แล้วทำไมต้องมาจัดการความรู้เรื่องเกษตรประณีตล่ะ   " เป็นคำถามของเพื่อนที่ถามผมต่อจากเมื่อวานครับ " ก่อนที่จะตอบตรงนี้ผมต้องจ้องหน้าเพื่อน แล้วย้อนถามเพื่อนว่า เอ้า ?...ในฐานะที่นายเรียนเกษตรมาใช้เวลาร่วม 7 ปี ถามว่า? มีชุดความรู้ด้านการเกษตรที่จะสามารถทำแล้วเลี้ยงครอบครัวให้อยู่ได้อย่างมีความสุขเหมือนกับเกษตรกรที่ไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนอย่างพวกเราไหม? สุดท้ายเพื่อนผมก็อ้ำๆ อึ้งๆ หน้าแดงเหมือนจะโมโหเชียว...  

ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลยไม่ทนรอเอาคำตอบ  ก็เลยบอกกับเพื่อนเพื่อความสบายใจว่า เอาหละคงไม่คาดคั้นอะไรมาก สาเหตุที่ต้องมาจัดการความรู้เรื่องเกษตรกรรมแบบประณีตนี้ เพื่อเป็นการย้อนกลับมาทบทวน มาเรียน ในสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเคยประกอบอาชีพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในครั้งก่อนนั่นแสดงให้เห็นว่าครั้งก่อนนั้นพี่น้องเกษตรกรมีชุดความรู้ในการที่จะพึ่งพาตนเองได้ (ในยุคสมัยนั้น)  แต่มาตอนนี้หลังจากที่ได้มีการพัฒนาอาชีพการเกษตรมาเกือบ 50 ปี ก็ยิ่งพบว่ายิ่งพัฒนายิ่งทำให้พี่น้องเกษตรกรมีปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้าน

1. ทุนแห่งภูมิรู้ ( ชุดของความรู้ ) คือชุดของความรู้ด้านต่างๆ ของการผลิตแบบพึ่งตนเองหายหมด เหลือแต่ทุนพึ่งคนอื่นเข้ามาแทนที่

2. ทุนทางสังคม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หายไปไหน เป็นสังคมที่เห็นแก่ตัวเข้ามาครอบงำ ( Dominate) ไม่มีกัลยาณมิตรต่อกันในสังคมปัจจุบัน สังคมจึงอ่อนแอ นั่นใช่เหตุที่มาจากการพัฒนาหรือไม่

3. ทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมประเพณี เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคม เมื่อสังคมอ่อนแอแน่นอนครับ วัฒนธรรมย่อมจะล่มสลาย

4. ทุนทางสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศน์   การผลิตที่เน้นในเรื่องของเงิน เป้นที่ตั้งจึงทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นผลได้ชัดเจนในเรื่องของฤดูกาลที่เปลี่ยนไป และแม้กระทั่งการแล้ง เป็นความแห้งแล้งที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าการแล้งเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนภาวะการแล้งไม่เหือดแห้งเหมือนทุกวันนี้  เมื่อก่อนครั้นในตอนเช้าตรู่ยังพอมีไอหมอก หรือน้ำค้างอยู่บ้าง ครั้นแต่บัดนี้ไซร้มีแต่ความแห้งแล้งที่ไม่เคยมีร่องรอยของความชื้นหลงเหลืออยู่เลย

5. ทุนทางเศรษฐกิจ จากสิ่งที่เกิดขึ้นพี่น้องเกษตรกรไม่สามารถจะยืนหยัดในอาชีพของตนได้ จึงต้องอพยพไปหาอาชีพอื่นทำ มิหนำซ้ำยังมีภาวะหนี้สินมากมาย และส่งผลกระทบต่อภาวะของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

นี่แหละครับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมเกษตรกรรมไทย  เพื่อนผมเริ่มผงกหัวตอบรับอย่างช้าๆ เพราะที่เรียนมานั้นดีแต่บอกคนอื่นให้ทำ แต่ตัวเองไม่เคยทำอย่างจริงจังและไม่ประสบผลสำเร็จเสียที สุดท้ายผลกรรมจึงต้องตกอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรซึ่งตกอยู่ภายใต้ภาวะ "เชื่อคนง่าย จึงจน แล้วเจ็บใจ"  

จากปรากฏการณ์ที่เห็นสภาพการเกิดของสังคมไทย จึงเป็นแนวคิดของผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเร่งฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรมให้สามารถเป็นอาชีพที่ยืนหยัดได้ของพี่น้องเกษตรกร โดยเรามาเริ่มต้นเรียนรู้ ฟื้นฟู ฟูมฟัก จากจุดเล็กๆ ก่อน ครั้นเมื่อมีความมั่นใจ จึงขยายผลเพื่อให้เกิดความพอเพียงต่อไป

  ด้วยความเคารพ

อุทัย   อันพิมพ์

22 กุมภาพันธ์ 2550