เศรษฐกิจพอเพียง  อินเตอร์เน็ตกับกระแสโลกาภิวัตน์

Sufficiency economy  :  Internet and Globalization                                               

เศรษฐกิจพอเพียง Sufficiency economy เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต  รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน  เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั้นเอง  สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มด้วยเสียซ้ำไป  พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่  จากวารสารชัยพัฒนา

โลกาภิวัตน์ หรือ โลกานุวัตน์ ” globalization  คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก ( วิกิพิเดีย : online)                                               

  การประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการใช้อินเตอร์เน็ตในกระแสโลกาภิวัตน์  อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการสื่อสารสารสนเทศเปรียบเสมือนชุมชนแห่งใหม่ของโลกซึ่งรวมคน ทั่วทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน  ยุคนี้ไม่ว่าใคร ๆ  ก็ต้องพูดถึง อินเตอร์เน็ต ICQ  เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่  กลายเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน  ที่สามารถติดต่อหาข้อมูลแลกเปลี่ยนข่าวสารใหม่ ๆ  เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  สร้างจินตนาการได้ตลอดเวลาอย่างกว้างไกลไร้ขีดจำกัด   โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง   แต่การผจญภัยไปในโลกกว้างไร้พรมแดน หรือการท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น  ก็มีทั้งคุณและโทษ การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน  แต่เราต้องทำความเข้าใจว่าประโยชน์และโทษของมันคืออะไรควบคู่กันไปด้วย (ชวลิต  วินิจจะกูล : 2544) 

                     ปัจจุบันนี้มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวางไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างที่ควรจะเป็นรวมถึงพฤติกรรมในการใช้อินเตอร์เน็ตที่เป็นอุปสรรคในด้านต่างๆ  อันตรายต่อสุขภาพจิต  และเป็นปัญหาสังคม  ยกตัวอย่างรายงานเช่น

1.  โรคติดอินเตอร์เน็ต  (Webaholic)   พฤติกรรมต่าง ๆ  การเล่นอินเตอร์เน็ตทำให้คุณเสียงาน หรือ แม้แต่ทำลาย นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบ กับบรรทัดฐาน ซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนันการติดการพนัน ประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด)  อินเตอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้  หมายรวมถึง  ตัวอินเตอร์เน็ตเองระบบออนไลน์ (อย่างเช่น AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ระบุว่า  ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  อย่างน้อย  4  อย่างเป็นเวลา นานอย่างน้อย 1  ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต  ความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้   รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้    ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีก เลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น คนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง  การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงานการเรียน และความสัมพันธ์  ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้ จ่ายมาก มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต  เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้                                                    

                   สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัย ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คน ยังนับ เป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเตอร์เน็ต"นั้นได้แสดงลักษณะอาการ ของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับ การเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรือสุราเรื้อรัง มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ 

2. เรื่องอนาจารผิดศีลธรรม ( Pornography/Indecent Content )  เรื่องของข้อมูลต่างๆ ที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม  ลามกอนาจาร  หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้ว บนโลกอินเตอร์เน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่  WWW  หรือ IT ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมาแต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็น ที่โจ่งแจ้งบนอินเตอร์เน็ต  และสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็กและเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่เพราะว่าอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สื่อเหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเราไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้

อ้างอิง :  http://web.udru.ac.th/~comed4554/4554144108/internetfour.htm                  

                เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการใช้อินเตอร์เน็ตที่ขาดความพอเพียง  ความพอประมาณ  ไร้ซึ่งความสมเหตุสมผล  และไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี การที่จะกระทำอะไรที่ขาดสติ ขาดความรู้ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม  ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายทั่งในด้านเศรษฐกิจและปัญหาสังคมโดยรวม   การใช้อินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ   นั้นก็สามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำมาประยุกต์ใช้ได้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม  เพื่อลดกระแสโลกาภิวัตน์  และให้เป็นไปอย่างสมดุล  สมเหตุสมผลในด้านทุนมนุษย์   ทุนเศรษฐกิจ (การเงิน)  ทุนทรัพยากร (พลังงาน)  เราควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  โดยประยุกต์หลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง คือ                   

