GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความสุขของกะทิ

เวชชาชีวะ
ความสุขของกะทิ : งามพรรณ เวชชาชีวะ

         กะทิเป็นเด็กหญิงวัยสิบขวบ อยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง กะทิแอบคิดถึงแม่อยู่เงียบๆ แต่กะทิก็เป็นเด็กน่ารักกิริยาดี และมีวุฒิภาวะพอจะไม่ถามไถ่ให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ เธอจึงเก็บความรู้สึกคิดถึงและใคร่รู้เกี่ยวกับแม่เอาไว้แต่ในใจเพียงลำพัง เรื่องราวในเล่มเป็นการค้นพบปริศนาถึงชิ้นส่วนที่หายไปในชีวิตของกะทิ

หนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาสวย เขียนบรรยายถึงฉากและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี ถ้อยคำในเล่มอ่านได้เพลิดเพลินและเย็นชื่นหัวใจ ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็นภาคใหญ่ๆ คือบ้านริมคลอง บ้านชายทะเล และบ้านกลางเมือง ที่แต่ละภาคบอกเรื่องราวของต่างช่วงเวลาที่เป็นปริศนาในชีวิตกะทิ เริ่มตั้งแต่ปัจจุบัน ย้อนไปให้ได้รู้จักอดีต ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจเลือกทางเดินในอนาคตของตัวละคร

ภาษาการเล่าที่ดีทำให้บ้านริมคลองมีบรรยากาศธรรมชาติชนบทที่สวยงาม ใสสะอาด สงบร่มรื่นน่าอยู่ บ้านชายทะเลมีวิวสวย และบ้านกลางเมืองที่หรูหราทันสมัย เรียบร้อยพร้อมสรรพทุกสิ่งไป การเล่าเรื่องนี้ไม่มีบทพูด เป็นแต่เพียงการพรรณนาเรื่องราว แต่ก็มีเสน่ห์ที่อ่านได้รื่นรมย์ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากหาอะไรเบาๆ อ่านให้ชื่นใจได้ความสุขเล็กๆ ประกายขึ้นในใจ หนังสือเล่มนี้มีส่วนเศร้าด้วยก็จริง แต่ก็เป็นความเศร้าที่งดงาม ทำให้รู้สึกดีมากกว่าจะหม่นหมองหัวใจ

ความสุขของกะทิเป็นผลงานเขียนเล่มแรกของผู้เขียน ซึ่งนักอ่านคุ้นเคยกับเธอในฐานะนักแปล แต่แม้จะเป็นงานเขียนเล่มแรก ก็เป็นงานที่แสดงว่าผู้เขียนสามารถทางภาษาและการเล่าไม่น้อยเลย กะทิเป็นเด็กหญิงที่น่ารัก ทำให้คนอ่านนึกเอ็นดูเธอได้ตั้งแต่บทแรกๆ และคนอ่านคนนี้ก็ยิ่งรักกะทิเมื่อรู้ว่าหนังสือที่เธอโปรดปรานคือ บ้านที่มีพ่อหกสิบคน

การจัดรูปเล่มและภาพประกอบของหนังสือก็ทำได้น่ารักสวยงามอย่างลงตัว จึงเป็นหนังสือเล่มเล็กน่ารักที่ชวนอ่านและน่าเก็บ หนังสือเล่มนี้อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่าผู้อ่านต่างวัยก็จะอ่านได้โดยตีความต่างระดับกันไป (จุดประกายวรรณกรรม ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2546)

