เข้าสู่ระยะที่ลูกจะเริ่มจะเติบโตอย่างรวดเร็วและคุณแม่จะเริ่มมีปัญหาต่อสุขภาพมากขึ้น แต่ทานอาหารได้ดีขึ้นมากแล้ว หมดช่วงแพ้ท้องกันที

       ระยะ 16 สัปดาห์ ลูกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ แทบไม่น่าเชื่อว่าลูกดูเหมือนแสดงสีหน้าได้ อาจจะทำหน้ายุ่งๆ คิ้วย่น เริ่มรับรู้แสงจ้านอกครรภ์คุณแม่แล้ว เพราะจอตาเริ่มไวต่อแสง หูเริ่มทำงานเต็มที่ ลูกจะได้ยินเสียงพูด เสียงระบบย่อยอาหาร และเสียงเต้นของหัวใจของคุณแม่ด้วย ใบหน้าเริ่มสมบูรณ์ จะแยกเพศชาย หญิงให้เห็นชัดเจน อวัยวะเพศชายและหญิงเริ่มด้วยวิธีเดียวกัน คือเป็นปุ่มเล็กๆระหว่างขาทารก ถ้าทารกเป็นชายปุ่มจะกลายเป็นองคชาต ก้อน 2ก้อนจะเจริญเป็นถุงอัณฑะ ภายในลูกอัณฑะอสุจิชุดแรกพัฒนาแล้ว ถ้าทารกเป็นหญิงปุ่มจะกลายเป็นคิทอลิส ช่องคลอดเกิดจากเนื้อเยื่อเดียวกับที่สร้างหลอดปัสสาวะทั้ง 2 เพศ ภายในรังไข่เล็กๆ บรรจุไข่ไว้เพื่อใช้ในวัยเจริญพันธุ์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="justify"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="justify">สัปดาห์ที่ 20 ลูกรู้จักแยกรสขม และหวานได้ ลูกจะเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพราะลูกมีการพัฒนากล้ามเนื้อและระบบประสาทสัมพันธ์กัน    </p> เมื่อ 24 สัปดาห์ ลูกแข็งแรงตัวยาวขึ้นประมาณ 30 ซม. หนัก 800 กรัม ลูกสามารถแสดงอารมณ์และความต้องการตอบสนองคุณแม่ได้อย่างมีความหมายด้วยการดิ้น การดิ้นครั้งแรก คล้ายมีปลามาตอดตุบๆอยู่ในท้อง การที่ลูกดิ้นหรือมีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ แสดงว่าลูกมีสุขภาพแข็งแรง หากขาดช่วงไปอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกไม่ค่อยปกติแล้ว ลูกมีความรู้สึกนึกคิดได้แล้ว และลูกรับฟังเสียงได้ดีด้วยเช่นกัน ลูกได้ยินเสียงดนตรีชัดเจน แต่เสียงที่ลูกชอบมากก็คือ เสียงที่คุ้นเคยของคุณพ่อคุณแม่ ลูกจะเคลื่อนตัวขึ้นลงตามจังหวะ เสียงการพูดของคุณพ่อคุณแม่ได้ หรือกระโดดขึ้นลงตามจังหวะเสียงกลอง ลูกจะจำเสียงได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆ ทันทีที่ลูกคลอด ลูกก็จะแยกเสียงคุณพ่อคุณแม่ได้จากผู้คนรอบข้าง และตอบสนองอย่างรู้สึกผูกพัน เช่น เมื่อลูกร้อง หากได้ยินเสียงคุณพ่อคุณแม่ก็จะหยุดร้องทันที บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจใช้การอ่านหนังสือหรือร้องเพลง หรือเปิดเพลงบรรเลง หรือเพลงคลาสสิก เพลงเห่กล่อมพื้นบ้าน    เพลงไทยเดิม เพลงพระราชนิพนธ์ให้ลูกฟังนานครั้งละประมาณ 10-15 นาที ช่วงลูกตื่นหรือหลังอาหารเย็น 1 ชั่วโมง เพราะกลูโคสกำลังเดินทางไปเลี้ยงสมองลูก ดร.ฟรานซิส เราส์เชอร์ เจ้าของงานวิจัย “Mo-zart Effect”กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้บังคับให้ทุกคนฟังโมสาร์ต และไม่ต้องการให้ยึดติดกับคำว่าโมสาร์ต เพราะดนตรีของแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีอิทธิพลต่อคนฟังทั้งนั้น แต่หากต้องการพัฒนาด้านการรับรู้ จะต้องให้เด็กคุ้นเคยกับดนตรีต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 2 ปีและต้องเริ่มก่อนเด็กอายุ 7 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่สมองจะมีการเชื่อมโยงและแตกแขนงในส่วนที่ใช้งานเพื่อการพัฒนาได้         ภาษาไทยเองก็เป็นภาษาที่มีเสียงสูงต่ำคล้ายเสียงดนตรี ดังนั้น การพูดคุยกับลูกน่าจะเกิดประโยชน์ ในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยเป็นอย่างมาก เช่นกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="justify">ร่างกายคุณแม่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นชัดเจน ท้องเริ่มโตขึ้น เห็นเส้นดำกลางหน้าท้อง หัวใจทำงานหนักขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อรองรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้สมดุลกับความต้องการของอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกาย สำคัญคือจะรู้สึกตื่นเต้นมีความสุขเมื่อรับรู้ว่าลูกดิ้น </p> <p align="justify">                 ปัญหาที่คุณแม่พบในไตรมาศที่ 2 นี้จะเริ่มมีมากขึ้นจากเดิม เช่น หายใจไม่สะดวก เป็นตะคริว ปวดชายโครง  เสียดท้องน้อย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แสบลิ้นปี่ การออกกำลังกาย จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่งและการออกกำลังยังทำให้เลือดไหลเวียนไปสู่ลูกได้ดีขึ้นทำให้มีสารสุขหลั่งออกมาทำให้ลูกมีความสุข ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า และ ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ 12 สัปดาห์ ขึ้นไป  นอกจากนี้ในระยะ 4-6 เดือนนี้คุณแม่ที่พบว่ามีปัญหาของเหงือกและฟันควรไปทำการรักษาให้เรียบร้อยก่อนคลอดนะค่ะ เพราะถ้าท้องโตขึ้นคุณแม่จะลุกนั่งลำบากขึ้นและยังอาจเกร็งทำให้เจ็บครรภ์ก่อนเวลาด้วยคะ</p> <p align="justify"> โปรดติดตามต่อในภาค 3 คะ</p>