ความพอประมาณ  ด้านเทคโนโลยี ความเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม  พอเพียงกับการแก้ปัญหา ไม่สร้างระบบการผลิตมากเกินไป  (Over  Production)  หรือ ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป  (Over  Engineering)   อะไรที่มากเกินไป หรือ ขาดแคลน  ย่อมเป็นความสูญเปล่า ไม่ก่อประโยชน์อันใด หรือ สร้างประโยชน์ไม่ได้   และอาจจะสร้างโทษภายหลัง เป็นสาเหตุกระทบในหัวข้ออื่น  เช่น ทรัพยากรที่ถูกใช้อย่างรวดเร็ว  การเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเทคโนโลยี เป็นต้น

มีเหตุผล  การลดต้นทุน หรือ รายจ่าย ย่อมทำให้เราเพิ่มกำไร หรือ รายเหลือของประชาชน ทำให้เกิดการออม ไม่ใช้จ่ายเกินตัวเกินความจำเป็น หรือ ใช้จ่ายด้วยความ พอดี”  อีกทั้งยังลดการใช้วัตถุดิบ  และอีกนัยหนึ่งด้านสังคมประชาชน คนไทยจะมีรายเหลือมากขึ้น เมื่อเรารู้จักประหยัด และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในครัวเรือนลง

ภูมิคุ้มกัน  ภูมิคุ้มกัน ในความหมาย นี้คือ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) จะต้องมีแนวทางป้องกันไม่ ให้ทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป  พอตัว  และป้องกันปัญหาไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิด   โดยคำนึงถึงผลที่จะตามมา  หากเกิดปัญหาจากความเสี่ยงในด้านลบ  หรือ ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ว่ายังสามารถรับมือได้หรือไม่

มีคุณธรรม   ความชอบธรรม เป็นสิ่งที่ขาดในสังคมปัจจุบัน  เป็นคุณสมบัติที่ขาดไป ของผู้บริหารองค์การบางคนนักการเมืองบางท่าน  บางกลุ่มข้าราชการ  บางกลุ่มของผู้ประกอบการ  และขาดการกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชนคนทั่วไป คุณธรรม (Ethics) จะเป็นหลักพื้นฐานในการบริหารทั้งหมด จะต้องมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake Holder)  ไม่ใช่เจ้าของเท่านั้น (Stock Holder)

มีความรู้   การรู้เท่าทันตามความเป็นจริง   ซึ่งเป็นหลักของศาสนาพุทธอีกข้อหนึ่ง   สิ่งที่จะทำให้รู้เท่าทันนั้นคือปัญญา”  เราจะต้องทราบถึงข้อดี ข้อเสีย ผลที่จะเกิดตามมาในอนาคต ในการตามกระแสโลกาภิวัตน์   เช่น เราได้ประโยชน์ เสียประโยชน์อย่างไร  สิ่งที่เป็นจุดอ่อนจะต้องเสริมสร้างเป็นจุดแข็ง  สิ่งที่เป็นภาวะคุกคามจะต้องเสริมเป็นโอกาส  สิ่งเหล่าจะทำให้ประเทศของเราไม่เสียเปรียบ  และไม่ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจของกระแสโลกาภิวัตน์ 

                ทั้งหมดนี้ต้องอาศัย ความมี ศีล เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ สมาธิ มีความนิ่ง สุขุม รอบคอบ ใจเย็น มีความมุ่งมั่นในการทำความดี ปัญญา มีความรู้ ความชำนาญ รู้เท่าทันตามความเป็นจริง และสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และป้องกันปัญหาไม่ให้เกิด หรือ เกิดซ้ำ ได้
                ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธรู้แล้วทั้งสิ้น  แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ”   ถึงเวลาหรือยัง ที่เราชาวไทยต้องมาปฏิบัติอย่างจริงจัง และรู้รักสามัคคี รวมใจไทยเป็นหนึ่ง เพื่ออนาคต และความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศต่อไป 

เอกสารอ้างอิง  :  สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการเนื่องมาจากพระราชดำริ, เศรษฐกิจพอเพียงปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงชีวิต

                                       โลกาภิวัตน์นั้นไม่ได้ถูกลิขิตไว้  แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น