คนอ่านผู้ใหญ่คนนี้อดสังเกตไม่ได้ว่าผู้คนที่แวดล้อมกะทิอย่างใกล้ชิด ล้วนแต่มีชีวิตที่ดีงาม ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล การศึกษา ความสามารถในการประกอบอาชีพการงาน ครอบครัวและคนใกล้ชิดของกะทิคุ้นเคยกับต่างประเทศอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในต่างประเทศ การทำงานกับต่างประเทศ คนอ่านจะได้รู้ในไม่ช้าว่าตายายของกะทิที่อยู่ในบ้านริมคลอง แม้จะใช้ชีวิตตามแบบชนบท แต่ก็เป็นผู้ที่มีความรู้ มีฐานะดี มีชาติตระกูล มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ แม้แต่หลวงลุงกับพี่ทอง ศิษย์วัด ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากญาติโยมนิมนต์ไว้ให้ไปอเมริกา หลวงลุงจึงพาพี่ทองไปเปิดหูเปิดตาประกอบกับหาลู่ทางเรียนต่อ ซึ่งพี่ทองมีความใฝ่ฝันจะเรียนถึงขั้นปริญญาเอก และวางแผนว่าจะสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศเมื่อจบมัธยมหก

กะทิแวดล้อมด้วยความรักเต็มเปี่ยม และมีผู้คนที่แสนดีรอบข้าง เธอจึงมีหัวใจที่งดงามอย่างลึกซึ้งอยู่ภายใน ตัวละครที่มีด้านลบบ้างในเรื่อง ก็ปรากฏตัวเพื่อให้เห็นภาพความเพียบพร้อมของกะทิให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนอ่านพอเห็นได้ว่ากะทิจะดำเนินรอยตามความรุ่งโรจน์และเป็นผู้หญิงเก่งที่หัวใจงดงามแสนดีในอนาคต แม้ปัจจุบันเธอจะเรียนโรงเรียนวัด อันเป็นโรงเรียนเดียวกับพี่ทอง ลูกศิษย์วัด แต่ก็เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน กะทิจะไปเรียนในยุโรปหรืออเมริกา

โลกของกะทิสมบูรณ์พร้อมเช่นนี้แล้ว เธอจึงมีแต่ความสุข แม้ว่าชีวิตของเธอย่อมมีความทุกข์เช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป และทุกข์ของเธอก็สาหัสหนักหนาไม่ใช่น้อย แต่ความทุกข์ของกะทิก็ยังเป็นความงดงาม เป็นความดีงามยามรำลึกถึง เป็นความเศร้าที่สวยและโรแมนติก

หนังสือเล่มเล็กนี้อ่านได้เพลินและน่ารักไม่น้อยเลย ชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมของกะทิ ย่อมทำให้โลกของกะทิเปี่ยมความสุขและดีงามอย่างลึกซึ้งนัก
 

เกี่ยวกับผู้เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ เกิดที่ลอนดอน สำเร็จการศึกษาประกาศนียบัตรการแปลชั้นสูงจากบรัสเซลส์ เป็นเจ้าของและบรรณาธิการนิตยสารเพื่อนใหม่ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทซิล์คโรดพับบลิเชอร์ เอเยนซี จำกัด เป็นตัวแทนลิขสิทธิ์วรรณกรรมให้นักเขียนทั่วโลก มีผลงานแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลีกว่า 15 เรื่อง

ความสุขของกะทิ : งามพรรณ เวชชาชีวะ
ISBN 974-7597-79-9 แพรวเยาวชน ๑๒๘ หน้า ราคา ๑๐๕ บาท

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): เวชชาชีวะ
หมายเลขบันทึก: 79147
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

อยากอ่านเรื่องที่สรุปแล้วจัง เลย

เดี๋ยวมีเวลาจะสรุปเรื่องย่อ ๆ  ให้อ่านนะคะ
  • เคยอ่านบทวิจารณ์มาบ้างแล้วค่ะ น่ารักดีค่ะ อยากให้เค้าทำหนังเรื่องนี้ค่ะ

อ่านแล้วค่ะ เนื้อหาน่าสนใจมาก

ชวนให้อยากอ่านต่อ ไม่อยากวางหนังสือเลย

เห็นตอนนี้มีคนเอาไปทำเป็นหนังแล้วนะ

ถ้ามีเมื่อไหร่ จาไปดูหั้ยได้เรย