การเขียนโครงการฝึกอบรม   การเขียนโครงการฝึกอบรม ควรจะ ประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. ชื่อโครงการ       โดยทั่วไป ชื่อโครงการมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 เป็น ประเภทของโครงการ โดยทั่วไปมักใช้ชื่อโครงการ 3 ประเภท คือ
1.  โครงการฝึกอบรม     หมายถึง โครงการที่เน้นถึงการจัดประสบการณ์ให้ผู้เข้ารับการ

ฝึกอบรมได้มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติในสิ่งที่บกพร่องเป็นปัญหา หรือเพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพ

ในการปฏิบัติงานที่จำเป็น โดยเทคนิค วิธีการฝึกอบรม อาจมีหลายชนิดประกอบกัน แต่มักจะเน้นการบรรยายเป็นส่วนประกอบสำคัญ                2. โครงการสัมมนา   หมายถึง โครงการที่มีลักษณะเป็นการประชุมโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในงาน หรือเรื่องที่กำหนด มาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เทคนิควิธีการ ที่ใช้มักจะเป็นเทคนิค ที่เน้นกลุ่มผู้เข้าอบรมเป็น ศูนย์กลาง

3. โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ   หมายถึง การฝึกอบรมที่เน้นให้ผู้เข้าอบรมเกิด ความ

สามารถหรือทักษะในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม โดยเน้นการฝึกปฏิบัติของผู้เข้าอบรมเป็นสำคัญ                 ส่วนที่ 2  เป็นลักษณะหรือความเกี่ยวข้องของโครงการ ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร หรือเกี่ยวกับใคร ส่วนใหญ่มักจะกำหนด ชื่อโครงการใน 3 ลักษณะ คือ 1.       กำหนดตามตำแหน่งงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการยุคใหม่ การฝึกอบรมนักบริหารงานมหาวิทยาลัย การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ธุรการ ฯลฯ 2.       กำหนดตามลักษณะของเนื้อหาวิชาหลักของหลักสูตร เช่น การฝึกอบรมเทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การวางแผนการปฏิบัติงาน การฝึกอบรมหลักสูตร การใช้งานโปรแกรม Microsoft Excel for Windows การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อรื้อปรับกระบวนการทำงาน ในสำนักงาน อธิการบดี ฯลฯ 3.       กำหนดตามลักษณะของเนื้อหาวิชาหลักของหลักสูตรและตำแหน่งของผู้เข้าอบรม ประกอบกัน เช่น การฝึกอบรม ปฐมนิเทศ ข้าราชการฝ่ายบริการทางวิชาการและธุรการ การฝึกอบรมการพัฒนาเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร การสัมมนาการบริหารสำหรับผู้บังคับบัญชา การฝึกอบรมหลักสูตรสุขศึกษาสำหรับผู้ช่วยทันตแพทย์ ฯลฯ 2. ผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม     3. หลักการและเหตุผล         แนวการเขียนหลักการและเหตุผล พอสรุปได้ดังนี้
                  1) หลักการที่ควรเป็นหรือควรยึดถือปฏิบัติ
                  2) สภาพหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมของผู้ที่ควรจะต้องมาเข้ารับการฝึกอบรม) ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากหลักการที่ควรจะเป็น และเป็นสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา
                  3) ระบุถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความเบี่ยงเบนระหว่างหลักการกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าเสียหายเพียงใด หรือมีความรุนแรงแค่ไหน หากปล่อยทิ้งไว้จะเสียหายมากน้อยอีกสักเท่าใด
