GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

"ถุงเงิน" ชื่อเล่นพระราชทานของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

เกิดมา.... เป็นข้าฯแผ่นดิน

ข้าแผ่นดินคนหนึ่งของในหลวงที่คนไทยรู้จักคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งผมได้ไปอ่าน นสพ. เก่าแล้วเจอบทความเกี่ยวกับท่าน จึงรู้ว่าท่านมีชื่อเล่นที่ในหลวงพระราชทานให้ ชื่อว่า "ถุงเงิน" ผมก็เลยยกเอาบทความนั้นมาลงให้ได้อ่านกันครับ

 

วิถีชีวิต - เกิดมา.... เป็นข้าฯแผ่นดิน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ยามสายของวันพ่อแห่งชาติ บ้านประสานสุขอันร่มรื่นในซอย ลาดพร้าว 42 มีโอกาสเปิดต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่าง....ทีมงานวิถีชีวิต น.ส.พ.เดลินิวส์

ภายใต้เสื้อคุณทองแดงสีเหลือง และกางเกงขาสั้นแบบลำลอง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นั่งคุยสบาย ๆ ท่ามกลางเสียงกระรอกและเสียงนกนานาชนิดกับเรา

ด้วยการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมานาน ในฐานะของผู้รับผิดชอบสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2524 จนกระทั่งหน่วยงานนี้ได้แยกขาดจากสภาพัฒน์เป็นสำนักงาน กปร. ดร.สุเมธก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมาจนกระทั่งลาออกในปีพ.ศ. 2542

เป็นที่ทราบกันดีว่าดร.สุเมธนั้นถวายงานได้รวดเร็ว เป็นที่พอพระทัยกระทั่งพระราชทานชื่อเล่นหลายชื่อ อาทิ "ถุงเงิน" "หนุมาน" ...แต่วันนี้มีชื่อใหม่อีกแล้วว่า "เจ้าพ่อ"

หากจะนับเวลากันแล้ว ดร.สุเมธรับราชการมาแล้ว 29 ปี ใน 29 ปีนี้เป็นการรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนานถึง 18 ปี ปัจจุบันถึงแม้จะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับยกย่องโดยทั่ว ไป แต่ดร.สุเมธก็ยังคงเป็นดร.สุเมธคนเดิมที่ชอบใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย ยึดความซื่อสัตย์ยุติธรรม ตรงไปตรงมา

และถึงแม้ว่าจะลาออกจากตำแหน่งเลขาฯ กปร.แล้วก็ตาม แต่ก็ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นมูลนิธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดร.สุเมธ จึงยังคงทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทเหมือนเดิม

จนสื่อมวลชนให้คำจำกัดความเป็นตัวดร.สุเมธว่า "เกิดมาเป็นข้าฯแผ่นดิน"

"ไม่ใช่อย่างนั้น คนเราเกิดมา ใครมันจะไปรู้ว่าชะตาชีวิตเป็นอย่างไร ทุกอย่างเดินไปตามครรลองที่ชะตาชีวิตขีดไว้" ดร.สุเมธ แย้งความคิดนี้อย่างอารมณ์ดี

"เราโชคดีที่มาอยู่ตรงนี้ คนเรามีทางสองแพร่งในชีวิตให�เลือกเสมอ อยู่ที่ว่าตัวเองจะเลือกเดินเส้นทางไหน จะเลือกว่าโกงกิน หรือว่าเลือกเป็นคนบริสุทธิ์ จะเลือกกิเลสหรือธรรมะ เผอิญผมเลือกเป็นคนบริสุทธิ์และธรรมะมันก็เท่านั้นเอง" กว่าที่คนคนหนึ่งจะมีชะตาชีวิตแบบใดนั้น ไม่มีใครบอกได้ แต่ "พื้นฐานชีวิตที่ดี" นั้น ทำให้อนาคตของชีวิตดีไปด้วย ดร.สุเมธก็เช่นกัน

