<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. สมัยเด็ก ก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไปที่เล่นอะไรแบบเด็กๆ ที่แผลงๆก็มี ที่เสี่ยงๆก็มี ซน พ่อเป็นคนดุมาก โดนตีเป็นประจำ ครั้งหนึ่ง มีงานศพในหมู่บ้าน เด็กๆก็ตามพ่อแม่ไปงานด้วย เราก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ มีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งชวนไปหัดสูบบุหรีข้างกองฟางหลังบ้าน จุดไม้ขีดไฟแล้วไฟไหม้ลามมาถึงนิ้วมือจึงทิ้งก้านไม้ขีด ผลไฟไหม้กองฟางจนหมดกอง เราก็วิ่งหนี มีชาวบ้านที่มางานศพเห็นเราก็โดนพ่อลากมาตีต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่มาช่วยกันดับไฟ จำไปจนตายเลย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. เด็กบ้านนอกชอบรวมแก้ง อีกครั้งหนึ่งชวนกันไปตีผึ้งตามกอไผ่รอบวัดหลังป่าช้า เมื่อเจอรังผึ้งเราก็เป็นคนปีนขึ้นไป แล้วเอาบุหรี่สูบเอาควันพ่นใส่รังผึ้ง บุหรี่ที่ใช้สมัยนั้นเป็นบุหรี่แม่ขวัญของพื้นบ้านมวนด้วยใบตองใหญ่ๆ สูบเอาควันแล้วก็พ่นรังผึ้งจนผึ้งเมาก็เขี่ยตัวผึ้งออกจากรังแล้วก็เอามีดคมๆตัด “คอนผึ้ง” มีครั้งหนึ่งผึ้งรังใหญ่มาก ต้องใช้ยาสูบหลายมวน ปรากฏว่าผึ้งไม่เมา เราเมาคากอไผ่นั่นเอง เพื่อต้องช่วยกันแบบทุลักทุเลเอาเราลงมานอนอาเจียนเสียพักใหญ่ ผลไม่ได้ผึ้ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. เมื่อขึ้นเตรียมอุดมศึกษาพ่อส่งให้ไปเรียนที่ฝั่งธนบุรี โดยไปพักกับบ้านญาติ คนบ้านนอกมักจะมีของฝากติดมือเข้าไปให้เจ้าของบ้าน ครั้งหนึ่งแม่เอาปลาร้าฝากไปให้คุณยาย เมื่อขึ้นรถเมล์ไป ปรากฏว่าถุงปลาร้าแตก !! ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนคนเต็มรถเมล์ ต้องลงเอาทิ้งถังขยะ แต่กลิ่นปลาร้ามันยังติดมือติดเสื้อผ้าตามเราไปอีก !!!! กว่าจะถึงบ้าน ผมก็นั่งสบายอยู่คนเดียวเพราะทุกคนหนีไปนั่งห่างๆหมด</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #ff6600; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. เมื่อเรียนที่ มช. ปิดเทอมเราเข้าร่วมโครงการปราบหนูให้กับชาวเขาร่วมกับเพื่อนนักศึกษา 5 สถาบัน ทีมงานเราไปที่หมู่บ้านชาวเขา อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยใช้ปลาแห้งผสมไซยาไนด์ ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่เอาไปวางในชายป่า วันนั้น