GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่น และการให้อภัย

วันนี้ได้รับเมลจากเพื่อน  เป็นเรื่องดีที่อยากมาเล่าสู่กันฟัง   คิม ฟุค   คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย  แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ  แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง 65 เปอร์เซ็นต์  เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน  และผ่านการผ่าตัดถึง 17 ครั้งกว่าจะหายเป็นปรกติ

เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน  ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2515 เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ 3 ปี ต่อมาก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย

แต่แล้ววันหนึ่งในปี 2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ  ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนักแต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่าสงครามนั้น ได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง

หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว   เธอก็ได้เผยความในใจว่า  มีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ

พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า   คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต"

เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ

เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ" คิมเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ   จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน   หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"
เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า
"หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้น เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"

เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้   แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้

เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน   แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา   คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า
"ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"

บทเรียนของ คิม ฟุค คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เรา สามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มา ก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"  

วันนี้คุณยังอยู่กับ

ความโกรธ  

ความเกลียด

และ ความขมขื่น หรือไม่   

และคุณได้เรียนรู้ที่จะใช้คำว่า   

การให้อภัย   หรือยัง    

ทุกท่านมีทางเลือกของชีวิตตนเองนะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 79030
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 41
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (41)

ขอบคุณสำหรับข้อคิดที่ดีค่ะ เป็นการเตือนสติ ที่ดีมากๆค่ะ.....

 สวัสดีค่ะน้องอึ่งอ๊อบ

  • ..ทางเลือกที่ดีกว่านั้น  ได้แก่  การไม่โกรธ  การไม่เกลียด  และไม่ความขมขื่นตามมา  จากการให้อภัย
  • งานของครูอ้อยเริ่มมาก  เพราะการไม่มองปัญหา  ครูอ้อยมองแต่การแก้ปัญหาค่ะ
  • ขอบคุณเรื่องราวที่ดีที่นำมาให้อ่านค่ะ

เรายังดีกว่า  คิม  มากมาย....ใช่ไหมคะ

อ.แป๋วคะ

สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นสิ่งที่เราเลือกบริโภคได้จากกัลยาณมิตรทั้งหลายที่ได้นำมา ลปรร. เล่าสู่กันฟังค่ะ

อาจารย์เป็นอีกท่านหนึ่งที่นำแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตหนูค่ะ

ขอบคุณนะคะ

ครูอ้อยคะ

ทางเลือกมีมากมายจริง ๆ แล้วแต่เราเลือก

เหมือนที่ครูอ้อยเลือกที่จะไม่มองปัญหา  มองแต่การแก้ปัญหา

ปัญหามีไว้แก้ ถูกค่ะ

แต่ถ้าเราแก้ก่อนที่จะเกิดปัญหา  มันจะสวยกว่าไหมคะ

บางครั้งพูดง่ายแต่ทำยากเน๊าะ....แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ อิอิ

คิดถึงครูอ้อยนะคะ โทรหาไม่ยอมรับสาย ฮือ ๆ ๆ

เดินทางปลอดภัยนะคะ

 

เห็นแล้วค่ะ  หลายสายไม่ได้รับ

ตั้งระบบสั่นไว้ค่ะ  ขออภัย คิดถึงเหมือนกันค่ะ

สวัสดีคุณน้องอึ่งอ๊อบค่ะ..

  • มีอะไรดีๆที่มีคุณค่ามาฝากอยู่เสมอ..
  • ขอบคุณค่ะ

คุณติ๋วคะ

 เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้  แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้

เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน  แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา  

 

ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ใน G2K มากมาย ทำให้เข้าใจในชีวิตมากขึ้นด้วยค่ะ

ถ้าทุกๆคนที่กำลังมีความโกรธฝังแน่นในใจมาอ่าน คงจะดีไม่น้อยเลยค่ะ เขียนดีจังเลย

อาจารย์ แขไข คะ

ฝากอาจารย์นำไปเล่าสู่เพื่อน ๆ ฟังด้วยนะคะ

"การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย" 

ขอบคุณอาจารย์ที่เข้ามาอ่าน และ ลปรร. ค่ะ

  • เศร้ามากเลยค่ะ
  • แต่ให้ข้อคิดที่ดีมากเลยนะคะ

คุณอรคะ

มันคือความจริงของชีวิตเน๊อะ

 เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้  แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้

 พรุ่งนี้ไปวัดด้วยกันนะคะ

 

คุณอึ่งอ๊อบเข้าวัดอีกแล้วหรือคะ...ขยันจังเลยค่ะ
ขอบคุณบันทึกดีๆนี้ค่ะ การให้อภัยเป็นอะไรที่ดีต่อตัวเองก่อนอย่างอื่นค่ะ
  • อ่านบันทึกนี้มีคุณค่ามากค่ะ
  • ความโกรธ 
  • ความเกลียด
  • ความขมขื่น  