แม้ว่าในวัยเด็กจะอยู่ในสภาพที่พ่อแม่แยกทางกันเดิน ดร.สุเมธบอกว่าก็เสียใจมาก แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะตอนนั้นยังเด็กมากเพียง 5 ขวบ

"โชคดีที่มีแม่เป็นหลัก แม่แทนทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าสังเกตให้ดีกิริยามารยาทของผมบางทีเป็นผู้หญิง เพราะถูกแม่สอนมาตลอด เดินดังก็ไม่ได้ต้องโดนเอ็ด" ประจวบกับถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำ คือโรงเรียนวชิราวุธ ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปจากที่บ้านก็มีเพื่อน มีอาจารย์ มีรุ่นพี่มากมาย ทำให้ไม่มีเวลาคิด

"เราก็มัวไปพะวงเรื่องเรียนหนังสือ ไม่ได้มานั่งคิดว่าเป็นเด็กบ้านแตก เพราะสภาพไม่เอื้ออำนวย เราโชคดีที่มีสิ่งทดแทน ผมเข้าใจเด็กสมัยนี้ที่เมื่อบ้านแตกแล้วก็ต้องเสียคน เพราะว่าสิ่งยั่วยุเข้ามามากมาย ในขณะที่ยุคผมไม่มี"

และที่โรงเรียนแห่งนี้ได้อบรมบ่มนิสัย ด.ช.สุเมธ ตันติเวชกุล ให้เป็น "ผู้ดี"

นอกเหนือไปจากการเกิดมาในตระกูลคหบดีชนบทจ.เพชรบุรี ที่ยังเต็มไปด้วย ศีลธรรมอันดี ยังคงเป็นสังคมที่พอเพียง สังคมที่เกื้อหนุนกัน ต่างจากครอบครัวสมัยใหม่

"วันพระจะต้องนุ่งขาวห่มขาวไปวัด ต้องตื่นเช้าเพื่อตักบาตร ตัวเล็กนิดเดียวก็ยืนบนโต๊ะใส่บาตร ตอนเด็กเป็นเรื่องสนุก" นั่นคือฐานรากที่ถูกปลูกฝังมา เพราะใช้ชีวิตเรียบง่าย แม้ว่าจะเป็นคหบดีก็ไม่ได้ถูกแบ่งแยก มีวิถีแบบชนบทที่เกื้อกูลช่วยเหลือกัน

"หากเกิดมาในสลัมแล้วชีวิตต้องแก่งแย่งปากกัดตีนถีบ เพื่อความอยู่รอด เมื่อโตมาก็ต้องมีชีวิตแบบนั้น ฉันใดก็ฉันนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม"

"การศึกษาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ที่โรงเรียนวชิราวุธสอนให้เป็นคนรับผิดชอบ รักหมู่คณะ เสียสละนึกถึงผู้อื่นก่อน"

พออายุย่างวัยรุ่น 15 ป• ไปเรียนต่อต่างประเทศ แม้ว่าจะไปอยู่กับฝรั่งมังค่า แต่ความที่มีฐานรากเป็นไทยชนบทติดตัวอยู่แล้วก็ยังคงเป็นอย่างนั้น บวกกับตัวเองไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่ต่างประเทศ ซึ่งดูแล้วว่าไม่เข้ากับตัวเอง

"ตอนที่เรียนหนังสือจบมาก็อายุ 30 แก่แล้ว ไม่ได้มานั่งคิดเรื่องบ้านแตกอีกแล้ว เรียกได้ว่าผมไม่ได้ทำอะไร แต่เป็นไปตามครรลองชีวิต"

แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่า ดร.สุเมธจะยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการแก้ไขในชีวิตเลยก็ตาม แต่เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่พ่อแม่แยกทางกัน ว่าชีวิตของตัวเองนั้นยังสามารถทำให้มีความสุขและประสบกับความสำเร็จในอนาคต ได้ หากตัวเองไม่พาตัวไปคลุกคลีกับสิ่งมอมเมาและสิ่งยั่วยุทั้งหลาย วันนี้แม้ว่าหัวโขนต่าง ๆ จะหมดไปแต่ ดร.สุเมธก็กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ เมื่อตายไปล้วนเอาไปไม่ได้

"ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ตัวเองเลือก และชะตาชีวิตก็ได้ถูกขีดไว้แล้วเราเพียงเดินตามก็เท่านั้น"

ชายสามโบสถ์ตัวจริง

ด้วยความที่ถูกปลูกฝังในเรื่องของการทำบุญตักบาตร ถึงปัจจุบันนี้ ดร.สุเมธ บวชเณร 1 หน และบวชพระมาแล้ว 3 หน

"ใครบอกว่าการบวชพระ 3 หนคือชาย 3 โบสถ์ ไม่เป็นความจริง สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันบอกว่าคำว่าชาย 3 โบสถ์ นั่นคือ บวชทางพุทธ แล้วอยากมีเมียก็บวชทางคริสต์ อยากมีเมีย 4 คนก็ไปนับถืออิสลาม คนแบบนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่าชาย 3 โบสถ์"

"พระสังฆราชเอาหนังสือมาให้ผมอ่านปรากฏว่าในอดีตกาลมี ผู้ชายคนหนึ่งบวชแล้วสึกทั้งหมด 20 ครั้ง เมื่อถึงหน้านาก็สึกมาทำหน้าที่ทางโลก ช่วยพ่อแม่ทำนา หมดนาก็มาบวชทำหน้าที่ทางธรรม ท่านถามว่า การทำดีมีการนับจำนวนครั้งด้วยหรือ พุทธศาสนาไม่ได้กำหนด เราจะบวชกี่ครั้งก็ได้"

นี่เป็นเรื่องที่ชาวไทยเข้าใจผิดกันมาตลอด...!?!

บวชเณรครั้งแรกตอนอายุได้ 4 ขวบคือบวชหน้าไฟคุณทวด เมื่อบวชแล้วไม่ยอมสึก จนผู้ใหญ่ต้องหลอกล่อต่าง ๆ นานา ว่าสึกแล้วเดี๋ยวค่อยบวชใหม่ จึงยอมสึกแต่โดยดีแต่ก็ร้องไห้

บวชพระครั้งแรกนั้นที่วัดยาง จ.เพชรบุรี บวชตามประเพณีชายไทย คืออายุ 20 ปีครบบวชแทนคุณบิดามารดา บวชได้เพียง 2 เดือนกว่าไม่ครบพรรษาก็ต้องสึก เพราะว่ามหาวิทยาลัยเปิดต้องกลับไปเรียน

"บวชครั้งนั้นสมองยังไม่สุก ได้อะไรไม่มากนัก แต่ก็ได้ไปเทศน์โปรดพ่อแม่ตามประเพณี เวลาที่สึกแล้วถูกดึงผ้าเหลืองออกจากตัวคล้ายอะไรบางอย่างได้หลุดลอยไปด้วย"

ดร.สุเมธบอกว่าคืนแรกที่สึกก็ไปนอนฝันว่าสูญเสียของ รักไปนอนร้องไห้แม่ต้องมาเขย่าตัวจึงรู้สึก และหลังจากนั้นมา เวลาสึกจึงร้องไห้ทุกครั้ง

บวชครั้งที่ 2 บวชที่วัดบวรฯ กรุงเทพฯ บวชเพื่อถวายในหลวงที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา เรียนธรรมะที่วัดบวรฯก่อนที่จะไปจำวัดที่วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี 1 เดือนได้รับฉายาว่า พระตันติสุเมโธ

"บวชตอนนั้นปักกลดอยู่ในป่าหลังวัด ฉันมื้อเดียว ปฏิบัติกิจเช่นพระป่า ได้อะไรมาเยอะมาก ก็ติดใจว่ามีโอกาสจะต้องบวชอีก"

