จิตตปัญญาเวชศึกษา 4: สังคมศาสตร์ในหลักสูตรแพทยศาสตร์

เป็นภาค 4 ต่อจาก

เคยมีนักศึกษาแพทย์เขียน complain ลงในกระดานข่าวคณะแพทย์ หมวด "ปรึกษาอาจารย์"  ซึ่งเป็น intranet บอกว่า

 ผมรู้สึกเบื่อและอึดอัดมากกับเนื้อหาใน block นี้ขอแยกเป็นประเด็น
1. Lecture วิชาสังคม ที่เรียนกันมาตั้งแต่มัธยมจนถึงปี 1 อุตสาห์ดีใจที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมาเรียนใน block นี้
2. ให้ไปเล่นกับเด็ก ๆ ยอมรับว่าพอได้ประโยชน์บ้าง แต่บอกตรง ๆ ว่าไม่คุ้มจริง ๆ
3. ดูหนังมนตรักฯ แล้วยังไม่พอก็ discuss กันในประเด็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าเถียงอย่างไรก็ไม่จบ ทำไปไม่ได้ประโยชน์อะไร
เดี๋ยวจะมีอะไรเกี่ยวกับผู้สูงอายุอีกก็ไม่อาจทราบได้ ประมาณว่าต้องมานั่งทำรายงาน

ที่จริง poster นี้ไม่ได้เป็น freak incident แต่เป็นแค่ "หนึ่งในความรู้สึก" ของนักศึกษาหลายๆคน แม้แต่ในที่ประชุมสัมมนาหลักสูตร พอมีการพูดถึงการเพิ่มบางวิชาสังคมศาสตร์ลงไป ที่ประชม (อาจารย์แพทย์) ก็รู้สึกว่ายังมีวิชาอีกมากมายที่สำคัญกว่า (medical sciences) วิชาทางสังคมศาสตร์ จึงคิดว่าประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องของนักเรียนหนึ่งในพัน แต่เป็นเรื่องของ คุณค่าและการรับรู้เกี่ยวกับแพทยศาสตรศึกษา ว่ามันคือวิชาประเภทอะไรกันแน่

ผมเคยเสนอให้เพิ่มสาระประเภท สุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ที่มีส่วน เชื่อมโยง (interconnectedness) กับวิชาแพทยศาสตร์เข้าไปในหลักสูตร เพื่อให้คน soft ลง บอกว่าผมมีความรู้สึกลึกๆ (แปลว่าไม่ใช่ evidence-based) ว่าเดี๋ยวนั้คน "แข็งขึ้น" (ไม่ใช่ "แข็งแกร่งขึ้น" แต่เป็น "แข็งกระด้าง" มากขึ้น) ปรากฏว่าตอนนั้นผมคงจะเลือกผิดจังหวะไป เพราะกำลังมีหลาย block หลายภาควิชาที่กำลังถกเถียงเพื่อเพิ่มเวลาเรียนของตนเองอยู่ เนื่องจากเนื้อหาที่จะสอนเยอะมาก เวลาไม่พอ เสนอเข้าไปโดยไม่ดูตาม้า ตาเรือ ก็เรียบร้อย

ทำไมผมถึงคิดว่าแพทยศาสตร์เกี่ยวอะไรกับสังคมศาสตร์?

ที่จริงผมไม่ได้คิดว่ามัน "แค่เกี่ยว" ผมคิดว่าแพทยศาสตร์สัมพันธ์กับสังคมศาสตร์อย่างแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของ หลักปรัชญา ที่มาของวิชานี้ และเหตุผลของการที่เราควรมีวิชานี้

ลองพิจารณาดูนิยาม หรือหลักปรัชญาวิชาชีพแพทย์ สมัยไหนก็ได้

 

".... เห็นแต่ว่าลูกเรา ซึ่งพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้รับทุกข์เวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้รับความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปราถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลยิ่งขึ้น.."

พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงคอมมิตตีจัดสร้างโรงพยาบาล

ที่เรามีโรงพยาบาลนั้นเพราะ "ความทุกข์เวทนา" ไม่ใช่เพื่อ glory ทาง medical sciences

หรือเอาที่ classic อีกบทนึง

 

"....ฉันไม่ต้องการให้เธอเป็นแพทย์เท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นมนุษย์ด้วย..."

พระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชทานเนื่องในวโรกาสเปิดการศึกษาเวชนิสิต 2471

ครับ มนุษยศาสตร์นั้น คงไม่ใช่แค่ gene dna หรือ biology แต่รวมทั้งในสาขาทางสังคมศาสตร์ด้วยแน่ๆ และที่น่าสนใจมากๆก็คือ การทรงเลือกใช้คำ เป็นแพทย์เท่านั้น นั้น เหมือนกับทรงมีพระทัยพยากรณ์ว่าอีกหน่อย อาจจะมี แพทย์เท่านั้น ที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ เกิดขึ้นในสังคม หรือไม่? จึงทรงมีพระบรมราโชวาทเช่นนี้

ที่ผมบอกว่าสังคมศาสตร์เกี่ยวกับปรัชญา ที่มา และเหตุผลทั้งหมดของการมีวิชาแพทย์เพราะว่า ผมคิดว่าวิชานี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุสองประการคือ

  1. เรามี "ชีวิต" ชีวิตที่มีความทุกข์เป็นสัจจธรรม
  2. เรา "อยู่ด้วยกันในสังคม" หน้าที่ของเราคือหน้าที่ต่อสังคม ตัวเราจึงดำรงคงอยู่ได้

สังคมศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจความต่อเนืองเชื่อมโยงของการกระทำ ต่อความคิด และความรู้สึกของคน ซึ่งในที่สุดแปลงมาเป็น ความทุกข์ ความสุข ความสบาย ความไม่สบาย หรือ คุณภาพชีวิต (quality of life) นั้นเอง วิชาอย่างภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากการท่องจำเป็นกระตั้กแล้ว ทำให้เราทราบว่าเราอยู่ร่วมกับคนอีกจำนวนมาก ที่มี different interest มีความเชื่อ ความศรัทธา ไม่เหมือนกัน ประวัติศาสตร์เชื่อมใยง "เหตุ" และ "ผล" แห่งความคิดและการกระทำในอดีต จวบจนปัจจุบัน set of logic หลายๆอย่างก็ยังใช้การได้ เช่น เงิน อำนาจ กิเลส เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

สุนทรียศาสตร์ เป็นอีกวิชาที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆต่อการเรียนแพทย์ สุนทรียศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยอารมณ์ อะไรที่สามารถ vibrate emotion ได้ ต่อยอดไปเป็นสุนทรียศาสตร์ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพ จิตกรรม ประติมากรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม รูปถ่าย วรรณกรรม กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า ตำนาน เพราะมนุษย์เราถูกผลักดันด้วย อารมณ์ เป็นหลักมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ความกลัว เป็นอารมณ์ดึกดำบรรพ์สมัยตั้งแต่ reptile ครองโลก ต่อมา mammal จึงได้พัฒนา ความรัก ก่อให้เกิด "สังคม" ขึ้น และ primate ก็พัฒนา creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ สร้างเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ อารมณ์ ก็ยังเป็น core motivation สำหรับพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ลดลงเลย

แพทย์ที่ได้เติมวิชาทางสุนทรียศาสตร์ จะเพิ่มศักยภาพในการ "รับรู้" ดานอารมณ์มากขึ้น ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เด้กบางคนเริ่มคิดว่า professional doctor นั้น ต้อง emotionless คือไร้อารมณ์ ปรากฏทำไมทำมาก้เลยไร้อารมณ์จริงๆ ไม่เข้าใจอารมณ์ แต่ที่ ironic ก็คือ ความพยายามไร้อารมณ์ หรือไม่สนใจอารมณ์นั้น กลับทำให้ อารมณ์ที่ primitive ที่สุดเหลือทำงานอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ความกลัว (FEAR) กลัวที่จะเผชิญหน้ากับอารมณ์ เวลาคนไข้ หรือญาติมีอารมณ์ก็ไม่เข้าใจ ไม่สามารถจะ approach ได้ดี ต้องแสวงหาคนกลางมาช่วย หลบอยู่ข้างหลัง และเมื่อถึงเวลาที่ตนเองจะต้องเผชิญกับอารมณ์ของตนเอง จะยิ่งมีปัญหามากขึ้น ไม่ทราบจะแสดงออกอย่างไร

ดังนั้นแพทย์ควรเพิ่มความสนใจในสาระของอารมณ์ เราจะได้พัฒนา emotional quotience ได้ดียิ่งขึ้น ครบถ้วนตั้งแต่ intellectual quotience, emotional quotience และ moral quotience

และนี่คือ model ของแพทย์ที่ผมคิดว่าน่าสนใจครับ

ใครสนใจบ้าง?