1.         การเยี่ยมแปลงพืชของเกษตรกร:  เป็นหลักการปฏิบัติของเราในช่วงการเพาะปลูกว่านักวิชาการเกษตรที่เรามีอยู่จะต้องออกไปเยี่ยมเกษตรกร เพื่อติดตาม สำรวจ แปลงพืช และพูดคุยกับเจ้าของแปลงเพื่อสอบถามการเจริญเติบโตของพืช มีปัญหา อุปสรรคใดๆก็คุยกัน หาทางแก้ไขด้วยกัน เป็นการ ฝึกเกษตรกรระหว่างปฏิบัติการ หรือที่เรียกว่า On The Job Training ไงล่ะครับ ดังนั้น นักวิชาการของเราต้องมีความรู้ไปด้วย รู้จักการทำหน้าที่ Visiting and Coaching (V&C) และทำการบันทึกการเยี่ยมแปลงเกษตรกรด้วยเพื่อผู้เชี่ยวชาญจะได้มา Observe หรือทำฐานข้อมูลต่อไป 

 

เท่าที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ทำการเพาะปลูกพึงพอใจมากในการเยี่ยมแปลงเพราะเขาเองก็ใหม่ต่อชนิดพืชต่างๆที่ปลูกอยู่นี่ บางคนอาจจะปลูกเป็นปีที่สองก็ยังถือว่าใหม่อยู่ กระบวนวิธีเอาอกเอาใจเจ้าพืชตามหลักวิชาการก็มีมากมายหลายอย่าง ต้องดำเนินการตามนั้น หากขาดตกบกพร่องไปก็มีอาการทันที  นี่แหละคือ พืชเศรษฐกิจที่ไม่ใช่พืชพื้นบ้าน มันอ่อนแอ และต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสูง ซึ่งผิดกับลักษณะนิสัยธรรมชาติของวิถีชีวิตไทโซ่เลยทีเดียว.. เกษตรกรบางรายกล่าวว่าดูแลมันยิ่งกว่าดูแลลูกเราเสียอีก.. หากผิดเพี้ยนไปก็ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และหมายถึงผลผลิต และรายได้ของเกษตรกร  นี่แหละคือวิถีของพืชเศรษฐกิจแบบ Intensive care เป็นงานที่หนักของเราที่จะปลุกปั้นให้ไทโซ่ที่อยู่กับธรรมชาติ คิดแบบเดิมๆ วัน วันก็มองแต่ขึ้นป่า มาเป็นนักเกษตรสมัยใหม่ ผู้เขียนจึงกล่าวว่าเฉพาะกิจกรรมนี้ควรที่จะขยายเวลาออกไปอีก 3-5 ปีเพื่อมีเวลาสร้างกระบวนวิถีการทำเกษตรสมัยใหม่ให้อยู่ตัวจึงจะปล่อยให้เดินเองต่อไป

 

2.         ลัทธิเฉลี่ยสมบูรณ์และวีระชนเอกชน: นักวิชาการเกษตรจะออกไปเยี่ยมแปลงทุกวันพร้อมกับนักวิชาการเกษตรสนาม และยังต้องระดมพนักงานขับรถมาช่วยกันทำแปลงสาธิตพืชใหม่ๆอีก เช่นปีนี้ทำถั่วเหลือง และถั่วลิสงพันธุ์ มข. ที่อาจารย์ปุ้มคนงาม RDI ช่วยเป็นภาระจัดซื้อส่งไปให้..ขอขอบคุณนะครับ..เราเลยกล่าวกับพนักงานขับรถว่า ต้องทำแปลงสาธิตให้งามเหมือนคนช่วยจัดซื้อมาให้นะ..  อย่างที่กล่าวแล้วว่าการเยี่ยมแปลงก็จะช่วยแนะนำวิธีการปลูกดูแลพืชในระยะต่างๆให้แก่เกษตรกร แม้ว่านักวิชาการเกษตรจะเดินเยี่ยมทั้งวันร่วมกับเจ้าหน้าที่สนามก็ไม่ทั่วถึง เกษตรกรรายหนึ่งมาต่อว่า ไม่ไปเยี่ยมผมเลย..ผมไม่รู้วิธีการดูแลพืช

 

ความจริงแปลงของเกษตรกรรายนี้อยู่ติดกับรายอื่นๆเพียงแต่คลองน้ำขั้นเท่านั้น เขาไม่เรียนรู้จากกันและกันเลย..และอย่างไรก็เรียกร้องให้ไปเยี่ยมแปลงเหมือนๆกับเยี่ยมแปลงคนอื่นๆ เราก็ไปเยี่ยมในเวลาถัดมา แต่...เรามองว่า Technology transfer ในระดับ Horizontal มันไม่มี คือระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองเรียนรู้กันเองมีน้อย แต่เรียกร้องให้ไปเยี่ยมโดยตรง นี่คือลักษณะเฉลี่ยสมบูรณ์ และ การที่เกษตรกรข้างเคียงไม่แนะนำต่อ ก็คือลักษณะวีระชนเอกชน..