                  4) ระบุว่าความเบี่ยงเบนจากหลักการหรือสภาพที่ควรจะเป็นหรือปัญหาตามข้อ 2) นั้นเป็นความจำเป็นในการฝึกอบรม อย่างไร และเพียงใด
                  5) สรุปว่า เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องฝึกอบรมใคร ในเรื่องอะไร
สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สรุปถึงวิธีการเขียนหลักการ และเหตุผลว่า ควรจะเขียนดังนี้                  1. เขียนในลักษณะบรรยายความ ไม่นิยมเขียนเป็นข้อ ๆ
                  2. จะต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ
                  3. ย่อหน้าแรก เป็นการบรรยายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการจัดโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ โดยบอกที่มา และความ สำคัญ ของโครงการฝึกอบรมนั้น ๆ
                  4. ย่อหน้าที่สอง เป็นการอธิบายถึงปัญหาข้อขัดข้อง หรือพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนจากหลักการที่ควรจะเป็น ซึ่งทำให้เกิด ความ เสียหายในการปฏิบัติงาน (หรืออาจเขียนรวมไว้ในย่อหน้าที่ 1 ก็ได้)
                  5. ย่อหน้าสุดท้าย เป็นการสรุปว่าจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบในการพัฒนาบุคคล จึงเห็นความจำเป็น ที่จะต้อง จัดโครงการฝึกอบรมขึ้นในเรื่องอะไร และสำหรับใคร เพื่อให้เกิดผลอย่างไร
หากผู้รับผิดชอบจัดการฝึกอบรมต้องการเขียนหลักการและเหตุผลแบบสั้น ก็อาจเขียนในแนวนี้ได้ คือ 1.       เขียนถึงความเป็นมาหรือความสำคัญของเรื่องที่ประสงค์จะจัดโครงการฝึกอบรม และอาจรวมไปถึงสภาพการณ์ หรือหลักการที่ควรจะ 2.       เขียนถึงสภาพปัญหาหรือความเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องนั้นๆ โดยอาจระบุถึงความรุนแรงของปัญหา และความ เสียหาย ที่เกิดขึ้นด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือ เขียนถึงแนวโน้มของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีการเตรียมป้องกัน ไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการพัฒนาบุคลากรกลุ่มดังกล่าวด้วยการฝึกอบรมที่เห็นควรจะจัดให้มีขึ้น   สรุปว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา หรือ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องจัดฝึกอบรมขึ้นสำหรับใคร ในเรื่องอะไร 4. วัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรม 1.       สามารถเข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่คลุมเครือ 2.       เฉพาะเจาะจง ไม่กว้างจนเกินไป มิฉะนั้นจะทำได้ยากและวัดยาก 3.       ระบุถึงผลลัพธ์ที่ต้องการ ว่าสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นคืออะไร 4.       จะต้องสามารถวัดได้ ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ 5.        มีความเป็นไปได้ ไม่เลื่อนลอย หรือทำได้ยากเกินความเป็นจริง 5. คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม                เป็นการระบุว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรม/ผู้เข้าร่วมสัมมนา/ผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ดังนี้5.1 เป็นบุคลากรฝ่ายใด หรือดำรงตำแหน่งใด ระดับใด และสังกัดหน่วยงานใดบ้าง 5.2    ระบุระดับความรู้พื้นฐาน ว่าจะต้องได้ผ่านการฝึกอบรมใดมาก่อน หรือต้องมีความรู้พื้นฐาน หรือประสบการณ์ใด อยู่แล้วบ้าง หรือ ในบางหลักสูตรอาจจำเป็นต้องระบุวุฒิการศึกษาก็ได้ 5.3    ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกำลังจะได้รับมอบหมายงานใด แล้วแต่ความจำเป็น ของแต่ละโครงการ 5.4     อาจระบุคุณสมบัติเกี่ยวกับความสามารถในการมาเข้ารับการฝึกอบรมได้ตลอดหลักสูตร หรือเกี่ยวกับการยินยอมอนุญาต ของผู้บังคับบัญชาด้วยก็ได้ (ในกรณี หลักสูตรฝึกอบรมระยะยาว) 5.5    อาจระบุว่าเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากหน่วยงานใดบ้าง จำนวนกี่คน คิดเป็นจำนวนรวมเท่าไร และหากจะมีการจัดแบ่ง เป็นรุ่น คาดว่าจะมีกี่รุ่น และรุ่นละเท่าใดด้วยก็ได้ 6. หลักสูตรฝึกอบรม ผู้เขียนโครงการฝึกอบรม จะต้องนำหลักสูตรและรายละเอียดหัวข้อวิชาที่ได้รับการสร้างหรือพัฒนา ไว้แล้วตามขั้นตอนในบทที่ 4 มาบรรจุลงในโครงการฝึกอบรม โดยมีแนวทาง ดังนี้6.1 ระบุหลักสูตรฝึกอบรมและหัวข้อวิชาทั้งหมดที่จะทำการฝึกอบรม โดยเรียงตามลำดับหมวดวิชาและหัวข้อวิชา ที่อยู่ในแต่ละหมวด (ถ้าเป็นหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาว และมีหลายหมวด) พร้อมทั้งระบุจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ด้วย ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้6.2 ระบุรายละเอียดของหัวข้อวิชาทุกหัวข้อวิชา โดยเรียงตามลำดับตามที่ระบุไว้ในหลักสูตร โดยในรายละเอียดของ แต่ละหัวข้อวิชา จะประกอบด้วย ชื่อหัวข้อวิชา วัตถุประสงค์ แนวการอบรม/ประเด็นสำคัญ วิธีการ/เทคนิคฝึกอบรม และระยะเวลา ฝึกอบรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 7. ระยะเวลาในการฝึกอบรม การเขียนระยะเวลาฝึกอบรม หมายถึงการระบุว่า7.1 การฝึกอบรมจะใช้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ใด ถึงเมื่อใด ตรงกับวันอะไรบ้าง และรวมกันแล้วเป็นระยะเวลาเท่าใด จำนวนกี่วันทำการหรือกี่ชั่วโมง 7.2    ระบุด้วยว่าวันฝึกอบรมตรงกับวันอะไรบ้าง( เช่น วันจันทร์-ศุกร์) ทั้งนี้ เนื่องจากการฝึกอบรมบางโครงการ อาจใช้เวลาฝึกอบรมเป็นระยะๆ ไม่ติดต่อกัน เช่น อาจเป็นทุกวันจันทร์และพุธ ของแต่ละสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เท่านี้ จนถึงอีกวันที่หนึ่งก็ได้ ผู้เขียนโครงการจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดด้วยว่า รวมแล้วเป็นวันฝึกอบรมกี่วัน   8. สถานที่ในการฝึกอบรม เป็นการระบุว่า จะใช้สถานที่ใดบ้างเป็นสถานที่ฝึกอบรม หากมีหลายแห่งควรจะต้องระบุด้วยว่า วันเวลาใด ใช้สถานที่ใดในการฝึกอบรม 9. วิทยากรในการฝึกอบรม เป็นการระบุชื่อวิทยากร ตำแหน่ง และส่วนราชการที่สังกัด หากยังไม่ทราบแน่นอนว่าวิทยากรจะเป็นใคร หรือยังไม่สามารถ ระบุได้ อาจระบุเพียงว่าวิทยากรมาจากหน่วยงานหรือองค์กรใดเท่านั้นก็ได้ 10. เทคนิค/วิธีการฝึกอบรม เทคนิคการฝึกอบรม การบรรยาย การอภิปราย การสัมมนากลุ่ม เกม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ต่างๆ 11. ประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม - ค่าสมนาคุณวิทยากร 1. ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการบรรยาย ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เกิน 1 คน                                2. ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการอภิปรายเป็นคณะ หรือสัมมนา ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกิน 5 คน โดยรวมถึงผู้ดำเนินการอภิปรายหรือสัมมนาด้วย3. ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการแบ่งกลุ่มฝึกภาคปฏิบัติ แบ่งกลุ่มอภิปราย หรือแบ่งกลุ่มทำกิจกรรม ซึ่งได้ กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือโครงการแล้วและจำเป็นต้องมีวิทยากรประจำกลุ่ม ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกินกลุ่มละ 2 คน 4. ชั่วโมงการฝึกอบรมใดมีวิทยากรเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นให้เฉลี่ยจ่ายค่าสมนาคุณภายใน จำนวนเงิน ที่จ่ายได้ ตามหลักเกณฑ์ a.        ค่าสมนาคุณวิทยากรในการบรรยายชั่วโมงละ 600 บาท b.       ค่าสมนาคุณวิทยากรในการอภิปราย/วิทยากรประจำกลุ่ม ชั่วโมงละ 300 บาท -  ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ไม่เกิน มื้อละ25 บาท/คนจัดในหน่วยราชการ  สำหรับเอกชนไม่เกิน มื้อละ50 บาท/คน -  ค่าอาหารกลางวัน ไม่เกิน มื้อละ100 บาท/คนจัดในหน่วยราชการ  สำหรับเอกชนไม่เกิน มื้อละ400 บาท/คน -  ค่าใช้จ่ายในการใช้และการตกแต่งสถานที่ฝึกอบรม   สามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้และตกแต่งสถานที่ฝึกอบรมได้เท่าที่จ่ายจริง ค่าใช้จ่าย ในรายการนี้ ได้แก่ ค่าแจกันดอกไม้ ค่าจัดทำป้ายชื่อโครงการฝึกอบรม เป็นต้น - ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิด-ปิดการฝึกอบรม  ให้เบิกจ่ายสำหรับพิธี เปิดและพิธีปิด ได้ครั้งละ 400 บาท -  ค่าวัสดุ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ -  ค่าพาหนะรับจ้างสำหรับวิทยากรภายนอก -  ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการจัดฝึกอบรม     เป็นรายการค่าใช้จ่ายที่ขอตั้งงบประมาณสำรองไว้ เผื่อจะมีรายการค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ได้คาดหมายไว้เกิดขึ้น จะสามารถ มีวงเงิน สำหรับใช้จ่ายได้ กรณีการฝึกอบรมนอกสถานที่ทำงาน (ต่างจังหวัด)ต้องเขียนค่าใช้จ่ายเพิ่มคือ -  ค่าที่พัก -  ค่ายานพาหนะ -  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง -  ค่าเช่าหรือค่าใช้สถานที่ฝึกอบรม -  ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร 12. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ   เป็นการระบุถึงประโยชน์หรือผลที่คาดว่าจะได้รับจากความสำเร็จของการจัดโครงการฝึกอบรม ทั้งผลทางตรง และผลทางอ้อมที่ดีต่าง ๆ และมีใครบ้าง (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เข้าอบรม) จะได้รับประโยชน์อะไรทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ นั่นคือ จะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรมที่ได้กำหนดไว้นั่นเอง 13. การประเมินผล เป็นการระบุว่า จะมีการประเมินผลหรือติดตามผลโครงการฝึกอบรมนั้น ๆ ด้วยวิธีใด โดยใช้เครื่องมืออะไร เช่น               - ประเมินผลด้วยการให้ผู้เข้าอบรมทำแบบทดสอบก่อน-หลังการฝึกอบรม
               - สังเกตการณ์การมีส่วนร่วม และการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรมระหว่างการฝึกอบรม
               - ให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินรายวิชา เพื่อประเมินเนื้อหา วิธีการฝึกอบรม และวิทยากรเมื่อเสร็จสิ้นการอบรมทุกวิชา
               - ให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินโครงการ เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว
               - ให้ผู้เข้าอบรมแบ่งกลุ่มทำแบบฝึกปฏิบัติ (Assignment) ในช่วงท้ายของการอบรม ฯลฯ
        

สุภาริณีย์ สายแสงทอง

งานถ่ายทอดเทคโนโลยี