ไก่มาจิกกินปลาแห้งกระจายออกจากกระบอกไม้ หมามากินต่อ แล้วอาเจียนออกมา หมูมากินต่อ ปรากฏว่าทั้งไก่ 5 ตัว หมา 2 ตัว หมู 1 ตัวตายเกลี้ยง หนูไม่ตายสักตัว วันต่อมานายอำเภอแม่สะเรียงเรียกพวกเราไปพบกล่าวว่า ชาวเขามาฟ้องว่าเราไปวางยาฆ่าหมูของเขา ขอให้เราชดใช้ เพราะหมูที่ตายไปนั้นเขาเลี้ยงไว้เพื่อจะเอาไปขอสาวแต่งาน !!!</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. ตอนเรียน มช. คุณย่าเสียชีวิต ผมเอาชายผ้าถุงคุณย่าพกติดตัว วันหนึ่ง Roommate ต่างคณะเขาขโมยเครื่องพิมพ์ดีดไปจำนำ โดยเราไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆเขาก็มาสารภาพว่าเขาขโมยไปและเอามาคืนให้แล้ว เพราะคืนนั้นเขาเห็นคนแก่มานั่งอยู่หัวเตียงเราเขาอธิบายรูปร่างหน้าตาแล้วเป็นคุณย่าเรา ทั้งๆที่ผมไม่เคยบอกว่าคุณย่าเสียชีวิตและเราเอาชายผ้านุ่งคุณย่าพกติดตัวด้วย !!</p><p></p><p>มองย้อนหลัง ย้อนเวลาแล้วก็คิดว่า ทางเดินชีวิตมันคดเคี้ยวจริงๆนะ แล้วนึกต่อไปว่าข้อผิดพลาดในอดีตทั้งขำ ทั้งเศร้า ทั้งทึ่ง และบางทีก็สมน้ำหน้าตัวเอง แต่ทั้งหมดก็สร้างให้เราเป็นเราในวันนี้นะ</p>
ใครจะไปนึกว่าสักวันหนึ่งเราจะเอาเรื่องความลับที่เป็นความทรงจำของเรามาสู่สาธารณะ แต่ขออนุญาตเป็นเรื่องที่แอบเก็บเอาไว้คนเดียวมาเผยก็แล้วกัน
อ่านข้อ 5 ยามดึกแล้วขนลุกเลยค่ะ ไปนอนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
คนโบราณเสียชีวิตแล้วจะเก็บร่างไว้ที่บ้าน ความสนิทสนมจนไม่ได้คิดเป็นอื่น สังคมแต่ก่อนดีนะ นอนเถอะ.. พี่ก็ไปเหมือนกัน
คุณตาทวดหนูก็เหมือนกันค่ะ เก็บไว้ที่บ้านไทยแบบโบราณ เด็กๆกลัวบรรยากาศมากเลยค่ะ บ้านมืดๆทึมๆ ห้องน้ำอยู่หลังบ้าน บรื๋อ…ไม่ไหวแล้ว..
พี่ บางทราย คะ
เรื่องที่ 4 นี่ทั้งขำทั้งเศร้า ทั้งเรียนรู้เลยค่ะ....
นึกถึงกิจกรรมค่ายของพยาบาลตอนที่เรียนปี 3-4 จำได้ว่าไปวัดความดันโลหิตจนหูเจ็บ..เพราะชาวบ้านเขาปากต่อปากก็ยกกันมาทั้งตำบล มาให้ตรวจสุขภาพ คนสอนการใช้ยาให้ถูกวิธีก็คอแห้งหมดเสียง กว่าจะเลิกงานแต่ละวันก็สองทุ่ม ได้กินข้าวแฉะมั่ง ดิบมั่ง ตามศักยภาพของแม่ครัวจำเป็นทั้งหลาย ....แต่ก็สนุกดีค่ะ
เรื่องข้อ 4 สอนพี่ว่า การทำงานเพื่อคนอื่นนั้น ตั้งใจดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความละเอียด รอบคอบ มีสติด้วย มิเช่นนั้น จะถูกเข้าใจผิด หรือถูกสรุปว่าเป็นความตั้งใจดี แต่ประสงค์ร้ายไปเสีย..