              ทั้ง 3 อย่างล้วนแต่อยู่เกิดขึ้นที่ใจทั้งสิ้น  เรารับเอาก็เป็นของเรา  หากปล่อยไปก็ไม่ใช่ของเรา จริงไหมคะ มีคำกล่าวว่า  "อภัยทาน คือ ทานที่สูงสุด"

  • อ้าวคุณสมพรชวนไปวัด
  • โครงการฯ ที่ดิฉันทำอยู่นี่ค่ะ อยู่ติดกับวัดเลยค่ะ ทำมา 13 เดือนขายเกือบหมดแล้ว ยังไม่เคยแวะไปทำบุญเลยค่ะ เดี๋ยวต้องหาโอกาสบ้างแล้วค่ะ
  • ขอบคุณนะคะที่เตือนสติ ไปทำบุญกับพระบ้างก็ดีนะคะ
  • กระชากอารมณ์ดีจังนะคะ เพราะเพิ่งแวะไปรับความสุขจากบันทึกก่อนหน้านี้
  • จะว่าไปก็ใช่ว่าจะไม่สุขจากบันทึกนี้ ใช่เลยที่คุณสมพรสะท้อนว่าการให้อภัยทำให้ใจเราเป็นสุข
  • เมื่อก่อนเคยโกรธเพื่อนในที่ทำงานเดียวกันไม่พูดด้วยนานหลายเดือน พอเจอกันปุ๊บต้องทำหน้าเฉยไม่พูดไม่จากัน ในที่สุดดิฉันก็ทนเมื่อยหน้าไม่ไหว เลยพูดกับเขาก่อน เลิกโกรธเขาก่อน...โห! เมื่อยหน้าบรม! เพราะโกรธฝังแน่นนั่นเอง
  • เดี๋ยวนี้ก็ยังมีโกรธอยู่บ้าง...แต่ไม่โกรธนานค่ะ...กลัวแก่...อิ๊...อิ๊..

คุณติ๋วค่ะ

เพิ่งกลับจากวัด เอาบุญมาฝากค่ะ

ถ้าสัปดาห์ไหนไม่มีกิจธุระหรืองานประชุม ก็จะไปวัดค่ะ ไหว้พระ สมาทานศีล ฟังเทศน์ ทานมังสะวิรัติค่ะ ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดี(บ้าง) ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาค่ะ (คุณติ๋วต้องไปโบถส์หรือเปล่าคะ)

คุณใบบุญค่ะ

เรียนรู้ที่จะให้อภัย

เป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดจริง ๆ ค่ะ

แต่ก็สุขใจนะคะ

ดีใจที่คุณครูมนัชยา แห่งโรงเรียนเม็กดำมาเยี่ยมค่ะ

คงไม่นานเกินรอจะได้ไปเยี่ยมเยือนกันนะคะ

"อภัยทาน คือ ทานที่สูงสุด"

คุณอรคะ

อาจจะด้วยวัย และการได้ทบทวนตนเองมากขึ้น

คนเราต้องสะสมเสบียงทั้งบุญและทาน เพื่อภพนี้ หรือภาพหน้า (ซึ่งไม่มีใครรู้) เป็นกุศลบาย ในการให้คนทำดีค่ะ  แล้วอีกอย่างก็คือการทำนุบำรุงพระพุธศาสนาค่ะ

ท่าน ศน.กุ้ง

ก็ยังมีอยู่นะคะ อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง

แต่ก็ปรับได้ไวขึ้น และพยายามไม่ทิ้งอะไรไว้ก้บตัวเรานาน

เหมือน ดร.กะปุ๋มบอก

เรื่องเน่า ๆ อย่าให้อยู่กับเรานานค่ะ

เฮง เฮง เฮง ค่ะ

  • ตามมาหาและดูการให้อภัย
  • อยู่กับพ่อครูบาครับผม

มาเยี่ยม...

มีธรรมะสอนใจได้ดีในเรื่องการไม่ผูกความโกรธและการให้อภัย...

อยากคุยกับ คิม ฟุค  จังเพราะเธอมีธรรมะอยู่ในหัวใจ

  •  เราไม่สามารถให้คนอื่นมารักเราได้
    แต่เราสามารถไปรักคนอื่นได้  

 

  • เราไม่สามารถให้คนอื่นอภัยแก่เราได้
    แต่เราสามารถให้อภัยคนอื่นได้

 

^_________^

ยิ้ม หัวเราะก่อนอื่น

อย่างอื่นค่อยว่ากันที่หลัง

น้องชาย

  • ดูแลตัวเอง
  • เดินทางไป-กลับปลอดภัย
  • รักษา(หัว)ใจ ร่างกายให้ดีนะคะ
ไปวัดเอาบุญมาเผื่อแผ่...แต่ทำไมชอบเอาบุ้งไปแกล้งชาวบ้านด้วยละค่ะ........กร๊ดดดดด.....โชคดีที่ไม่ได้อยู่ใกล้เน๊าะ ไม่งั้นจะถูกแกล้งทุกวันมั้ยเนี่ย....