บวชครั้งที่ 3 บวชที่วัดพระราม 9 กรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว แล้วไปจำวัดที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

"การบวชครั้งล่าสุดนี้ทำให้รู้สัจธรรมว่าร่างกายต้อง การอาหารน้อยนิด กินแบบอดอยาก มีน้ำตาลน้อยลง ไขมันก็ไม่อุดตัน ร่างกายก็แข็งแรงแม้ว่าน้ำหนักจะหายไปถึง 8 กก. ไม่ต้องมาอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี มีผ้านุ่งเพียง 4 ผืน กับบาตรเท่านั้น ทำให้ซึ้งสัจธรรมอีกข้อว่า ชีวิตเราเกิดมาจากการขอ อยู่ได้ด้วยความเมตตา มีความสุขที่สุดจากคนที่ไม่มีอะไร"

"ไม่ต้องรับรู้ในสิ่งที่ไร้สาระ นั่งสมาธิกระทั่งพบพลังจิตอันว่างเปล่า อันเป็นพลังบริสุทธิ์"

นี่ไงล่ะชาย 3 โบสถ์ตัวจริง...!

ประวัติส่วนตัว

ดร.สุเมธเป็นบุตรชายโทนของอดีต ส.ส.นครราชสีมา อดีต รมช.เกษตรฯ นายอารีย์ ตันติเวชกุล และ ท่านผู้หญิงประสานสุข หัวหน้าต้นเครื่องไทย พระราชวังสวนจิตรลดา เกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2482 ที่ จ.เพชรบุรี ปัจจุบันอายุ 63 ปี สมรสกับ ดร.คุณหญิงจินตนา ตันติเวชกุล (แสงโสมทรัพย์) มีบุตรชาย 2 คน

ดร.สุเมธสำเร็จการศึกษาอนุปริญญาทางปรัชญา ปริญญาตรี โท เอกทางรัฐศาสตร์ จากฝรั่งเศส, ประกาศนียบัตรการวางแผนเศรษฐกิจ จากสถาบันบริหารระหว่างประเทศ ฝรั่งเศส, ประกาศนียบัตรทางการพัฒนาเศรษฐกิจ จากธนาคารโลก สหรัฐ, จบวิทยาลัยการทัพบก รุ่นที่ 23, จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 28, ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แขนง ต่างๆ จาก 5 สถาบันอุดมศึกษามีชื่อของรัฐ

ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลตัวอย่าง ปี 2537 จากมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, ได้รับรางวัลผู้บริหารราชการดีเด่น (ครุฑทองคำ) ปี 2538 จากสมาคมข้าราชการพลเรือน และได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จากสำนักงาน ป.ป.ป. ปี 2540

โดย เหมวดี พลรัฐ (นสพ.เดลินิวส์ 8 ธ.ค.45)
จาก http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=19&ID=83

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 79216
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

  • อ่านบันทึกแล้วได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิต ท่าน ดร.สุเมธ มากขึ้น เคยศึกษาชีวิตท่านมาบ้างชื่นชมท่านมาก
  • วันหน้าจะแวะเข้ามาขอแบ่งปันเรื่องด ๆ อีกนะคะ

ผม เคย แค่ ค้นหา เพลง หนัง โปรแกรม จากอิน เตอร์เน็ต

ไม่เคย ค้นหาคำว่า "บุคคลตัวอย่าง" สักครั้ง

ครั้งนี้ ไม่รู้คิดไง ค้น พบสิ่งดี ๆ มากมาย รวมทั้ง ท่าน ดร.สุเมธ ..

.....จะค้นหาต่อไป ถ้ามีโอกาศ ....ได้อ่านแล้ว ชื่นชมท่านมาก

ท่านใช้ชีวิตคุ้ม ค่า จริงๆ

ขอบคุณ สำหรับข้อความข้างต้นนี้

ที่ทำให้ฉันกลับมาคิดทบทวนหลายสิ่ง

และเป็น แง่คิด แก่ชีวิตต่อไป............