พี่บางทราย จากข้อ 4 นึกถึงเรื่องนึง ตอนนั้นแฟนเรียนหมออยู่ที่ม.ช. เขาเล่าว่าไปออกค่ายกันระหว่างแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาลที่ชุมชนพวกกระเหรี่ยง แล้วเขามีความเชื่อถือหมอผี วันนึงเด็กเป็นไข้อาการหนัก แล้วหมอผีก็เอาน้ำมนต์ซัดใส่เด็ก นักศึกษากลุ่มหนึ่งบอกว่าให้นำเด็กลงไปรักษาข้างล่างในเมือง(พยาบาลและแพทย์) ส่วนพวกทันตแพทย์บอกว่าถ้านำเด็กลงไปถ้าตายระหว่างทาง เขาก็จะไม่เชื่อถือพวกเราอีกเลย ความเห็นเป็นสองฝ่าย ส่วนหมอผีก็บอกว่าผีเข้า สุดท้ายเด็กก็ตายจริงๆ หลังจากนั้นชาวกะเหรี่ยงก็ให้ความเชื่อถือพวกนักศึกษาแพทย์ พยาบาล เป็นอย่างมาก เริ่มเปิดใจรับการแพทย์สมัยใหม่ แต่นักศึกษาพยาบาล โกรธน.ศ.แพทย์ ทันตแพทย์ไปเลยค่ะ ส่วนพวกกระเหรี่ยงก็ปลื้มแฟนมากให้เอาหมูมาให้ บอกว่าให้เอาไปขอสาวกระเหรี่ยงด้วยค่ะ….
นอกจากจะเป็น"รุ่นพี่" ที่ มช.แล้ว พี่ไพศาลยังมีประสบการณ์สร้างวีรกรรมที่สนุกสนานดีครับ
น้องลูกหว้า น่าเห็นใจทั้งคู่เลยและเป็นความขัดแย้งเสมอระหว่างหลักการกับลักษณะทางวัฒนธรรมความเชื่อของชุมชน มันอาจจะเกิดในกรณีอื่นๆอีกมาก เหมือนที่ดงหลวงที่พี่ทำงานอยู่ ชาวเผ่าไทโซ่เขาบอกว่าเขาเชื่อถือผีมากกว่าเชื่อถือพระ….. ถึงกับมีหมู่บ้านหนึ่งสร้างวัดขึ้นแต่ไม่นิมนต์พระมาอยู่อาศัย แต่เมื่อจะทำพิธีใดๆก็เอาคนในชุมชนนุ่งห่มขาวมาเป็นผู้ทำพิธีแทน… ความซับซ้อนของชุมชนจึงต้อง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ตามที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้
น้องจตุพรครับ สมัยที่เรียนคณะศึกษาศาสตร์นั้นน่ะ ยังเดินตามคันนาไปคณะอยู่เลย ต้นลำไยที่คณะเต็มไปหมด สนุกมาก รุ่นของพี่ยังชุมนุมกันทุกปี และปีหน้าจะมาจัดที่เชียงใหม่นี่ครับ
พี่ไพศาลครับ
ต้นลำใยยังอยู่ครับ ศึกษาศาสตร์ก็เปลี่ยนไปมาก แต่ยังมีตึกเก่าๆให้เรารำลึกอยู่
ครั้งหนึ่งที่ผมจบจากตรงนั้น (ช่วง ป.โท) ตอนพระราชทานปริญญาบัตร พวกเรานั่งอยู่ระหว่างตึก น้องขึ้นไปบนตึกเต็มไปหมด และได้โปรยกลีบดอกกุหลาบลงมา เหมือนภาพฝันเลยครับ...ผมประทับใจมาก
น้องจตุพรครับ นึกย้อนไปสมัยนั้นเรารักกันมากเพราะเป็นคณะที่ห่างไกลโดดเดี่ยวและมีนักศึกษาหญิงมากถึง 70% ที่สำคัญสถาบันได้สร้างอุดมการณ์รับใช้สังคมมาครับ
อ้อ...น้องจตุพร พี่ได้รับหนังสือแล้ว ชอบมาก ขอบคุณมากครับ