ท่าน อ.umi คะ

บุญทำ กรรมแต่งคะ

กรรมเยอะ จึงต้องหาบุญค้ำชูค่ะ

หนูจูนคะ

การให้อภัย ทำให้ใจเป็นสุขจริงค่ะ

ดีใจพ่อครูตามมายิ้มกับบันทึกนี้

ยิ้มแล้วก็มีความสุขตามมาค่ะ

อ.แป๋วขา

ท่องไว้ ท่องไว้ ท่องไว้ ให้ขึ้นใจค่ะ

ความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่น และการให้อภัย

  • อืม.....
  • ฟังดูเหมือนง่ายนะ แต่ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงกับตัวเรา ....คงไม่ง่ายที่จะคิดและทำได้อย่างเขา.....
  • สุดท้ายคือการให้อภัย กับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วเป็นบทเรียนที่ขมขื่นที่เก็บไว้ในความทรงจำ
  • มาทักทายอีกรอบ
  • ถึงมหาวิทยาลัยเรียนร้อยแล้วครับผม
  • เห็นเป็นลูกน้องคุณกัลยาที่ มข น่ารัก
  • เลยยืมมาฝาก
  • ดูนอนเข้า

บทความนี้ พี่อึ่งฯ แปลมาอีกทีใช่ไหมค่ะ

ขอบอกว่า อ่านทุกคำได้อรรถรส ม้าก มาก

อยากบอกว่า ความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่น  ถ้าเหตุแห่งปัจจัย เกิดจากผู้อื่นกระทำ  เราย่อมให้อภัยได้แน่นอน

แต่ถ้าความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่นนั้น ถ้าเหตุแห่งปัจจัย เกิดจากตัวเราเองหละคะ  เราคงทำใจให้ ให้อภัยตัวเอง ได้ยากเหลือเกินค่ะ พี่อึ่งฯ ขา

แนะนำข้าน้อยด้วย

ขอบคุณมากๆค่ะ

คุณไมโตคะ

ตื่นเช้ามาต้องมาดูใจ เพื่อฝึกการให้อภัยตนเองค่ะ

ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

ดร.ขจิต

ทุกอย่างที่ผ่านมาอภัยให้นะคะ

เพราะเอารูปน้องหมาน่าฮักมาฝาก

เหมือนลูกชาย อโคล่ามาก ขอบอก

คุณแป๊ดขา

  • บทความนี้ เพื่อนส่งเมลมาให้ และแปลมาเรียบร้อยแล้วค่ะ
  • การให้อภัย ต้องฝึกจากการให้อภัยตนเองก่อน  ถ้าเราไม่ฝึกจากการให้อภัยตนเอง เราก็ไม่สามารถให้อภัยคนอื่นได้อย่างจริงใจ
  • การให้อภัยตนเอง ย่อมทำให้จิตใจเราเห็นคุณค่าในตัวเราเอง
  • เมื่อตัวเราเห็นคุณค่าแห่งตนเอง  เราจะมีพลังใจ พลังกาย ที่เปี่ยมไปด้วยความสุข  สิ่งแวดล้อมที่จะเข้ามากระทบกาย กระทบใจเรา ทำให้เกิดทุกข์นั้น มีน้อย  ไม่ใช่ ไม่มีเลย  เพียงแต่เราต้องบอกตัวเราว่า "เรื่องเน่า ๆ จะให้อยู่กับเรานานหรือเปล่า"  เท่านั้นเอง
  • ใช้ชีวิตให้เกิดสุข ทั้งตัวเอง ครอบครัว การงาน  แบ่งปันสิ่งที่ดีคืนสู่สังคม
  • เอาง่าย ๆ คิดดี ทำดี บนพื้นฐานแห่งความดี
  • ชีวิตก็สุขแล้วค่ะ

คุณริน

เงียบไปนะคะ

ขอบคุณที่แวะมาเรียนรู้ ความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่น และการให้อภัยค่ะ

ขอบคุณค่ะสำหรับบันทึกเรื่องราวดี  ๆ และมีค่า แล้วก็พบว่าบางครั้งเราอาจจะอยู่ในความโกรธ ความเกลียด ความขมขื่นอยู่ แต่ก็มีอีกหลายเรื่องราวที่น่าโกรธ น่าเกลียด และน่าขมขื่นกว่าเยอะเลย แต่เขาก็ยังมีการอภัยให้ได้ เมื่อมองย้อนกลับมาดูตัวเองก็พบว่าเรื่องเรามันอาจเล็กน้อยมากซะจนไม่ควรเก็บมาคิดโกรธ เกลียดและขมขื่นเลยค่ะ