เป็นพิเศษ อาจารย์ท่านอธิบายไว้ในหนังสือว่า "ได้แก่คุณสมบัติส่วนตัวของบุคคล ซึ่งมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการคิดและคุณภาพของการคิด เช่นความใจกว้าง ความใฝ่รู้ ความกระตือรือร้น ความกล้าเสี่ยง เป็นต้น"  พี่แอมป์รู้สึกว่ามิตินี้เข้าใกล้คำว่า จิตใจ และคุณภาพของจิตใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่ดี หนังสือเล่มนี้ยังได้กล่าวถึงหลักการและแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับการนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ท่านผู้เขียนได้อธิบายไว้อย่างดีมาก  ขออนุญาตไม่ยกมากล่าวในที่นี้นะคะ 

อนึ่งจากแหล่งอื่นๆ เท่าที่พี่แอมป์เคยอ่านและฟังมา  วิธีอธิบายกลไกและกระบวนการคิด มักเพ่งไปที่กลไก และขั้นตอนการคิด  โดยอธิบายว่ากลไกนั้น  และขั้นตอนการคิดนั้น มีลักษณะ(ที่อธิบายให้เห็นชัดแจ้ง)อย่างไรบ้าง  แต่ความรู้สึกคาดหวังของพี่แอมป์ มักเพ่งไปที่ความรู้สึกและจิตใจ  อันอาจจัดเป็นอารมณ์ประเภทหนึ่ง แม้ไม่ใช่สิ่งอันพึงยึดถึอเป็นแกนหลัก แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในใจคนผู้นั้นและส่งผลต่อการคิดอย่างอเนกอนันต์ พี่แอมป์คิดว่าหากเพ่งไปเฉพาะที่กลไก ที่จะทำให้คิด(และทำ)ได้สำเร็จ เราก็จะได้แต่ความคิดฉลาดๆแต่อาจขาดธรรม   (คือพูดตรงๆว่าบางครั้งในคำอธิบายเหล่านั้น  ไม่มี หรือไม่ได้เน้นที่ คำธรรม  เพราะเป็นความรู้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสตร์)   และพี่คิดว่าพรหมวิหารธรรมเป็นฐานเบื้องต้นของ"มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด"ของแต่ละบุคคล เป็นเสาหลักของจิตใจที่ดีมีคุณภาพสมดุล เป็นฐานหลักข้อหนึ่ง(ในจำนวนนับข้อไม่ถ้วน)ในการคิดอย่างมี"ธรรม"   และคิดให้เห็น"ธรรม" ซึ่งก็มีอุบายอันแยบคายลึกซึ้งในการฝึกมากมาย

และเมื่อคิดโดย"ธรรม"แล้ว ก็จะนำไปสู่การรู้จักคิด การหยุดคิด ปล่อยวาง  รู้เพื่อละ  รู้เพื่อวาง เกิดการหยั่งรู้ เกิดญาณทัศนะ ( insight, intuition)  แล้วก็...แล้วก็เกิดความเข้าใจและรู้เท่าทันโดยไม่ต้องกังวลกับรูปแบบการคิด  คือ "ไม่ยึดติดฟอร์ม" อีกต่อไป

อาจพิจารณาดูการคิดเป็นขั้นๆอย่างง่าย(แบบบ้านๆ ไม่มีฟอร์ม) ดังนี้นะคะ
คิดอะไร 
คิดเพื่ออะไร
คิดอย่างไร
ที่"คิด"อยู่นี้  เกิดจากอะไร
ถ้าจะให้หยุดคิด  ต้องทำอย่างไร
ถ้าจะให้พ้นไปจากภาวะ"คิด"จะต้องทำอย่างไร

และนี่คือการติดตันอยู่ที่กำแพงภาษาแบบนักวิชาการ(อันนี้พี่แอมป์เจาะจงแซวตัวเอง)  เพราะเราต้องมานิยามความหมายกันทีละข้อ  แล้วก็ทำวิจัยก่อนจะลงข้อสรุปเพื่อเขียนเป็นบทความวิชาการ  ซึ่งอันนี้จะทำให้เราอยู่ในภาวะคิดหนักต่อไป : )

