เรามัวไปให้อาหารกาย &ใจคนอื่น.. แต่ไม่หันกลับมาดูตัวเอง

โดย: นวลทิพย์  ชูศรีโฉม

              " สรส. พบญาติ (ครั้งที่ ๒) " ระหว่างวันที่ ๕-๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ณ ทรัพย์ไพวัลย์รีสอร์ท จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นครั้งที่ ๒ ในการที่ สรส. พบกับภาคี จากครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ อุทยานการเรียนรู้หมู่บ้านปางจำปี จังหวัดเชียงใหม่ปีที่แล้ว จุดนัดพบครั้งนี้คือทรัพย์ไพวัลย์รีสอร์ท จังหวัดพิษณุโลก นับว่าเป็นจุดที่พบกันครึ่งทางว่างั้น อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ใช้เป็นการเรียนรู้ได้หลายอย่างเช่นการออกกำลังกาย การอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ  แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้อยู่กับตัวเองเท่าไหร่หรอก ต้องมาอยูรวมกันเป็นส่วนใหญ่

             ภาคี สรส. เดินทางโดยรถตู้บ้าง รถไฟบ้าง รถยนต์บ้าง จากลำพูน เชียงใหม่ แม่กลองและน้องๆ จากภาคกลาง รูปแบบการประชุมของ สรส. คือ ให้ทุกคนก็มานั่งล้อมวงโดยมี ท่านอาจารย์ทรงพล เจ้าสำนักเปิดวง ให้ทุกคนเช็คอิน

             การเช็คอิน คือ เปิดโอกาสให้ใครอยากจะพูดอะไร จะบอกอะไรก็ได้ ก็มีคนพูดเรื่องงานบ้าง เรื่องการจัดการควมรู้บ้าง เรื่องลมฟ้าอากาศบ้าง เรื่องการเดินทางบ้างก็ว่ากันไป เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้วอาจารย์ทรงพลก็พูดถึงว่า การที่เรามาเจอกันครั้งนี้เราจะพูดคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

            การประชุมเริ่มอย่างเป็นทางการ (มาก) โดยให้ทุกคนมานั่งล้อมวงในห้องประชุม เป็นการนั่งกับพื้นมีหมอนคนละใบจะนั่งจะนอนก็ได้ตามอัธยาศัย เช้านี้ภาคีของเรามาพร้อมหน้ากันแล้ว ถึงจะรู้จักกันแล้วแต่ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องแนะนำตัวกันอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นจะปิดวงคุยไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็แนะนำง่ายเป็นชื่อเล่นแล้วก็ตามด้วยที่ที่ตัวเองมา เช่น “ทรงพล จากบางกอกน้อย” เป็นต้น

         เมื่อแนะนำตัวเสร็จแล้วก็เป็นธรรมเนียมอีกนั่นแหละที่จะต้องมีการกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม และแจ้งที่มาที่ไปของการมาเจอกันครั้งนี้และที่ตรงนี้ ไม่มีใครเหมาะในการกล่าวต้องรับและเปิดวง นอกจาท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านอาจารย์ทรงพล ซึ่งเวทีนี้ต้องยกให้ท่านเป็นคุณอำนวยตลอดรายการ ว่าไปเลยครับท่าน!
 
     “ที่มาสถานที่แห่งนี้เพราะเข้ากับบรรยากาศตำนานสมเด็จพระนเรศวร” น้าน!!!! เนียนนะเจ้าค่ะ ทันหมัยด้วย พร้อมแนะนำสถานที่ว่ามีอะไรบ้าง สระว่ายน้ำ ห้องอบซาวน่า และอื่น ๆ แหม! เหมือนเจ้าของสถานที่มาเอง พร้อมกับนั้นยังโยงไปถึงเรื่องธรรมมะยามเช้า

              “ชีวิตจะสดชื่นยามเช้า เวลาเดินยามเช้านึกถึงเรื่อง งานกับชีวิต ร่างกายเราต้องการพัฒนา “ผุดพราย” สภาวะที่เอื้อ บรรยากาศที่เอื้อทำให้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในหัวมาประติดประต่อทำให้เกิดการปิ้งแว็บ สภาวะของการรับรู้เรียนรู้เกิดจากที่เรามีสถาวะที่เหมาะสม ให้เราคิดในสิ่งที่เรามองข้าม เช่น การพัฒนากาย การพัฒนาจิต  การเรียนรู้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

               การทำอะไรต้องเกิดประโยชน์ตัวเองและประโยชน์ท่าน ถ้าเราได้สัมผัสประโยชน์ทำให้เราเกิดกำลังใจ   กิจกรรมที่จะเกิดการพัฒนากาย พัฒนาจิต  พวกเราขาดออกการออกกำลังกาย เราใช้หัวเยอะ มือกับใจเราไม่ค่อยได้สัมผัส เราอยู่ร่องความเคยชิน เราเหมือนเครื่องจักร เราเหมือนอยู่ระบบ ระบบพาเราเต้นไป ทำไปเหมือนกับเป็นเครื่องจักร เราทำไปบางครั้งเหมือนเราไม่รู้เท่าทัน เรามัวไปให้อาหารกาย อาหารใจคนอื่น ไม่ได้หันกลับมาดูตัวเอง

             การเพาะปลูกและบ่มเพาะงานที่เราทำเหมือนเรากำลังปลูกต้นไม้ สิ่งที่เราทำเหมือนกับสิ่งที่เราบ่มเพาะ เฝ้าดู และดูจังหวะ แต่เราก็ตกอยู่กับความเคยชิน ความคาดหวัง ปลูกแล้วคาดคั้นให้มันออกดอก หรือปลูกแล้วทิ้งขว้าง  งานที่เราทำ เราต้องถอยกลับมาดูว่าเราเข้าใจหรือเปล่า เราทำแบบเครื่องจักรกล หรือเราเข้าใจธรรมชาติ  เข้าใจว่าพืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ยที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ “การเฝ้าดู” และก็หา “จังหวะ”  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อการทำงานกับชุมชน  งานที่ทำบางทีเราไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ่ง เราทำอย่างรู้เท่าทัน ทำแบบนำสิ่งที่เราทำมาพัฒนาตัวเราให้เติบโตขึ้นพร้อมกับชาวบ้าน  สิ่งที่เราทำมันมีคุณค่าสำหรับตัวเราและมีคุณค่าสำหรับคนอื่นอย่างไร

                 ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าพลังจะไม่เกิด  การพัฒนาต้องระเบิดจากภายในโดยที่เราเข้าไปจุดชนวนระเบิด เราต้องทำงานแบบเข้าใจกระบวนการรับรู้เรียนรู้ของมนุษย์ 

             โอกาสที่ทำให้เราคิด ทำให้เกิดการผุดพราย ทำให้เชื่อมโยงกัน หลักพื้นฐานของการเกิดสติมนุษย์ เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับกับสิ่งที่อยู่ในตัวเรา  อย่าดูเฉพาะกิจกรรม