เพื่อให้เกิดความชัดเจนในหลายๆมุมมองของแนวทางการพัฒนา KMธรรมชาติ จึงขอยกประเด็นการใช้แนวคิดเชิงระบบมาสนับสนุนให้ การจัดการความรู้แบบธรรมชาตินี้ ยกระดับจาก ระดับปกติธรรมดา เป็นระดับไม่ธรรมดา ที่มีพลังพัฒนาตัวเองและสนับสนุนการพัฒนาของผู้อื่น

  

KMธรรมชาติ ในระดับธรรมดาที่บุคคลทั่วไปปฏิบัติอยู่นั้น เป็นการใช้ความรู้เท่าที่มี เท่าที่คิดออก เท่าที่เคยได้ยินมาในการทำงานและการดำรงชีวิต โดยอาจไม่มีการวิเคราะห์เพื่อค้นหาประเด็นที่จะทำให้เกิดการทำงานที่ดี และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

  

ดังนั้น การวิเคราะห์ระบบจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา ทั้งระบบแนวคิด กระบวนทัศน์ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ต่างๆในการพัฒนาทุกลำดับขั้น

  

การวิเคราะห์ระบบนั้นต้องอาศัยความคิดเชิงระบบที่ทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจ ถึงองค์ประกอบ ความสัมพันธ์ การทำงาน ผลลัพธ์ และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับระบบคิด และระบบการทำงานให้ดีกว่าเดิม

  

ตัวชี้วัดความสามารถในวิเคราะห์ระบบที่สำคัญก็คือ ความสามารถและผลการจัดระบบการทำงานของตนเองในการที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง คนใกล้ชิด ชุมชน สังคม และบุคคลทั่วไป

  

คนที่สามารถกำหนดแนวคิดการทำงานได้กว้างขวางมากเท่าไหร่ ก็สะท้อนระดับความสามารถในการคิดเชิงระบบได้มากเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้นแต่อย่างใด

 เช่น

บุคคลหรือพระที่มีความคิดเชิงระบบได้ดี ไม่จำเป็นต้องมีความร่ำรวยอะไรก็คิดและทำงานช่วยเหลือสังคมได้มากอยู่แล้ว ซึ่งอาจตรงข้ามกับคนที่มีฐานะดีนั้นอาจต้องสาละวนอยู่กับ สมบัติ จนทำให้ระบบคิดติดหล่มอยู่แค่วังวนของตนเอง คิดไกลกว่านั้นไม่ได้ เพราะหมดความสามารถหรือหมดเวลาอยู่แค่นั้น

  

หลักในการคิดเชิงระบบก็คือ การเริ่มจากการไม่ติดยึดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ปล่อยความคิดให้ว่าง ลอยตัวอยู่เหนือทุกสิ่ง รวมทั้งตัวเอง แล้วใช้ระบบคิดมองย้อนความคิดกลับมามองสิ่งที่อยู่รอบตัวแบบไม่มี อัตตา ก็จะทำให้เราเริ่มมองเห็นตัวเอง อย่างที่ตนเป็นอยู่จริงๆ อย่างไม่มีอคติอยู่ในนั้น

  

การมองเห็นตัวเอง จะทำให้รู้จักตนเอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้รู้จักสิ่งต่างๆรอบตัวเรา และรู้จักผู้อื่น ต่อๆไปเรื่อยๆ จนถึงรู้จักสังคมในระดับที่กว้างออกไปเรื่อย ตามระดับการพัฒนาความคิดเชิงระบบ ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

จึงกล่าวได้ว่า

ความสูงต่ำของคนอยู่ที่จิตใจ ครับ

  

จะเห็นได้ว่าความคิดเชิงระบบกับการรู้จักตัวเองเป็นเรื่องเดียวกัน

  

หลักการที่เริ่มจากตนเองนั้นสามารถทำได้ทุกคน เพราะตนเป็นผู้มีข้อมูลทุกอย่างของตนเองมากกว่าคนอื่นทั้งหมด ทั้งความเป็นจริงในทุกๆด้าน เพียงแต่อย่ามีอัตตาลำเอียงเข้าข้างตัวเองเท่านั้น เพราะเมื่อใดลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ก็จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบคิด และจำกัดการมองภาพเชิงระบบในทันที

  

ประเด็นนี้ถึงถือว่าเป็นบุญ วาสนาของแต่ละคน ว่าจะทำได้แค่ไหน และเป้าหมายในชีวิตแต่ละคนนั้นตั้งใจจะทำอะไรเพื่อใครบ้าง ทั้งตนเองและผู้อื่น

  

แต่การสร้างและพัฒนาความคิดเชิงระบบ โดยการมองอย่างเป็นระบบเริ่มจากการเข้าใจตนเอง ออกไปเรื่อยๆนั้นเป็นวิธีการที่ดี และทำได้โดยไม่มีขีดจำกัดจากภายนอก เพียงแต่อาจมีขีดจำกัดภายในของตนเอง

  

ลองพัฒนาดูนะครับ เผื่อเราจะได้ใช้ระบบ KMธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มพันธมิตรที่ทำงานแบบอิงระบบ ที่ทำให้มีประสิทธิภาพ และมีพลังขับเคลื่อนในการทำงานเพื่อพัฒนาตัวเอง ชุมชน และสังคมมากขึ้น