พี่แอมป์ขออนุญาตสรุปแบบไม่มีฟอร์มว่าทั้งหมดทั้งปวงที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการรู้เท่าทันการสื่อสาร  เป้าหมายสูงสุดคือการรู้เท่าทันธรรมดาโลก(ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในใจตน)  ในฐานะคนธรรมดานี้เอง  แปลว่าที่เรียกว่า"รู้"นั้น มิใช่การบรรลุธรรมขั้นสูงแต่ประการใด  แต่เป็นการสร้างกระบวนการเพื่อฝึกและทำให้เกิดเป็นพื้นฐานความเข้าใจอย่างง่าย   คือพี่คิดว่าถ้าเข้าใจเสียบ้างแล้วก็คงสบายใจดี  ส่วนจะเกิดการพัฒนาต่อยอดไปอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับเฉพาะตน  และที่เขียนไปทั้งหมดนี้ (ยกเว้นการอ้างอิงจากหนังสือ) ก็เป็นความรู้สึกของพี่แอมป์ทั้งสิ้น มิใช่ความรู้อันพึงอ้างอิงแต่ประการใด  จึงใคร่ขออนุญาตสื่อสารไปตามที่ใจ"คิด"โดยใคร่ขออภัยล่วงหน้าเป็นอย่างสูงหากเป็น"ความเห็นผิด"เพราะคิดว่าที่เขียนไปนี้คงมีที่ผิดอยู่หลายประการ   แถมยังไปกันคนละเรื่องกับที่คุณหมอเล็กชวนคุยอีกด้วย แต่พอคิดแบบกล้อมแกล้มได้ว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน : )  : )   

ขอบคุณหมอเล็กที่ให้โอกาสพี่แอมป์พูดผิดๆถูกๆไปยืดยาว แต่ไหนๆบ่นแล้วก็ไหนๆบ่นเลยนะคะ  

ขอบคุณมากๆอีกทีค่ะคุณหมอเล็ก  : )

ภูสุภา
เขียนเมื่อ 19 Apr 2009 @ 22:20

ขอบคุณค่ะพี่แอมป์

 

เรื่องเดียวกันได้ ค่ะ แบบกล้อมแกล้ม ;P

ที่แน่ ๆ เราได้รู้ว่า ควรไปหาเล่มนี้มาอ่าน

หนังสือ"ศาสตร์การสอน" ของอ.รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี (2548)

ธุ ค่ะ

แอมแปร์
เขียนเมื่อ 03 May 2010 @ 23:48

สวัสดีด้วยความคิดถึงมากค่ะคุณหมอเล็ก

พี่แอมป์ขออภัยอย่างสูงอีกครั้งที่หายไปแบบยาวและนานแต่ใจยังระลึกถึง และรอเวลามาตอบความเห็นอย่างตั้งใจอยู่เสมอนะคะคุณหมอเล็ก  เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการตั้งสติสักนิด เนื่องจากภาวะงานที่กระชั้นและหนักหน่วงชนิดที่นึกอะไรไม่ออกเลยนอกจากงานเท่านั้น 

ว่าแล้วก็ขำตัวเองซะอีกที  เพราะเพิ่งเห็นว่าตัวเองใช้เวลาตั้งสตินานเป็นปี อ่า..เขาว่าคนแก่ทำอะไรก็ช้าไปหมดละ  อิอิอิอิ

หนังสือ "ศาสตร์การสอน" ของอ.รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี นี้อ่านแล้วสนุกมากจ๊ะ เพราะทำให้พี่ได้รู้ว่ามีรูปแบบและวิธีการสอนที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้มากมายหลายวิธี  ขณะเดียวกัน พี่ก็ชอบเวลาที่เราสอนแบบไม่คิดชีวิต คือหมายถึงไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้วิธีใดวิธีเดียว แต่สามารถสอนได้หลากวิธีหลายวัตถุประสงค์ และ(ได้ผลตรงตามเป้า)  ในการสอนครั้งเดียว  ซึ่งทำให้รู้สึกสนุกจริงๆ 

พี่ได้ข้อคิดสำคัญว่าทุกครั้งที่สอนถ้าตั้งเป้าให้ชัด วิธีสอนก็อาจจะออกมาโดยอัตโนมัติเพราะเราเกิดนึก(และคิด)ขึ้นมาได้ในทันทีทันใด ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะไปถึงเป้า    ....ในทางทฤษฏีพี่ไม่ทราบว่าจะเรียกว่ากระไร แต่ในทางปฏิบัติ พี่สนุกชะมัดเลยจ๊ะ

ขอบคุณอีกครั้งที่แวะมาเยี่ยมกันเสมอนะคะคุณหมอเล็ก  ขอให้คุณหมอเล็กทำงานอย่างมีความสุขนะคะ ^_^